Krungthai CIO มองตลาดการเงินโลกกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ท่ามกลางบอนด์ยีลด์ระยะยาวที่ยังอยู่ในระดับสูงจากแรงกดดันเงินเฟ้อ แนะนักลงทุนใช้กลยุทธ์แบบ Selective เน้นเพิ่ม Margin of Safety ให้พอร์ต และทยอยล็อกกำไรหุ้น Technology และ Semiconductor เพื่อนำเงินกลับเข้าสู่พอร์ตหลัก KTWC พร้อมเพิ่มน้ำหนัก Healthcare และสะสมตราสารหนี้ระยะยาว รับมือความผันผวนของตลาด

ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office: CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 ว่า หลังฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทยอยสิ้นสุดลง ตลาดทุนโลกเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคมากขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาวทั่วโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูง สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนทางการเงินในระยะข้างหน้า จึงควรเน้นกลยุทธ์ลงทุนแบบคัดเลือกสินทรัพย์ (Selective) เพื่อบริหารความเสี่ยง เพิ่มส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) และสร้างเสถียรภาพให้พอร์ตในระยะยาว
สำหรับกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนในสัปดาห์นี้ Krungthai CIO แนะทยอยล็อกกำไรหุ้นกลุ่ม Technology และ Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า เพื่อนำเงินกลับมาเพิ่มน้ำหนักในพอร์ตหลักอย่างกองทุน KTWC (Krungthai World Class Series) ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนกลุ่ม Healthcare ซึ่งมีระดับราคาเหมาะสมและช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และแนะนำทยอยสะสมตราสารหนี้ระยะยาว (Fixed Income) ในช่วงที่บอนด์ยีลด์อยู่ในระดับสูง เพื่อล็อกผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ขณะที่ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น และหุ้นจีนฝั่ง A-Share ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างจำกัด (Anti-involution)
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การประกาศตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ใช้ประกอบการประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ก่อนการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของตลาดการเงินทั่วโลก
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาพลังงาน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกในระยะต่อไป
Symbol: KTB
