PMC ตอกย้ำ!! ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสติ๊กเกอร์และฉลากกาว ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เติบโตอย่างโดดเด่นด้วยกำไรสุทธิ 19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% YoY ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความผันผวนของตลาดต่างประเทศ เผยความสำเร็จการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมเกาะติดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เชื่อความต้องการใช้สินค้าในกลุ่มอุปโภค อาหาร เครื่องดื่ม เวชภัณฑ์และธุรกิจขนส่ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ใช้ผลิตภัณฑ์ฉลากกาวของบริษัท ยังมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและมีความต้องการต่อเนื่อง หนุนการเติบโตรายได้ในระยะยาว

นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรียลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PMC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์เปล่า (Sticker) หรือฉลากกาว (Self-Adhesive Label) ชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า ผลประกอบการในงวดไตรมาส 1/2569 บริษัทยังคงสามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิ 19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการมุ่งเน้นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง
“ความสำเร็จในไตรมาสนี้เป็นผลจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุก (Strategic Pivot) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนยอดขายในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-added) และการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาขีดความสามารถในการทำกำไรได้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่ารายได้รวมจะลดลงเล็กน้อยที่ 4.7% มาอยู่ที่ 210.3 ล้านบาท ตามปริมาณความต้องการในบางเซกเมนต์ที่ชะลอตัว” นายเอก กล่าว
โดย PMC สามารถทำกำไรขั้นต้นได้ 50.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 24% ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เติบโต 11% อยู่ที่ 32.8 ล้านบาท สะท้อนถึงโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดที่พร้อมรองรับการขยายตัวในอนาคต
สำหรับโครงสร้างรายได้ของ PMC จากผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มกระดาษ 50% กลุ่มฟิล์ม 23% ฉลากพิเศษ 22% และผลิตภัณฑ์อื่นๆ 5% ส่วนรายได้ตามภูมิภาคแบ่งเป็นตลาดในประเทศ 72% และต่างประเทศ 28% จากยอดขายและบริการรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 โดยสัดส่วนยอดขายในตลาดต่างประเทศยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในบางประเทศ ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทั่วไป
ในด้านทิศทางการดำเนินธุรกิจ PMC วางแผนเชิงรุกใน “กลุ่มฟิล์ม” และ “ฉลากพิเศษ (Specialty Products)” ซึ่งเป็นตลาดที่มีอุปสรรคในการเข้าถึงของคู่แข่งใหม่ แต่ให้มาร์จิ้นสูง โดยจะเน้นเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตต่อเนื่องและมีความจำเป็นพื้นฐาน เช่น อาหารและเครื่องดื่ม, เวชภัณฑ์ และธุรกิจขนส่ง (Logistics) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนรอบการใช้ฉลากอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับการบริหารความเสี่ยง บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมี โดย PMC ได้ใช้กลยุทธ์การบริหารซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นและการจัดหาวัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและสร้างความมั่นใจในการส่งมอบสินค้าให้กับคู่ค้าทั่วโลก
“ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของการปรับโมเดลธุรกิจที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามหลัก ESG ผ่านการพัฒนานวัตกรรมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งป่าปลูกที่ได้รับมาตรฐานสากล เพื่อตอบรับเทรนด์ความยั่งยืนระดับโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว” ผู้บริหารกล่าวทิ้งท้าย
Symbol: PMC
