ในยุคที่โลกหมุนด้วยความเร็วดิจิทัล การที่ลูกค้าต้องเสียเวลาเดินทางมายืนยันตัวตน หรือต้องถ่ายเอกสารบัตรประชาชนเซ็นสำเนาถูกต้องเพื่อสมัครใช้บริการ กลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ที่ทำให้ธุรกิจเสียโอกาส แต่ในทางกลับกัน ภัยไซเบอร์และการปลอมแปลงเอกสารก็เป็นความเสี่ยงที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้

ทางออกของปัญหานี้คือเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล หรือที่เราคุ้นหูกันว่า e-KYC (Electronic Know Your Customer) แต่คำถามที่ผู้ประกอบการ SME หรือ Startup มักกังวลคือการนำระบบ e-kyc สำหรับธุรกิจมาใช้นั้น เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณหลักล้านและต้องอาศัยทีมเทคนิคระดับเทพเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงในปัจจุบันพอสมควร
ติดตั้งยากไหม? ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์สร้างเองหรือเปล่า
ความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าการทำระบบ e-KYC ต้องลงทุนจ้างทีม Developer เพื่อสร้างระบบขึ้นมาใหม่เองทั้งหมดนั้นเปลี่ยนไปแล้ว ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไว้รอแล้ว การนำ e-kyc สำหรับธุรกิจมาใช้งานในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์มากกว่าการสร้างโรงงานใหม่ ธุรกิจของคุณเพียงแค่เชื่อมต่อระบบผ่าน API หรือ SDK ที่ผู้ให้บริการเตรียมไว้ เข้ากับแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่มีอยู่เดิม
- ความง่าย: ไม่ต่างจากการที่คุณเชื่อมต่อระบบตัดบัตรเครดิตเข้ากับหน้าเว็บขายของ
- ระยะเวลา: จากเดิมที่อาจใช้เวลาพัฒนาเป็นปี ปัจจุบันสามารถทดสอบระบบและเริ่มใช้งานจริงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
ดังนั้น ความยากทางเทคนิคจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป หัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกพาร์ตเนอร์ หรือผู้ให้บริการที่มีระบบเสถียรและได้มาตรฐานมากกว่า
งบประมาณ ต้องกำเงินล้านจริงหรือ?
นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลที่สุด แต่ข่าวดีคือโมเดลราคาของบริการ e-kyc สำหรับธุรกิจได้ปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นมาก โดยส่วนใหญ่จะคิดราคาในรูปแบบจ่ายตามจริงที่ใช้งาน
- ค่าแรกเข้า: ผู้ให้บริการบางรายอาจมีค่าติดตั้งระบบเริ่มต้น ซึ่งปัจจุบันราคาลดลงมาอยู่ในระดับหลักหมื่น หรือบางรายอาจฟรีค่าแรกเข้าหากมีปริมาณการใช้งานตามกำหนด
- ค่าบริการต่อรายการ: คิดค่าบริการเมื่อมีการยืนยันตัวตนเกิดขึ้นจริง เช่น การตรวจสอบบัตรประชาชน หรือการสแกนใบหน้าเทียบกับฐานข้อมูล โดยราคาอาจเริ่มตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยบาท ขึ้นอยู่กับความลึกของการตรวจสอบ
เมื่อลองคำนวณเปรียบเทียบกับต้นทุนแฝงเดิม ๆ ที่ธุรกิจต้องแบกรับ เช่น เงินเดือนพนักงานที่ต้องมานั่งตรวจสอบเอกสารด้วยตาเปล่า ค่าจัดเก็บเอกสารกระดาษ และค่าความเสี่ยงหากเกิดการทุจริต จะพบว่าการลงทุนในระบบ e-KYC นั้นคุ้มค่าและประหยัดกว่าในระยะยาว และธุรกิจขนาดเล็กก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วยงบหลักพันบาทต่อเดือนเท่านั้น
คุ้มค่าแค่ไหนกับการลงทุน?
การติดตั้งระบบ e-kyc สำหรับธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามกฎหมาย แต่คือการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
- Speed: เปลี่ยนการสมัครใช้บริการจากระดับวันให้เหลือเพียงระดับนาที
- Trust: สร้างภาพลักษณ์ธุรกิจที่ทันสมัยและปลอดภัยในสายตาลูกค้า
- Scale: รองรับลูกค้าใหม่ได้พร้อมกันเป็นพันคน โดยไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม
การเริ่มต้นระบบ e-kyc สำหรับธุรกิจในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากและไม่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลอย่างที่คิด ด้วยเทคโนโลยีสำเร็จรูปและโมเดลราคาที่ยืดหยุ่น ทำให้ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจ SME หรือองค์กรขนาดใหญ่ ก็สามารถเข้าถึงระบบความปลอดภัยระดับสากลได้ ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจของคุณจะเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความปลอดภัยที่เหนือกว่าและการเติบโตที่ไม่สะดุด
