แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาสเตอร์การ์ด และ วีซ่า จับมือพัฒนาเฟรมเวิร์ก “Know-Your-Agent” (KYA)

ยกระดับการทำงานข้ามเครือข่าย รองรับการค้าแห่งอนาคต

แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาสเตอร์การ์ด และ วีซ่า ประกาศความร่วมมือในการพัฒนาเฟรมเวิร์ก Know-Your-Agent (KYA) เพื่อยกระดับการทำงานข้ามเครือข่าย ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือเครือข่ายผู้ให้บริการบัตร ระบบนิเวศกระเป๋าเงินดิจิทัล แพลตฟอร์มเอเจนต์ และมาร์เก็ตเพลสต่างๆ ให้สามารถจัดการขั้นตอนการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนของเอเจนต์ข้ามระบบได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาศัยแนวทางปฏิบัติที่เห็นพ้องร่วมกัน แต่ยังคงให้อิสระแก่แต่ละเครือข่ายในการตรวจสอบและตัดสินใจด้วยระบบของตนเองเช่นเดิม

ในปัจจุบัน เอเจนต์ AI กำลังยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้แนะนำสินค้า ไปสู่การจัดการธุรกรรมซื้อขายแทนผู้ใช้งานจนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 เอเจนต์ AI จะเข้ามาขับเคลื่อนมูลค่าการค้าเพื่อผู้บริโภคทั่วโลกสูงถึง 3 ถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[1] เบื้องหลังการเติบโตระดับเมกะเทรนด์นี้ คือโครงสร้างระบบ KYA ของเครือข่ายการชำระเงินและผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดมาตรฐาน ความรับผิดชอบ รวมถึงการตรวจสอบตัวตนของเอเจนต์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกการทำธุรกรรมจะมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้สูงสุด

ที่ผ่านมา องค์กรทั้ง 3 แห่งนี้ได้เดินหน้าพัฒนาโปรโตคอลของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Trusted Agent Protocol ของวีซ่า Verifiable Intent ของมาสเตอร์การ์ด และ Agentic Mobile Protocol ของแอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยการจับมือกันในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรม เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางที่จะนำมาปรับใช้ร่วมกันต่อไปในอนาคต

รับรองความน่าเชื่อถือของเอเจนต์ พร้อมลดความซับซ้อนในการลงทะเบียนข้ามเครือข่ายบัตรและกระเป๋าเงินดิจิทัล

เฟรมเวิร์ก KYA ที่สามารถทำงานเชื่อมโยงถึงกันได้นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกและลดความซับซ้อนในการทำธุรกรรมการชำระเงินผ่านเอเจนต์ สำหรับผู้ให้บริการ แพลตฟอร์มเอเจนต์ และมาร์เก็ตเพลสต่างๆ ควบคู่ไปกับการรักษากรอบความปลอดภัยและความน่าเชื่อถืออย่างรัดกุม

จากความริเริ่มดังกล่าว เอเจนต์ต่างๆ จะได้รับประโยชน์จากเฟรมเวิร์ก KYA และโครงสร้างการยืนยันตัวตน ที่ช่วยให้ระบบนิเวศการชำระเงินทั้งหมดสามารถรับรู้และยอมรับ “สัญญาณความน่าเชื่อถือ” (Trust signals) เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ แนวทางนี้จะช่วยลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบ รวมถึงลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการยืนยันตัวตนของเอเจนต์ โดยที่ยังคงรักษาความน่าเชื่อถือและมาตรการควบคุมความเสี่ยงไว้อย่างเข้มงวด

ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเปิดทางให้นำเสนอบริการใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (Faster time-to-market) พร้อมทั้งลดต้นทุนในการเชื่อมต่อระบบ นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในการตรวจสอบความเสี่ยง (Risk visibility) ข้ามเครือข่ายที่เข้าร่วมทั้งหมดอีกด้วย

ความร่วมมือด้าน KYA ในครั้งนี้มุ่งเน้นในประเด็นหลัก ดังนี้:

ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับข้ามเครือข่าย: เอเจนต์แต่ละรายจะถูกเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับผู้ใช้งาน ผู้ถือบัตร หรือองค์กรธุรกิจที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว เพื่อให้สามารถตรวจสอบและระบุที่มาของการทำรายการต่างๆ ของเอเจนต์ได้อย่างชัดเจน

มาตรฐานการรับรองที่ใช้ร่วมกัน: เอเจนต์จะต้องผ่านการประเมินตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบจะทำงานได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

การตรวจสอบการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง: การทำงานของเอเจนต์จะถูกเฝ้าระวังและประเมินผลอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยตัวบ่งชี้ด้านการยืนยันตัวตนประกอบกับข้อมูลการทำธุรกรรม เพื่อรองรับการประเมินและรับรองมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้ อุตสาหกรรมการชำระเงินกำลังเดินหน้าเร่งสร้างความร่วมมือ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ กำหนดหลักการทำงานร่วมกัน และเสริมสร้างโครงสร้างการกำกับดูแล ในระบบนิเวศการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่องการยืนยันตัวตนและความน่าเชื่อถือของเอเจนต์

เพื่อเป็นการต่อยอดจากเฟรมเวิร์ก Safeguards for Agentic Finance at Runtime (SAFR)[2] แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาสเตอร์การ์ด และ วีซ่า จะร่วมมือกันผ่านโครงการ BuildFin.ai เพื่อผลักดันแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในด้านการยืนยันตัวตน ความรับผิดชอบ และการบริหารความเสี่ยงของเอเจนต์ AI ทั่วทั้งระบบนิเวศการชำระเงินในประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ BuildFin.ai คือแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับอุตสาหกรรมที่ริเริ่มโดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) เพื่อเป็นศูนย์รวมของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี และนักวิจัย ในการร่วมกันพัฒนาและขยายผลโซลูชัน AI สำหรับบริการทางการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์ให้มีความปลอดภัยและพร้อมรองรับการขยายตัวซึ่งจะช่วยให้เอเจนต์ AI สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ทั่วทั้งระบบนิเวศการชำระเงิน ควบคู่ไปกับการรักษามาตรการป้องกันที่รัดกุม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค ร้านค้า และสถาบันการเงิน

“ในขณะที่เอเจนต์ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อรูปแบบการค้นพบและเลือกซื้อสินค้าของผู้คน ความเชื่อมั่นก็จำเป็นต้องได้รับการยกระดับให้สอดคล้องกัน” รูเบล เบอร์วัดเคอร์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์เพื่อการเติบโตระดับโลกและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ วีซ่า กล่าว “วีซ่าได้เข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในการสร้างเฟรมเวิร์กความน่าเชื่อถือที่ทำให้การค้าแบบ Agentic Commerce เกิดขึ้นได้จริง ผ่านการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เช่น Trusted Agent Protocol ของวีซ่า ความร่วมมือในลักษณะนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานที่สอดคล้องกัน ยกระดับความรับผิดชอบให้รัดกุมยิ่งขึ้น และสร้างความมั่นใจที่มากขึ้นทั่วทั้งระบบนิเวศการชำระเงิน ในยุคที่การทำธุรกรรมซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน”

“ความสามารถในการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างเฟรมเวิร์ก Know-Your-Agent ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การค้าที่ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์สามารถขยายตัวเพื่อรองรับการใช้งานในวงกว้างได้ สิ่งนี้จะช่วยให้ร้านค้า แพลตฟอร์ม กระเป๋าเงินดิจิทัล และผู้ออกบัตร มีแนวทางที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในการระบุตัวตนเอเจนต์ที่เชื่อถือได้ สามารถตรวจสอบยืนยันได้ว่าการดำเนินการต่างๆ ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน และยังคงรักษามาตรฐานความรับผิดชอบไว้ได้ตลอดกระบวนการทำธุรกรรม” ปาโบล ฟูเรซ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล มาสเตอร์การ์ด กล่าว “โปรโตคอล Mastercard Verifiable Intent ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับระบบนิเวศแบบเปิดนี้โดยเฉพาะ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าในขณะที่การค้ารูปแบบใหม่ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติมากขึ้น ทุกๆ การทำรายการจะยังคงมีความปลอดภัย โปร่งใส และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการได้รับความยินยอมจากผู้ใช้งานอย่างชัดเจน”

เจียง-หมิง หยาง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรม แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “ระบบ KYA ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ระหว่างเครือข่ายบัตรและกระเป๋าเงินดิจิทัล ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรด้านการชำระเงิน แพลตฟอร์ม และร้านค้าของเราในยุค Agentic Commerce เราตั้งตารอที่จะได้ขยายความร่วมมือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมกำลังนำตัวบ่งชี้ที่มีความหลากหลายและครอบคลุมมากขึ้นมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถ พฤติกรรม ประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนข้อมูลความเสี่ยง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและลดความซับซ้อนในการทำธุรกรรมให้กับลูกค้าของเราและผู้บริโภคของพวกเขา”

ที่มา: เบอร์สัน