บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP เดินหน้าต่อยอดพอร์ตน้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์พิเศษกว่า 1,000 สูตร รองรับความต้องการของภาคพลังงาน การผลิต ยานยนต์ และอุตสาหกรรมเฉพาะทาง พร้อมยกระดับนวัตกรรมด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตอกย้ำวิสัยทัศน์การก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หล่อลื่นระดับภูมิภาค

นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP ผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าพัฒนาและต่อยอดพอร์ตน้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์พิเศษ (Specialty Products) กว่า 1,000 สูตร ให้ครอบคลุมความต้องการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ควบคู่กับการยกระดับพอร์ตผลิตภัณฑ์ของ PSP สู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาภายใต้แนวคิด Low-Carbon โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าในระยะยาว
สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ TRANSFORM และ TRANSFORM ULTRA ของ PSP ซึ่งเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์หลักด้านฉนวนไฟฟ้าที่พัฒนาเพื่อตอบโจทย์ระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ ครอบคลุมทั้ง Mineral Transformer Oil ชนิดไม่มีสารยับยั้งการเกิด Oxidation (Uninhibited) และชนิดมีสารยับยั้งการเกิด Oxidation (Inhibited) รวมถึงน้ำมันฉนวนทางเลือก เช่น Bio-based Transformer Oil, Natural Ester และ Synthetic Ester ที่ตอบสนองทั้งด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืน โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้รับการพัฒนาและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล IEC และ ASTM มีคุณสมบัติเด่นด้านการเป็นฉนวนไฟฟ้า การระบายความร้อน และความเสถียรต่อการเกิด Oxidation ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์และเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า รองรับการใช้งานในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบส่งจ่ายไฟฟ้าและ Data Center ที่ต้องการความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือสูงในระยะยาว
จุดแข็งของ PSP คือการควบคุมคุณภาพตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การตรวจรับวัตถุดิบ การควบคุมระหว่างการผลิต ไปจนถึงการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ควบคู่กับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รวมถึงความพร้อมด้านกำลังการผลิตและการจัดส่ง ทั้งในรูปแบบรถบรรทุกน้ำมันแบบเทกอง (Bulk Truck) และแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaged Products) ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ได้อย่างสม่ำเสมอ” นายเสกสรร กล่าว
นายเสกสรรกล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือการพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงชีวภาพ หรือ Bio Transformer Oil จากวัตถุดิบฐานน้ำมันปาล์มในประเทศ ซึ่งมุ่งเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชุมชน พร้อมทั้งมีศักยภาพช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตรของไทย
“ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและลูกค้าให้ความสำคัญกับ Sustainability มากขึ้นอย่างชัดเจน ผลิตภัณฑ์จึงต้องไม่เพียงมีประสิทธิภาพสูง แต่ยังต้องสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนด้วย เราจึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบจัดการที่เอื้อต่อการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ ลดการพึ่งพา Virgin Resources และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์”
ด้านเทรนด์ Low-Carbon และ Net Zero เริ่มเห็นชัดในหลายอุตสาหกรรม ทั้งกลุ่มผู้ผลิตยางรถยนต์ที่ตั้งเป้าใช้วัตถุดิบยั่งยืน 100% ภายในปี 2050 รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและ Data Center ที่เริ่มพัฒนาและเลือกใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดของเสีย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ Bio-based เป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพช่วยลด Carbon Footprint และเป็นกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม บริษัทจึงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ตรงตามความต้องการของลูกค้า สนับสนุนความยั่งยืน และรักษาความน่าเชื่อถือและความสม่ำเสมอของคุณภาพ (Reliability & Consistency) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาว
ปัจจุบัน PSP มีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิดเพื่อความยั่งยืนหลายโครงการ โดยโครงการ Bio Transformer Oil ภายใต้ผลิตภัณฑ์ ENPAT อยู่ระหว่างการทดสอบร่วมกับหน่วยงานด้านการไฟฟ้า และเตรียมเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ AdBlue® ได้เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว โดยจำหน่ายให้กับผู้ผลิตยานยนต์ (OEM) หลายรายในประเทศไทย และบริษัทเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (Licensee) ภายใต้ข้อกำหนดของ VDA นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Re-refined Base Oil (RRBO) ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี โดยมีแผนเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ผ่านบริษัท Recycle Engineering Co., Ltd. ก่อนขยายกำลังการผลิตในปี 2571 เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ PSP กำลังดำเนินการ คือการพัฒนา Immersion Cooling Fluid เพื่อตอบรับนวัตกรรมระบบระบายความร้อนสำหรับ Data Center ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและทดลองร่วมกับพันธมิตร โดยในปี 2569 บริษัทจะเน้นการพัฒนาสูตรในระดับห้องปฏิบัติการ และเตรียมต่อยอดสู่การผลิตและขยายตลาดในช่วงปี 2570–2571เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการเติบโตของ Data Center, AI และ Cloud Computing ซึ่งเป็น New Growth Engine ภายใต้กลยุทธ์ JUMP+
“PSP มองว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องดำเนินการตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน เราจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Bio-based เช่น Bio Rubber Process Oil และ Bio Transformer Oil รวมถึงโครงการรีไซเคิลอย่าง Re-refined Base Oil (RRBO) เพื่อสนับสนุนการลด Carbon Footprint และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของภาคอุตสาหกรรม” นายเสกสรร อธิบาย
ปัจจุบัน PSP มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์พิเศษอยู่ที่ประมาณ 20% และบริษัทตั้งเป้าเพิ่มเป็น 25% ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า จากการขยายฐานลูกค้าและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งนี้ บริษัทได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบและระยะเวลาในการจัดส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ พร้อมบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจและรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
“ในระยะยาว เราวางตำแหน่ง PSP ให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่นสู่ Low-Carbon Economy โดยไม่เพียงพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังมุ่งร่วมสร้าง Framework สำหรับการเปลี่ยนผ่านกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก” นายเสกสรร กล่าวทิ้งท้าย
Symbol: PSP
