ไวรัสอีโบลา ระบาดรุนแรงในคองโก มียอดผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 136 ราย (ข้อมูลอัปเดต 19 พ.ค. 69) ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ บุน-ดิ-บู-โย (Bundibugyo ebolavirus) ข้ามแดนไปเสียชีวิตที่ยูกันดา ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC)

ไวรัสอีโบลา อันตรายแค่ไหน?
โรคอีโบลา (Ebola Hemorrhagic Fever) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา โดยจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับโรคไข้เลือดออกที่มีความรุนแรงสูง ซึ่งมีอัตราเสียชีวิตสูง 25-90% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ ซาอี (Zaire ebolavirus) ถือเป็นสายพันธุ์ที่พบบ่อยและรุนแรงที่สุด ซึ่งในสายพันธุ์นี้มีวัคซีนและยาในการป้องกัน แต่สำหรับสายพันธุ์ บุน-ดิ-บู-โย (Bundibugyo ebolavirus) ที่กำลังระบาดขณะนี้ และอีก 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ซูดาน (Sudan) และสายพันธุ์ไทฟอเรสต์ (Tai Forest) แม้ความรุนแรงจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่ความน่ากลัวคือ ยังไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง ซึ่งต่างจากสายพันธุ์ ซาอี ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
อาการที่ต้องเฝ้าระวัง
- ระยะเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ : ไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ
- ระยะรุนแรง : ท้องเสีย อาเจียน ผื่นขึ้น ระบบตับและไตล้มเหลว และในรายที่รุนแรงจะมีเลือดออกทั้งภายในและภายนอกร่างกาย
- สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต มักเกิดจากอาการ ผนังหลอดเลือดฝอยรั่ว จนระบบภายในล้มเหลว มากกว่า การเสียชีวิตจากการเสียเลือดปริมาณมากโดยตรง
ติดต่อโดยตรงผ่านสารคัดหลั่ง
- สัตว์ป่าตามธรรมชาติที่มีเชื้อ เช่น ลิง กอริลล่า ชิมแปนซี โดยเฉพาะค้างคาวกินผลไม้ และสัตว์ป่าชนิดอื่นในแอฟริกา
- จาก “คน” สู่ “คน” เช่น เลือด น้ำลาย ปัสสาวะ อาเจียน อุจจาระ เหงื่อ ของผู้ป่วย เข้าสู่ร่างกายทางผิวที่มีบาดแผลหรือเยื่อบุต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังพบการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และแม่สู่ลูก
แม้เป็นโรคที่รุนแรง แต่ไม่ควรกังวลจนเกินไป เพราะอีโบลาไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศเหมือนโควิด-19 หากพบว่ามีอาการหลังกลับจากพื้นที่เสี่ยงภายใน 21 วัน ให้พบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง
