เอ็นไอเอชวนเปิดโลกเวลเนสไทย เมื่อเทรนด์โลกยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อสุขภาพ

พร้อมเจาะลึก 2 ดีเอ็นเอแห่งเวลเนสไทย “BDMS Wellness Clinic – ชีวาศรม” กับกลยุทธ์พลิกโฉมเมืองไทยสู่เดสติเนชันเพื่อสุขภาพของคนทั้งโลก

ค่านิยมยุคใหม่มองว่า ‘สุขภาพดี’ คือความมั่งคั่งที่แท้จริง ส่งผลให้คนทั่วโลกพร้อมเปย์หนักให้กับนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) และการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว (Healthspan) ที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนเพียงใดแต่เรื่องสุขภาพต้องมาก่อน โดยพฤติกรรมนี้ผลักดันให้มูลค่าตลาดเวลเนส (Wellness) ทั่วโลกปี 2024 พุ่งสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นร้อยละ 7.9 จากปี 2023 และสถาบันเวลเนสโลก (Global Wellness Institute: GWI) คาดการณ์ว่ามูลค่ารวมของตลาดจะพุ่งสูงถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2029 เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.6 ต่อปี จากตัวเลขที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยจึงเร่งพัฒนาบริการและนวัตกรรมทางสุขภาพเพื่อให้เป็น ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ (New Growth Engine) และเป็นตัวชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศในระยะยาว

ประเทศไทยอยู่จุดไหนของอุตสาหกรรม Health & Wellness?

เมื่อมองกลับมาที่ศักยภาพของประเทศไทยเรียกได้ว่าเราคือ ‘เบอร์ต้น’ ของโลก ข้อมูลจาก Numbeo Health Care Index 2026 ระบุว่า ระบบสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพของไทยติดอันดับที่ 8 ของโลก และยังเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ติดอันดับ TOP 10 และหากโฟกัสที่อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสจะเห็นตัวเลขที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้เมื่อปี 2023 โดยมีมูลค่ามากถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ เติบโตพุ่งสูงกว่าร้อยละ 28.4 โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ ‘Wellness Tourism’ ซึ่งมีการเติบโตสูงถึงร้อยละ 36.4 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 3 เท่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่เพียงตัวเลขที่เติบโต หรือผลกำไรมหาศาลที่เข้าสู่ประเทศ แต่ยังตอกย้ำให้เห็นถึงความพร้อมและจุดแข็งของประเทศไทยในด้านสุขภาพ และเวลเนสที่เด่นชัด ทั้งในด้านระบบบริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สมเหตุสมผล ชื่อเสียงในด้าน Wellness Destination รวมถึงต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความโดดเด่นเฉพาะให้แก่อุตสาหกรรมนี้ เช่น สมุนไพรไทย นวดไทย อาหารสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงได้

สานเป้าหมายประเทศรายได้สูง ด้วยเทคโนโลยีเชิงลึกขับเคลื่อนตลาดเวลเนส

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศยุทธศาสตร์ในการเร่งปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเวลเนสไทย จากธุรกิจบริการแบบเดิมให้กลายเป็นธุรกิจนวัตกรรมมูลค่าสูงที่แข่งขันได้ในเวทีโลก โดยมุ่งเป้าปลดล็อกจุดแข็งด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความหลากหลายของทรัพยากร ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อรับรองประสิทธิภาพ พร้อมดึงนวัตกรรมล้ำสมัยอย่าง Health Tech, AI และ Machine Learning เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเชิงลึก ซึ่งการติดอาวุธด้วยเทคโนโลยีเชิงลึกนี้จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยวิสัยทัศน์นี้ ดร. ยศชนัน ได้เน้นย้ำว่า “กระทรวง อว. พร้อมเป็นฟันเฟืองหลักในการลดความเสี่ยงด้านการลงทุนวิจัยและพัฒนาให้แก่ภาคเอกชนแบบครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดพื้นที่เชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ทั้งการจับคู่ความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป นักวิจัย และมหาวิทยาลัย ควบคู่กับการอัดฉีดเม็ดเงินและทรัพยากรสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านทุนวิจัยและพัฒนา ห้องปฏิบัติการล้ำสมัย การทดสอบทางคลินิก การยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากล ตลอดจนการพัฒนาและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ Wellness กลายเป็น New Growth Engine ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และนำประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness ระดับโลกอย่างแท้จริง

4 กลยุทธ์ NIA ขับเคลื่อน Wellness Economy ไทยสู่เวทีโลก

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า การผลักดันอุตสาหกรรม Wellness ให้เติบโตอย่างยั่งยืนไม่ใช่ภารกิจของภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี การทดสอบมาตรฐาน และการขยายโอกาสสู่ตลาดโลก ซึ่ง NIA ได้มีการสนับสนุนผู้ประกอบการในกลุ่มสุขภาพ เวลเนส และเทคโนโลยีการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพ เช่น Wellness Academy การบ่มเพาะสตาร์ตอัป การเชื่อมโยงเครือข่ายมหาวิทยาลัย และเวทีประกวดนวัตกรรม เพื่อผลักดันไอเดียให้ต่อยอดสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดจริง โดยให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล งานวิจัย และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพของไทย ขณะเดียวกัน NIA ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเครือข่ายนวัตกรรม เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ ผ่าน 4 กลยุทธ์ ได้แก่ 1. การเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรม 2. การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการและทักษะแรงงานด้านเวลเนส 3. การขับเคลื่อนผ่าน Thailand Innovation Hubs และ 4. การขยายผลและสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างบริการให้มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสร้างความแตกต่างที่มีมูลค่าสูง ซึ่งเป้าหมายของ NIA ไม่ใช่เพียงการสร้างธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโต แข็งแกร่ง และก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

BDMS ชู “HealthSpan” และการแพทย์เชิงป้องกัน สร้างแต้มต่อให้เศรษฐกิจสุขภาพไทย

เพราะการมีอายุยืนยาวคือความปรารถนาใหม่ของประชากรโลก หัวเรือใหญ่ในไทยที่ขับเคลื่อนแนวคิดนี้อย่าง ‘บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก’ จึงพร้อมเร่งอุตสาหกรรมสุขภาพเชิงป้องกันที่นำวิทยาศาสตร์สุขภาพและนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำจำเพาะบุคคล (Personalized Medicine) มาใช้ออกแบบการดูแลร่างกายในระดับลึก เพื่อปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นผู้นำเทรนด์สุขภาพยุคใหม่อย่างแท้จริง

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาโรคสู่การสร้างสุขภาพดีก่อนเกิดโรค คือเมกะเทรนด์โลกที่ไม่อาจปฏิเสธได้ สอดคล้องกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า การลงทุนด้าน Wellness ทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนคืนกลับได้สูงถึง 35 เท่า ทั้งการลดค่าใช้จ่ายสาธารณสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตประชากร ความเชี่ยวชาญนี้ส่งผลให้ “บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก” ก้าวขึ้นเป็นเอกชนหัวเรือใหญ่ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูงจากทั่วโลกให้เข้ามาใช้จ่ายเงินในประเทศ ผ่านแนวคิด ‘Scientific Wellness’ หรือการดูแลสุขภาพที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ตั้งแต่การตรวจวิเคราะห์ลึกระดับรหัสพันธุกรรม (Genetic Testing) การออกแบบโภชนาการและวิตามินเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการนำนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่มาผสานรวมกับศาสตร์แพทย์แผนไทยโบราณเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง การยกระดับมาตรฐานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนภาพจำของประเทศไทยจากจุดหมายปลายทางของการพักผ่อน ให้กลายเป็นหมุดหมายการแพทย์ขั้นสูงที่น่าเชื่อถือ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ‘Wellness Hub Thailand, The Land of Life’ และปักหมุดสู่การเป็น Global Wellness Destination ที่ผู้คนทั่วโลกนึกถึงเป็นอันดับแรก

ชีวาศรม ชู ‘จิตวิญญาณไทย’ นิยามใหม่แห่งการเติมความหมายให้เศรษฐกิจสุขภาพ

นอกจากมิติทางการแพทย์ที่ก้าวล้ำในแง่ของภาพลักษณ์และการตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประเทศไทยยังมีองค์กรที่โดดเด่นระดับไอคอนิกอย่าง ‘ชีวาศรม’ รีสอร์ทเพื่อสุขภาพแห่งแรกของประเทศไทยและต้นแบบของเอเชีย ที่ผ่านการเดินทางมายาวนานถึง 30 ปี จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงบ้านพักตากอากาศเล็ก ๆ ริมทะเลหัวหิน สู่ Wellness Resort ระดับท็อปของโลกที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษในการเข้าไปนั่งอยู่ในใจของกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูงจากซีกโลกตะวันตกได้อย่างเหนียวแน่น โดยสิ่งที่ทำให้ชีวาศรมแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพียงแค่คุณภาพของทรีตเมนต์ระดับสากล แต่คือ ‘จิตวิญญาณการต้อนรับแบบไทย’ ที่เต็มไปด้วยความอ่อนน้อม นุ่มนวล และจริงใจ ซึ่งถูกนำมาผสานเข้ากับความเข้าใจในศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างถ่องแท้ จนทำให้คนต่างชาติประทับใจโดยไม่ต้องพยายาม

จากฐานรากความสำเร็จที่จับต้องได้นี้ นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหาร บริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จํากัด ได้ร่วมเผยแนวคิดสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Wellness ว่า ท่ามกลางโลกยุคดิจิทัลที่ผู้คนเผชิญความเครียดและภาวะหมดไฟ ความต้องการด้านเวลเนสได้กลายมาเป็นกระแสหลัก ประเทศไทยมีความแตกต่างและได้เปรียบด้วย ‘จิตวิญญาณแห่งการบริการ’ วัฒนธรรมความอ่อนโยน และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สั่งสมมานานนับร้อยปี ซึ่งสิ่งที่ต้องเร่งทำคือการนำงานวิจัยมารองรับภูมิปัญญาเหล่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล โดยเป้าหมายทางการตลาดของไทยในอนาคต จะต้องไม่ใช่เป็นเพียงแค่สถานที่สำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อนชั่วคราว แต่ต้องยกระดับสู่การเป็น ‘Sanctuary’ หรือที่พักพิงแห่งใหม่ของโลก ที่ผู้คนทั่วโลกตั้งใจเดินทางมาเพื่อฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง เมื่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาไทยถูกนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ Wellness Economy จะไม่เป็นเพียงแค่อุตสาหกรรมบริการอีกต่อไป แต่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่นำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก (Wellness Destination) ที่สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้คนไปพร้อมกัน

ที่มา: เจซีแอนด์โค คอมมิวนิเคชั่นส์

Symbol: BDMS