คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมภาคีนักวิชาการและภาคประชาชน จัดเวทีเสวนาขับเคลื่อนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) ชูประเด็นความแตกต่างระหว่าง “มรดกโลก” กับ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” พร้อมเน้นย้ำ คนรุ่นใหม่เป็นกำลังหลักในการอนุรักษ์ไม่ให้หายไป

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรมจากภาคประชาชน จัดงานเสวนา “Living Heritage: Intangible Wisdom in the Contemporary World เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรม ให้เป็นเรื่องของทุกคน” ในวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการขับเคลื่อนและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทยในสังคมร่วมสมัย จากมุมมองของนักวิชาการและนักขับเคลื่อนประเด็นทางวัฒนธรรม พร้อมสะท้อนความท้าทายและแนวทางในการอนุรักษ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน
โดยงานเสวนาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือ Afternoon Tea Talk เวลา 13.00 – 15.00 น. ในหัวข้อ การสื่อสารและความท้าทายเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในมิติร่วมสมัย โดยได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัติพร นกแก้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรัตน์ จงดา อาจารย์เอกลักษณ์ หนูเงิน (ครูบอลบ้านส้ม) และคุณสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ร่วมเสวนา
จากการเสวนาในช่วงแรกมีประเด็นการสื่อสารและทำความเข้าใจเรื่องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยกล่าวถึงการไหลของวัฒนธรรม มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมไปตามประเทศต่าง ๆ จนเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศตามกระบวนการและรสนิยมที่ต่างกันไป จึงทำให้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ พร้อมยกตัวอย่างหลายพื้นที่ในประเทศไทย เริ่มมีการอนุรักษ์วัฒนธรรม มีการเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ประกอบอาชีพ ที่ส่งเสริมการดำรงอยู่ไว้ของวัฒนธรรม ซึ่งสร้างระบบนิเวศด้านวัฒนธรรมให้กับชุมชนเหล่านั้น ทั้งยังเป็นการสร้างงาน สร้างอนาคต สร้างโอกาส ให้กับชุมชนนั้น ๆ อีกด้วย
อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยในการเสวนาได้ข้อคิดเห็นที่สำคัญจากนักวิชาการว่า การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จุดประสงค์ของการขึ้นทะเบียนฯ ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเป็นเจ้าของ แต่เพื่อสร้างมาตรการในการคุ้มครองและส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลัง มรดกภูมิปัญญาหลายรายการเป็นมรดกร่วมของหลายประเทศ เช่น ว่าว โนรา อาหาร หรือประเพณีบางประเภท จึงอาจมีการเสนอขึ้นทะเบียนร่วมกัน แทนการอ้างสิทธิ์ว่าเป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง ปิดท้ายด้วยการฝากถึงบทบาทสำคัญของภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ในการประสานความร่วมมือทั้งเชิงยุทธศาสตร์และปฏิบัติการ บูรณาการสร้างกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและอนุรักษ์ไม่ให้สิ่งเหล่านี้หายไปในอนาคต
ส่วนในช่วงที่สองคือ Dinner Talk เวลา 17.00 – 19.00 น. ในหัวข้อ ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ กับการสื่อสารและความท้าทายเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยได้รับเกียรติจากนักขับเคลื่อนภาคประชาชน คุณชไมพร อ้นดิสถ์ คุณธนิศา อ่วมน้อย คุณภัทร บุณยทรัพยากร และอาจารย์เพ็ญภาวีร์ เจริญชัยนาม มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสะท้อนสถานการณ์จากภาคประชาชน เพื่อหาแนวทางในการร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนและอนุรักษ์วัฒนธรรมของไทยในยุคปัจจุบัน
ประเด็นจากช่วงที่สองได้กล่าวถึงปัญหาใหญ่ที่เป็นความท้าทายของไทยคือ การสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ความดั้งเดิม กับการปรับตัวให้เข้ากับสังคมร่วมสมัย โดยไม่ทำให้คุณค่าทางวัฒนธรรมสูญหาย ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน สถาบันการศึกษา จัดสรรงบประมาณสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และทำให้กระบวนการสนับสนุนมีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้มากขึ้น ลดช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง เพื่อทำให้การอนุรักษ์และการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมทำได้อย่างเต็มศักยภาพ ตัวอย่างของการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการปรับเข้าหาสังคมร่วมสมัย อาทิ ประเทศญี่ปุ่นชูตัวละคร (Character) แต่ละเมืองขึ้นมามีบทบาทและเป็นที่รู้จัก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเป็นผู้สนับสนุน
งานเสวนาดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยที่เป็นอัตลักษณ์ของชาติท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย เทคโนโลยี และวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งนี้ยังจุดประเด็นสำคัญที่ให้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา รวมถึงประชาชนคนรุ่นใหม่ ได้มามีส่วนร่วมในการสร้างแนวทางและต่อยอดกิจกรรมการอนุรักษ์วัฒนธรรมต่อไปในอนาคตได้

