บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้เผชิญแรงผันผวนระหว่างวัน เผยตัวเลข PCE สหรัฐฯ ขยายตัวตามคาด พร้อม GDP ไตรมาส 1 โตแกร่ง แต่ตลาดถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ยอดส่งออกไทยเดือนพ.ค. ขยายตัว 10.6% มองกรอบดัชนี 1,520-1,580 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนกลุ่มสินค้าส่งออกโตต่อเนื่อง ชู KCE, HANA, CPF, GFPT, AAI และ ITC เด่น

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ว่า ดัชนี SET ยังมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยได้รับอานิสงส์เชิงบวกหลังจากสหรัฐฯประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ปรับตัวขึ้น 4.1% YoY สอดคล้องกับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนในภาพรวมยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและจิตวิทยาการลงทุน จึงประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ระดับ 1,520 – 1,580 จุด
อย่างไรก็เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านทางเศรษฐกิจพบว่า ในฝั่งของสหรัฐฯ นั้นมีแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจค่อนข้างหนาแน่นและแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการรายงานตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ประจำไตรมาสแรกที่ขยายตัวถึง 2.1% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการประมาณการในครั้งก่อน ๆ และยังสูงกว่าความคาดหมายของกลุ่มนักวิเคราะห์ที่ประเมินไว้เพียง 1.6% อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานที่สะท้อนผ่านตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกซึ่งปรับตัวลดลงเหลือ 215,000 ราย ต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากการโจมตีของสหรัฐที่พุ่งเป้าไปยังศูนย์เฝ้าระวังและตรวจการณ์บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) และ กฎบัตรสหประชาชาติ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ในพื้นที่จริงดูเหมือนจะยังไม่คลี่คลาย เป็นความเคลื่อนไหวที่ทั่วโลกจับตามอง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศไทยเองก็มีสัญญาณบวกจากการที่กระทรวงการคลังสามารถจัดเก็บรายได้ในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณทะลุเป้าหมายไปกว่า 4 หมื่นล้านบาท แตะระดับ 1.77 ล้านล้านบาท โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากการจ่ายเงินปันผลของกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง และเม็ดเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นจากกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ซึ่งเข้ามาช่วยเสริมฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะนี้
ทั้งนี้มองว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่สามารถวางใจต่อแรงเสียดทานรอบด้านได้ เนื่องจากมีปัจจัยลบที่คอยฉุดรั้งอยู่เป็นระลอก โดยเฉพาะภาคการส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าเปิดเผยข้อมูลว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 10.6% คิดเป็นมูลค่ารวมราว 1.09 ล้านล้านบาท แม้ว่าตัวเลขสะสมในช่วง 5 เดือนแรกจะยังเติบโตได้ดีถึง 17% แต่การขยายตัวในเดือนพฤษภาคมนี้ถือว่าชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เติบโตสูงถึง 23.1% และยังเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่ากรอบที่ตลาดคาดหวังไว้ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังซ้ำเติมความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานโลก หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านออกคำเตือนอย่างเด็ดขาดให้เรือทุกลำที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องได้รับการอนุญาตจากทางการ มิฉะนั้นจะถูกมาตรการตอบโต้ ประกอบกับความสั่นคลอนภายในกลุ่มโอเปกจากการที่ประเทศอิรักส่งสัญญาณอาจพิจารณาถอนตัวจากการเป็นสมาชิก หากไม่ได้รับการปรับเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันดิบ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตามมาหลังการลาออกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพียงไม่กี่เดือน ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ราคาน้ำมันโลกทะยานสูงและกดดันต้นทุนการผลิตทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามตัวเลขและเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในส่วนของปัจจัยภายในประเทศนั้น ในสัปดาห์ที่ 4 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีกำหนดการแถลงยอดการผลิตและส่งออกยานยนต์รวมถึงชิ้นส่วน ถัดมาในวันที่ 30 มิถุนายนจะเป็นวันสิ้นงวดบัญชีไตรมาสที่สองของปีซึ่งอาจมีการทำราคาปิดงวดบัญชี และในสัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจะแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังและภูมิภาคจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ขณะที่ปัจจัยในต่างประเทศที่ต้องติดตามประกอบด้วย รายงานยอดค้าปลีกและอัตราว่างงานของญี่ปุ่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือ PMI ทั้งภาคการผลิตและบริการของประเทศจีน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ตลอดจนตัวเลขในตลาดแรงงานและการเปิดรับสมัครงานของสหรัฐฯ และเหตุการณ์สำคัญที่สุดในกลุ่มปัจจัยต่างประเทศคือในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกำหนดการแถลงนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจรอบครึ่งปีต่อสภาคองเกรส ซึ่งจะส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยโลกในระยะถัดไป
ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์ ในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นมีความเปราะบางและแกว่งตัวในกรอบจำกัด ควรมุ่งเน้นไปที่การเลือกสรรหุ้นเป็นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเด่นชัด โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจส่งออกที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและแสดงอัตราการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคม โดยทางฝ่ายวิจัยได้คัดสรรหุ้นเด่นที่น่าสนใจสะสม ประกอบด้วยหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง KCE และ HANA หุ้นในกลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูปขนาดใหญ่อย่าง CPF และ GFPT รวมถึงหุ้นในกลุ่มนวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีอนาคตสดใสอย่าง AAI และ ITC
