“โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” เป็นคำถามที่หลายคนเคยถูกถามในวัยเด็ก และคำตอบในวันนั้นมักเป็นสิ่งที่เด็กคนหนึ่งคุ้นเคย แต่เมื่อถึงวันที่ต้องเลือกจริง ๆ กลับมีปัจจัยมากมายที่ไม่เคยมีใครบอก ไม่ว่าจะเป็นการสอบคัดเลือกเข้าคณะในฝันที่การแข่งขันสูงจนกลายเป็นความกดดันและความเครียด รายได้และความมั่นคงในชีวิตที่กลายเป็นกรอบใหญ่ในการเลือกอาชีพ ไปจนถึงความผิดหวังที่มาถึงโดยไม่รู้วิธีรับมือ คำถามในวัยเด็กจึงกลับมาอีกครั้งในสนาม TCAS แต่จริงจังและมีเดิมพันสูงกว่าเดิม

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมบทสนทนาจากสื่อสังคมออนไลน์กว่า 25,000 โพสต์ ในประเด็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยผ่านเครื่องมือ dxt:360 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 26 มิถุนายน 2569 และนำมาวิเคราะห์ร่วมกับกับสถิติ TCAS69 จากเว็บไซต์ mytcas.com พบ 5 ประเด็นสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและแนวคิดของผู้สมัคร เพื่อเป็นแนวทางให้กับ DEK70 ที่จะเข้าสู่สนามสอบในปีต่อไป
สรุป 5 ประเด็นสำคัญ
- ที่นั่งมหาวิทยาลัยว่างเกือบครึ่ง แต่การแข่งขันยังสูง – รอบ 1 มีผู้สมัครมากกว่าที่นั่งที่เปิดรับ แต่จบรอบแล้วยังเหลือที่นั่งว่างราว 90,000 ที่นั่ง
- เทคโนโลยีและ AI ถูกพูดถึงมากที่สุด แต่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กเลือกเรียน – กลุ่มดิจิทัล/IT/Data ถูกพูดถึง 14.5% ของบทสนทนา แต่มีสัดส่วนรายการสมัครจริงเพียง 2.7% ซึ่งเป็นส่วนต่างมากที่สุดใน 15 กลุ่มสาขา
- สอบติดไม่ได้แปลว่าจะเข้าเรียน – ผู้ที่ขอประมวลผลครั้งที่ 2 แล้วได้ลำดับเดิม เกือบ 1 ใน 3 เลือกสละสิทธิ์
- “ซิ่ว” ไม่ใช่ความล้มเหลวอีกต่อไป – ในสนามสอบ TGAT/TPAT ปี 69 ราว 1 ใน 5 คือคนที่กลับมาสอบใหม่
- โพสต์ที่คนมีส่วนร่วมมากที่สุดของซีซัน ไม่ใช่โพสต์คนสอบติด แต่คือข้อความให้กำลังใจ ด้วยยอดเอ็นเกจเมนต์กว่า 628,000 ครั้ง
01 ที่นั่งมหาวิทยาลัย “เหลือ” แต่ทำไมเด็กยังต้อง “แข่งขัน”
สถิติจากเว็บไซต์ Mytcas เผยภาพที่น่าสนใจของ TCAS69 มีจำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยเหลืออยู่มาก โดยรอบ 1 (Portfolio) เปิดรับ 196,051 ที่นั่ง มีผู้สมัคร 204,728 คน คิดเป็น 104.4% ของที่นั่งทั้งหมด นั่นคือมีผู้สมัครมากกว่าที่นั่งที่เปิดรับ แต่เมื่อจบรอบ กลับมีผู้ยืนยันสิทธิ์เพียง 105,803 คน เท่ากับยังมีที่นั่งว่างอยู่ราว 90,000 ที่นั่ง
ในรอบถัดมา รอบ 2 (Quota) เปิดรับ 125,674 ที่นั่ง มีผู้ยืนยันสิทธิ์ 50,019 คน เหลือที่นั่งว่าง 75,655 ที่นั่ง หรือ 60.2% ขณะที่รอบ 3 (Admission) เปิดรับ 176,341 ที่นั่ง มีผู้ยืนยันสิทธิ์ 82,921 คน เหลือที่นั่งว่างอีกราว 93,000 ที่นั่ง และในรอบเดียวกันนี้ยังมีผู้ที่ไม่ได้ที่นั่งและต้องไปต่อในรอบ 4 ถึง 42,534 คน
คนสมัครล้นที่นั่งตั้งแต่รอบแรก แต่สุดท้ายเมื่อจบรอบที่นั่งกลับยังว่างเกือบครึ่ง ภาพนี้ชี้ว่าประเด็นอาจไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยมีที่นั่งไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่ความสนใจของผู้สมัครมุ่งไปที่บางคณะและบางมหาวิทยาลัย
ภาพเดียวกันปรากฏบนโลกออนไลน์อีกครั้ง เมื่อพิจารณาเฉพาะโพสต์จากบัญชีส่วนบุคคลกล่าวถึงมหาวิทยาลัยใด มหาวิทยาลัยหนึ่ง บทสนทนากระจุกอยู่ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ
ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (427 Mentions) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (388 Mentions) ตามด้วยมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับภูมิภาคอย่าง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (263 Mentions) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (249 Mentions)
ความกดดันจากการแข่งขันยังสะท้อนผ่านพฤติกรรมการจัดอันดับในรอบ 3 ที่ผู้สมัครเลือกคณะ สาขา และมหาวิทยาลัยได้สูงสุด 10 อันดับ โดยมีผู้สมัครถึง 52,192 คน หรือ 41.6% ที่เลือกครบทั้ง 10 อันดับ
การจัดอันดับเป็นขั้นตอนที่ผู้สมัครให้ความสำคัญ เพราะเป็นการวางแผนโอกาสของตัวเองภายใต้จำนวนตัวเลือกที่จำกัด สอดคล้องกับคอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจบนโซเชียลอย่าง “สูตรจัด 10 อันดับคณะแบบปลอดภัย” ซึ่งสะท้อนว่าสิ่งที่ผู้สมัครมองหาไม่ใช่แค่ข้อมูลคณะ แต่คือแนวทางการวางแผนที่ช่วยลดความเสี่ยง
เพราะสุดท้ายแล้ว เส้นทางอาชีพในฝันยังถูกกำหนดด้วยปัจจัยในโลกความจริงอย่างคะแนนสอบ การจัดอันดับจึงไม่ได้มีเพียงคณะในฝัน แต่รวมถึงการวางคณะที่ปลอดภัยไว้ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเองมีที่เรียน
คำถามต่อมาคือ เมื่อความสนใจของเด็กไม่ได้กระจายไปตามจำนวนที่นั่ง แล้วเด็กเลือกคณะจากอะไร
02 กลุ่มสาขาไอทีและ AI ถูกพูดถึงมาก แต่เด็กไม่ได้ยื่นเป็นอันดับต้น ๆ
เมื่อนำสัดส่วนการพูดถึง (Mention) กลุ่มสาขาวิชาบนโซเชียลจาก Account ส่วนบุคคล (ไม่รวมการโปรโมตจากมหาวิทยาลัย เพจติวเตอร์ หรือเพจด้านการศึกษา) มาเทียบสัดส่วนรายการสมัครจริงในรอบ 3 (Admission) พบว่า กลุ่มสาขาดิจิทัล/IT/Data ถูกพูดถึงมาก 14.5% ของบทสนทนาทั้งหมด แต่มีสัดส่วนการสมัครจริงเพียง 2.7%

ขณะที่กลุ่มที่มีการพูดถึงน้อยกลับมีคนสมัครมาก อย่างกลุ่มสาขาครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ที่ถูกพูดถึงเพียง 1.4% แต่มีสัดส่วนการสมัครจริงถึง 7% เช่นเดียวกับกลุ่มสาขาบริหาร-บัญชี-เศรษฐศาสตร์ ที่ถูกพูดถึง 8.1% แต่สมัครจริง 15.4%
สิ่งที่เป็นกระแสบนโซเชียล จึงไม่ได้สะท้อนสิ่งที่ปรากฏในยอดสมัครจริงเสมอไป
บทสนทนาเรื่อง AI ไม่ใช่การชวนให้เรียน
หนึ่งในคำอธิบายอาจอยู่ที่ “เนื้อหา” ไม่ใช่ปริมาณ โดยประเด็น AI ที่ปรากฏถึง 1,311 โพสต์ แต่เมื่อดูเนื้อหาของบทสนทนา พบว่า โพสต์จำนวนหนึ่งเป็นการตั้งคำถามและเตือนถึงผลกระทบต่ออาชีพ ไม่ใช่การชักชวนให้เลือกเรียนสายเทคโนโลยี

ตัวอย่างความเห็นของผู้โพสต์ เช่น “อย่าเลือกวิทย์คอม วิศวะคอม เพราะแค่ได้ยินว่าเงินเดือนดี เพราะอีก 4 ปีงานเขียนโค้ดพื้นฐานอาจไม่เหลือ” หรือ “โปรแกรมเมอร์จบใหม่กำลังเจอศึกหนักเพราะ AI” ไปจนถึงคำถามว่า “สายบัญชีและการเงิน ยังน่าเรียนไหม ถ้า AI Agent ทำงานวิเคราะห์แทนเด็กจบใหม่ได้”
ขณะที่สาขาที่มีจำนวนผู้สมัครสูงสุดในรอบ 3 (Admission) ยังคงเป็นกลุ่มอาชีพที่มีเส้นทางการทำงานค่อนข้างชัดเจน ได้แก่ บริหารธุรกิจ 18,685 คน นิติศาสตร์ 18,094 คน และการบัญชี 14,865 คน (ข้อมูลประกาศวันที่ 18 พ.ค. 2569)
ดังนั้น การเลือกคณะของเด็ก TCAS69 จึงอาจไม่ได้พิจารณาแค่ว่าอยากเรียนอะไร หรือคณะไหนกำลังเป็นกระแส แต่ยังต้องประเมินด้วยว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะทำงานอะไร และอาชีพนั้นยังเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ ทำให้หลายคนเลือกวางทั้งสาขาวิชาที่ต้องการและสาขาวิชาที่มองว่ามีความมั่นคงไว้ด้วยกัน
03 สอบติดแล้ว ไม่ได้แปลว่า “จะเข้าไปเรียน”
อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจจาก TCAS69 คือ ช่องว่างระหว่าง “การสอบติด” กับ “การเข้าเรียนจริง”
ในรอบ 1 (Portfolio) มีผู้ผ่านการคัดเลือก 147,192 คน แต่มีผู้ไม่ใช้สิทธิ์ถึง 40,718 คน หรือ 27.6% และสละสิทธิ์อีก 671 คน เช่นเดียวกับรอบ 2 (Quota) ที่มีผู้ผ่านการคัดเลือก 66,311 คน แต่ไม่ใช้สิทธิ์ 15,788 คน หรือ 23.8%
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาข้อมูลในรอบ 3 (Admission) ซึ่งมีผู้ผ่านการคัดเลือกครั้งที่ 1 จำนวน 105,058 คน แต่มีถึง 51,189 คน หรือ 48.7% ที่เลือกขอประมวลผลครั้งที่ 2 นั่นคือเกือบครึ่งไม่พอใจผลที่ได้ และในกลุ่มที่ขอประมวลผลใหม่แล้วยังได้ลำดับเดิม 40,653 คน มีถึง 11,951 คน หรือ 29.4% ที่ตัดสินใจสละสิทธิ์ โดยรวมทั้งรอบ 3 มีผู้สละสิทธิ์ทั้งหมด 15,804 คน
เกือบ 1 ใน 3 ของผู้ที่ขอประมวลผลใหม่แล้วยังได้อันดับเดิม เลือกที่จะไปต่อในรอบถัดไป ซึ่งในอีกมุมอาจสะท้อนว่าเด็กรุ่นนี้กล้าตัดสินใจกับเส้นทางการศึกษาของตัวเองมากขึ้น หากผลลัพธ์ไม่ตรงกับความสนใจหรือเป้าหมาย ก็พร้อมมองหาทางเลือกที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า แทนที่จะเลือกเรียนเพียงเพราะสอบติดแล้ว
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย โดยหัวข้อเกี่ยวกับค่าเทอม ทุน และการเงิน ได้รับการพูดถึงเกือบ 5,000 ครั้ง และมีตัวอย่างโพสต์ที่เล่าถึงผู้สอบติดแต่ตัดสินใจสละสิทธิ์ด้วยเหตุผลด้านค่าใช้จ่าย
จากสถิติผู้สมัครรอบ 3 (Admission) ปี 69 พบว่ามีกลุ่มที่เลือก 7 อันดับพอดีตามโควตาฟรีค่าสมัครถึง 29.3% หรือ 36,714 คน มากกว่ากลุ่มที่เลือก 6 อันดับถึงราว 6 เท่า แม้ระบบจะเปิดให้เลือกได้เต็มพิกัด 10 อันดับ (หากเลือกเกินจาก 7 อันดับจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอันดับละ 100 บาท)
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับอีกสถิติ คือในการสมัครสอบ TGAT/TPAT ปี 69 มีรายการสมัครที่ขอรับเงินสนับสนุนค่าสมัครจากรัฐถึงราว 92% (528,154 จาก 575,888 รายการ) สะท้อนว่ามาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายมีบทบาทต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของผู้สมัครจำนวนมาก
แม้ข้อมูลจะไม่สามารถระบุเหตุผลของแต่ละคนได้โดยตรง แต่ก็สะท้อนว่าความพร้อมทางการเงินเป็นอีกหนึ่งบริบทที่ไม่ควรมองข้าม เมื่อพูดถึงการเข้าถึงการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
จึงน่าสนใจว่า สำหรับมหาวิทยาลัยแล้ว การแข่งขันเพื่อให้ได้ผู้สมัครเข้ามาอาจไม่ได้จบลงที่การประกาศผล แต่ยังรวมถึงการทำให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจเลือกและเดินหน้าต่อกับหลักสูตรนั้นได้จริง
04 “ซิ่ว” ไม่ใช่ความล้มเหลวอีกต่อไป
ในสนามสอบ TGAT/TPAT ปี 69 มีผู้สมัครที่เป็น “เด็กซิ่ว” (ผู้จบการศึกษาปีก่อนหน้า) ถึง 54,975 คน หรือ 17.7% ของผู้สมัครสอบทั้งหมด ดั้งนั้นเกือบ 1 ใน 5 ของสนามสอบคือคนที่กลับมาสอบใหม่

บนโซเชียล คียเวิร์ด “ซิ่ว” ปรากฏในบทสนทนาถึง 813 โพสต์ มียอดการมีส่วนร่วม (Engagement) รวมเกือบ 480,000 ครั้ง สูงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับคีย์เวิร์ดเด่นอื่น ๆ ในชุดข้อมูล โดยโพสต์ที่เป็นกระแสที่สุดคือคลิปที่ติดแฮชแท็ก #เด็กซิ่วแต่ซิ่ง เป็นกระแสที่ได้รับความสนใจ ด้วยยอดEngagement สูงถึง 157,000 ครั้งในโพสต์เดียว นอกจากนี้ ยังมีโพสต์เล่าประสบการณ์การลาออกจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจเช่นกัน
การเลือกใหม่จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังอีกต่อไป แต่กลายเป็นการตัดสินใจที่เด็กหลายคนประกาศออกมาอย่างตั้งใจ พร้อมแสดงความแน่วแน่ต่อสิ่งที่ตนเองเลือก สำหรับเด็กรุ่นนี้ เส้นทางการศึกษาอาจไม่จำเป็นต้องเป็นทางตรงเสมอไป หากสิ่งที่เลือกครั้งแรกยังไม่ใช่ ก็สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ โดยไม่ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวเหมือนในอดีต
05 โพสต์ที่คนมีส่วนร่วมมากที่สุดของซีซัน ไม่ใช่โพสต์คนสอบติดแต่คือ “การปลอบใจ “
สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ตลอดฤดูกาล TCAS69 ไม่ได้มีเพียงการแข่งขัน คะแนน และอันดับคณะ แต่ยังเต็มไปด้วยความหวัง ความกังวล และการให้กำลังใจกัน

โดยโพสต์ที่สร้าง Engagement สูงที่สุดของชุดข้อมูล มียอดกว่า 628,000 ครั้ง กลับเป็นข้อความสั้น ๆ ว่า “ไม่ติดก็ถือเสียว่าเต็มที่แล้ว” สิ่งนี้สะท้อนอีกด้านของสนามสอบที่ตัวเลขอาจมองไม่เห็น นั่นคือ เมื่อการแข่งขันจบลง สิ่งที่ผู้สมัครต้องการจากโลกออนไลน์อาจไม่ใช่เพียงข้อมูลเพื่อช่วยให้ “สอบติด” แต่คือพื้นที่สำหรับรับมือกับความผิดหวังและก้าวต่อไป
บทสรุปคำตอบของคำถาม “อยากเป็นอะไร” อาจจะไม่ใช่แค่ชื่อคณะ
เรื่องราวทั้ง 5 ข้อที่เกิดขึ้นในสนาม TCAS69 ประกอบกันเป็นภาพของเด็กรุ่นหนึ่งที่ต้องตอบคำถามในวัยเด็กด้วยเงื่อนไขของความเป็นจริง ทั้งคะแนนสอบ ค่าใช้จ่าย และความมั่นคงของอาชีพ ซึ่งกำหนดเส้นทางได้ไม่น้อยไปกว่าความชอบ และเมื่อเส้นทางไม่เป็นไปตามแผน การเริ่มใหม่ก็ไม่ได้หมายถึงความล้มเหลวอีกต่อไป แต่เป็นทางเลือกที่เด็กรุ่นนี้กล้าประกาศอย่างภูมิใจ
ทั้งนี้ เรื่องราวที่น่าจดจำอาจไม่ใช่ตัวเลขคนสอบติด แต่คือบรรยากาศบนโซเชียลที่เด็ก ๆ ส่งต่อความเข้าใจและกำลังใจให้กัน จนสนามแข่งขันกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย และสำหรับเด็กรุ่นนี้ คำตอบของคำถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” จึงไม่ได้จบที่ชื่อคณะหรือมหาวิทยาลัย แต่รวมถึงการได้เลือกด้วยตัวเอง กล้าพลาด และกล้าเริ่มใหม่ บนเส้นทางที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงอีกต่อไป
ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 26 มิถุนายน 2569 จากบทสนทนาออนไลน์กว่า 25,000 โพสต์ ในประเด็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
แพลตฟอร์มที่เก็บข้อมูล: Facebook, X, YouTube, TikTok, Instagram และ Pantip
แหล่งข้อมูลสถิติการสมัคร TCAS69: เว็บไซต์ mytcas.com โดยอ้างอิงข้อมูล ณ วันประกาศดังนี้ รอบ 1 Portfolio (ประกาศ 7 มีนาคม 2569) รอบ 2 Quota (ประกาศ 5 พฤษภาคม 2569) และรอบ 3 Admission หลังปิดระบบ (ประกาศ 29 พฤษภาคม 2569)
เกี่ยวกับ dxt:360
dxt:360 เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารได้ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ สื่อบรอดคาสท์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voices) คอนเทนต์จาก Influencers และ KOLs ไปจนถึงข่าวจากสื่อมวลชน ที่รวบรวมเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Dashboard ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละราย (Customizable Dashboard) จึงทำให้เข้าใจและเห็น Insight ในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เห็นทิศทางการสื่อสารของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
