“September Effect” ทองคำแค่ปรับฐานหรือรอรอบใหญ่

ฮั่วเซ่งเฮงมองทองคำเดือนกันยายนมีโอกาสผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และ Bond Yield ขณะที่สถิติย้อนหลังสะท้อน “September Effect” ที่มักกดดันทองคำในระยะสั้น ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงถัดไป โดยปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงยาวยังมีแรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงซื้อจากธนาคารกลาง

ราคาทองคำโลกเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐานหลังขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนสิงหาคม โดยแรงส่งของแนวโน้มขาขึ้นเริ่มชะลอลง หลังจาก เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสันโฮล เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา และส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นที่เฟดให้ความสำคัญ

วอร์ชระบุว่า เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% และเฟดยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา แม้ไม่ได้ให้ Forward Guidance อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป แต่ท่าทีดังกล่าวทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 15–16 กันยายน ขณะที่ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น และกดดันราคาทองคำในระยะสั้น

“September Effect” มีผลต่อทองคำอย่างไร?

“September Effect” เป็นปรากฏการณ์ตามฤดูกาลที่ตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดหุ้น มักให้ผลตอบแทนอ่อนแอในเดือนกันยายน ขณะที่ทองคำก็มีสถิติในลักษณะใกล้เคียงกัน

จากข้อมูลย้อนหลังของราคาทองคำ พบว่าเดือนกันยายนเป็นหนึ่งในเดือนที่ราคาทองคำมักเผชิญแรงขายและให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงเดือนถัดไป อย่างไรก็ตาม สถิติในอดีตไม่ใช่ตัวรับประกันทิศทางราคาในอนาคต แต่สามารถใช้เป็นหนึ่งในปัจจัยประกอบการประเมินจังหวะของตลาดได้
ดังนั้น “September Effect” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น แต่สะท้อนว่าเดือนกันยายนอาจเป็นช่วงที่ราคาทองคำเผชิญแรงขายทำกำไรและความผันผวนเพิ่มขึ้น ก่อนที่ตลาดจะประเมินปัจจัยพื้นฐานรอบใหม่ในช่วงปลายปี

เดือนกันยายนมีอะไรที่อาจกดดันทองคำ

เดือนกันยายนปีนี้มีปัจจัยสำคัญหลายด้านที่อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงิน โดยเฉพาะการประชุม FOMC ในวันที่ 15–16 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นรอบที่เฟดเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจและ Dot Plot ชุดใหม่ ขณะที่ตลาดยังจับตาทิศทางเงินเฟ้อและข้อมูลตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด หากข้อมูลเศรษฐกิจยังสะท้อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และเฟดส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินในระดับเข้มงวด Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรยังเผชิญความผันผวนจากความกังวลด้านหนี้สาธารณะและภาระการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลัง ซึ่งอาจทำให้ทิศทาง Bond Yield เคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นในช่วงเดือนกันยายน อีกด้านหนึ่ง กระแสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและ AI ยังเป็นตัวแปรที่ต้องติดตาม เพราะหากความเชื่อมั่นต่อหุ้นเติบโตสูงเริ่มลดลง หรือเกิดแรงขายในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง เงินทุนบางส่วนอาจกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นแรงสนับสนุนระยะกลาง หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังส่งผลต่อราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง และแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยพยุงราคาทองคำในระยะยาว

“September Effect” อาจเป็นแค่ช่วงการพักตัว มากกว่าการเปลี่ยนเทรนด์

ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าแม้ราคาทองคำในเดือนกันยายนอาจเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และ Bond Yield แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงยาวของทองคำเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางเทคนิค ราคาทองคำกลับมาอยู่ในช่วงปรับฐาน หลังหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน หรือ SMA200 อีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากก่อนหน้านี้สามารถปรับขึ้นทะลุเส้นดังกล่าวได้ในช่วงกลางเดือน

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าราคาทองคำยังมีโอกาสอ่อนตัวต่อในระยะสั้น แต่การปรับฐานรอบนี้มีแนวรับสำคัญบริเวณ 4,200–4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราคาทองคำแท่งประมาณ 66,500–66,800 บาทต่อบาททองคำ หากราคาสามารถยืนเหนือบริเวณดังกล่าวได้ อาจมีโอกาสเห็นแรงซื้อกลับและการฟื้นตัวในระยะถัดไป ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากราคากลับขึ้นผ่านได้อีกครั้ง จะเป็นสัญญาณช่วยยืนยันว่าโมเมนตัมขาขึ้นเริ่มกลับมา

ทั้งนี้ นักลงทุนควรใช้ช่วงเดือนกันยายนเป็นจังหวะติดตามทิศทางของ Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ ผลประชุม FOMC และโครงสร้างทางเทคนิคของราคาทองคำควบคู่กัน เพราะสิ่งที่จะกำหนดทิศทางตลาดไม่ได้อยู่ที่ “September Effect” เพียงอย่างเดียว แต่คือการตอบสนองของตลาดต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความเสี่ยงเชิงมหภาคในช่วงปลายปี

ในภาพรวม “September Effect” อาจสร้างแรงกดดันและความผันผวนให้กับทองคำในระยะสั้น แต่หากแนวรับสำคัญยังสามารถรักษาไว้ได้ และปัจจัยพื้นฐานอย่างความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะ และแรงซื้อจากธนาคารกลางยังดำเนินต่อไป การปรับฐานในเดือนกันยายนอาจเป็นเพียงช่วงพักตัวของแนวโน้มใหญ่ มากกว่าจะเป็นสัญญาณสิ้นสุดของรอบขาขึ้น

ที่มา: ฮั่วเซ่งเฮง