สังคมสูงวัย อัตราเกิดต่ำ และการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ ตอกย้ำความจำเป็นในการลงทุนด้านสุขภาพสตรี เพื่อสร้างกำลังแรงงานที่แข็งแกร่ง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดที่ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และอัตราการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับการลงทุนด้านสุขภาพสตรีในฐานะปัจจัยสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
โม ยาซิน ผู้นำออร์กานอน ประเทศไทย กล่าวในงาน AMCHAM Thailand-U.S. Trade & Investment Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง AMCHAM Thailand หอการค้าไทย และหอการค้าสหรัฐอเมริกา ว่า สุขภาพสตรีไม่ควรถูกมองเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุข หากแต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยสร้างกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ เพิ่มผลิตภาพ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว โดยประชากรมากกว่าร้อยละ 22 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ของประเทศลดลงเหลือประมาณ 1 คนต่อสตรี 1 คน และจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดต่ำกว่า 500,000 คนต่อปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศไทย นอกจากนี้ ข้อมูลจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) และกรมอนามัย ยังชี้ให้เห็นว่าประมาณร้อยละ 68 ของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และกว่าร้อยละ 64 ของการตั้งครรภ์ไม่พร้อมดังกล่าวไม่ได้ลงเอยด้วยการเกิดแบบมีชีพ
“ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ” ยาซินกล่าว “เมื่อจำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และความน่าสนใจด้านการลงทุน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต”
ยาซินกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเคยได้รับการยอมรับในฐานะประเทศต้นแบบด้านการวางแผนครอบครัวและอนามัยการเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการลดจำนวนการตั้งครรภ์ไม่พร้อม โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ควบคู่ไปกับการรับมือกับภาวะอัตราการเกิดที่อยู่ในระดับต่ำมาก
“ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าคนไทยไม่ต้องการมีครอบครัว” ยาซินกล่าว “แต่หลายคนรู้สึกว่ายังขาดความพร้อมหรือการสนับสนุนที่เพียงพอในการสร้างครอบครัวตามที่ต้องการ สิ่งที่เราควรตั้งคำถามร่วมกันคือ จะทำอย่างไรให้ทุกการตั้งครรภ์เป็นการตั้งครรภ์ที่พร้อม ได้รับการวางแผน และได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม”
เขากล่าวว่า นโยบายที่สนับสนุนสุขภาพสตรี การวางแผนครอบครัว การดูแลภาวะมีบุตรยาก การดูแลเด็ก และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรีในตลาดแรงงาน ควรถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ช่วยสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งให้กับประเทศในอนาคต
“การส่งเสริมสุขภาพสตรีไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสุขภาพ” ยาซินกล่าว “แต่คือการลงทุนในกำลังแรงงานของอนาคต ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย”
ยาซินยังยกตัวอย่างโครงการ APEC Smart Families ในฐานะความร่วมมือที่ช่วยเปลี่ยนเป้าหมายเชิงนโยบายให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โครงการดังกล่าวซึ่งนำโดยกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันการศึกษา องค์กรภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างมีข้อมูล และเสริมสร้างความพร้อมของสังคมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
จากจุดเริ่มต้นในประเทศไทย ปัจจุบันโครงการ APEC Smart Families ได้ขยายผลครอบคลุมสมาชิกเอเปคทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ ครอบคลุมสตรีมากกว่า 1.4 พันล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายลักษณะเดียวกัน ทั้งอัตราการเกิดที่ลดลง สังคมสูงวัย และการตั้งครรภ์ไม่พร้อม โดยออร์กานอนมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าวในฐานะพันธมิตรหลักจากภาคเอกชน
“ความร่วมมือคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เป้าหมายเชิงนโยบายเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้” ยาซินกล่าว “การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ องค์กรชุมชน และภาคเอกชน จะช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น และสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตและอนาคตของตนเองได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงวัย”
ยาซินกล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นต้นแบบระดับโลกในการขับเคลื่อนสุขภาพสตรี การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร และการพัฒนาเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปพร้อมกัน
“ความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญมีความชัดเจน ข้อมูลเชิงประจักษ์ก็สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างเด่นชัด และขณะนี้คือช่วงเวลาสำคัญในการลงมือดำเนินการ” ยาซินกล่าว

