ท่ามกลางกระแสโลกที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่เรื่องของการมีเงินมากมายแต่ขยายไปถึงการที่เราต้องมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีด้วย ธนาคารทิสโก้จึงเดินหน้าตอกย้ำมุมมองการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม (Top Holistic Advisory) ผ่านงาน TISCO Exclusive Night ‘Beyond Wealth & Well-being 2026’ ซึ่งเน้นว่า “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน” ต้องก้าวไปไกลกว่าเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนและต้องรวมถึงการปกป้องความเสี่ยงด้านสุขภาพ ตลอดจนการดูแลคุณภาพชีวิตในทุกมิติอย่างแท้จริง งานครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อต่อยอดแนวคิด Well-being ให้เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตของลูกค้าทิสโก้ในระยะยาว

เพื่อเติมเต็มความรู้ด้านสุขภาพซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการมีชีวิตที่ดี ธนาคารทิสโก้ได้เชิญคณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าของประเทศ จากคณะแพทยศาสตร์ทั้งสามสถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิริราชพยาบาล และรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็น Friends for Well-being ของธนาคารทิสโก้ มาร่วมถ่ายทอดข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกลุ่มโรค NCDs ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง โดยมี ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์, ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง และ รศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ ร่วมให้ความรู้เชิงลึกที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง และเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เจาะลึก NCDs ภัยร้ายใกล้ตัวคนไทย
ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขปี 2025i ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เฉลี่ยมากกว่า 1,000 คนต่อวัน หรือราว 400,000 คนต่อปี อีกทั้งในปี 2024 โรคในกลุ่ม NCDs อาทิ มะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศ ด้านอัตราการเจ็บป่วย พบว่า กว่าร้อยละ 75 ของประชากรผู้สูงอายุในไทย (ประมาณ 7.4 ล้านคน) มีโรคเรื้อรังอย่างน้อยหนึ่งโรค และ เกือบร้อยละ 25 ของประชากรอายุ 30–69 ปี ป่วยเป็นโรคในกลุ่ม NCDs
แม้นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าจะช่วยเพิ่มโอกาสรักษาโรคร้ายให้หายขาดมากขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลยังคงสูงมากตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักสิบล้านบาท นอกจากนี้ ข้อมูลในปี 2562 พบว่าโรค NCDs สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)ii อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสภาพจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว ดังนั้น ‘การวางแผนป้องกัน’ เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคตั้งแต่วันนี้ คือพื้นฐานของ ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน อย่างแท้จริง แต่กรณีที่ป่วยแล้วการเข้าถึง ‘นวัตกรรมการรักษา’ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้หายขาดได้ดียิ่งขึ้น
‘สโตรก’ โรคอันตราย เป็นแล้วตาย 20% – เตือน ! รีบปรับพฤติกรรมก่อนสาย
ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ หัวหน้าศูนย์ประสาทศาสตร์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท และโรคหลอดเลือดสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า สถิติของประเทศไทย พบว่า แต่ละปีจะมีผู้ป่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เพิ่มขึ้น 2.5 แสนคน ในจำนวนนี้มีเพียง 10% เท่านั้นที่หายเป็นปกติ ที่เหลืออีก 20% เสียชีวิต 30% พิการรุนแรง และ 40% พิการไม่รุนแรง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมาด้วยอาการหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ซึ่งเกิดจากลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดสมองเอง (Thrombosis) หรือ อาจเกิดจากลิ่มเลือดลอยมาจากที่อื่น เช่น หัวใจ แล้วมาอุดตันที่หลอดเลือดสมอง (Embolism) สาเหตุหลักเกิดจากการมีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ และการมีโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยที่มาด้วยหลอดเลือดสมองแตก เกิดจากหลอดเลือดปริแตกทำให้เลือดออกในเนื้อสมองหรือผิวสมอง สาเหตุหลักเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังทำให้ผนังเลือดเปราะบาง แข็งและแตกง่าย หรือหลอดเลือดเสื่อมจากอายุมากขึ้น
วิธีการรักษาเริ่มจากต้องรู้จักอาการของโรคนี้ โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่ “พูดลำบาก ปากตก ยก (แขนขาข้างใดข้างหนึ่ง) ไม่ขึ้น” ซึ่งมักจะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ในการรักษาภาวะสมองขาดเลือดจากการอุดตัน จะมีเป้าหมายคือเปิดหลอดเลือดให้เร็วที่สุด การรักษาด้วยยาสลายลิ่มเลือดจะเป็นการรักษาในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องได้รับยาภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ นอกจากนี้ในกรณีที่มีหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่อุดตัน ยังมีนวัตกรรมการลาดลิ่มเลือดผ่านสายสวน ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการอย่างชัดเจน สำหรับวิธีการรักษา ‘ภาวะเลือดออกในสมอง’ แพทย์จะมีเป้าหมายการรักษาคือ หยุดเลือด ลดแรงดัน และป้องกันเลือดออกเพิ่มด้วยการรักษาระยะเฉียบพลันทั้งการควบคุมความดันอย่างรวดเร็วเพื่อหยุดการขายตัวก้อนเลือด และผ่าตัดเจาะระบายเลือด เปิดกะโหลกศีรษะเพื่อลดแรงดันกรณีก้อนเลือดมีขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นโรคอันตรายแต่การดูแลสุขภาพโดยการค้นหาและควบคุมปัจจัยเสี่ยง สามารถป้องกันโรคนี้ได้ถึง 90% โดยพบว่า การเลิกสูบบุหรี่ ลดความเสี่ยงได้ 50%, การออกกำลังกาย ลดความเสี่ยงได้ 25-30%, การลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงได้โดยเฉพาะผู้อ้วนลงพุง, การเลือกรับประทานอาหาร ลดความเสี่ยงได้ 20-30%, การจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดความเสี่ยงได้ประมาณ 20% เราสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงด้วยการตรวจร่างกาย การตรวจเลือด และในบางกรณีที่จำเป็นอาจใช้ carotid duplex ultrasoundเพื่อตรวจดูความหนาตัวและการตีบตันของหลอดเลือดที่คอ รวมทั้งสามารถใช้ MRI และ MRA เช็คสถานะเนื้อสมอง และความผิดปกติของหลอดเลือดใหญ่ในสมองได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจเหล่านี้ไม่ได้แม่นยำเสมอไปเพราะผลการตรวจจะบอกเพียงสถานะของหลอดเลือดในขณะนั้นท่านั้น
“โรคนี้ถ้าเป็นแล้ว มีโอกาสจะเกิดซ้ำ ต้องดูแลตัวเองให้ดี โรคนี้มีสัญญาณเตือนน้อยมากเพียง 10 % ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทันทีทันใด หากพบว่า พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเนื่องจากทุกวินาทีเซลล์สมองจะตายไปเรื่อย ๆ”
นวัตกรรมรักษามะเร็ง “CAR T-cell” คนไทยทำเอง ถูกกว่าต่างประเทศถึง 5 เท่า
ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศเซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มะเร็งเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของคนไทย นอกจากการรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายแสง และคีโมแล้ว ปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งเข้ามาเพิ่มโอกาสการหายขาดให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เซลล์บำบัดและยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy)
ปัจจุบัน รพ.รามาฯ ได้พัฒนา CAR T-Cell ซึ่งเป็นการนำเซลล์เม็ดเลือดขาว (T-Cell) ของผู้ป่วยหรือผู้อื่นมาตัดต่อพันธุกรรมในห้องแล็บให้กลายเป็น “Superman” เพื่อกลับไปทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งได้ผลดีในมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) โดยมีอัตราการตอบสนองต่อการรักษาสูงถึง 70-80% แม้ในผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลแล้ว
ปัจจุบัน CAR T-Cell เริ่มใช้แล้วในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 15 ล้านบาท ซึ่งนวัตกรรมที่คนไทยผลิตเองนี้คาดว่าจะมีค่ารักษาลดลงเหลือประมาณ 2-3 ล้านบาทเท่านั้นเพื่อให้คนไทยเข้าถึงได้ นวัตกรรมนี้นอกจากจะรักษามะเร็งได้แล้วยังสามารถรักษาโรคพันธุกรรม (Thalassemia) มีการวิจัยใช้การตัดต่อพันธุกรรมในสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเองเพื่อรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดได้โดยไม่ต้องรับเลือดตลอดชีวิตได้อีกด้วย
“ขณะนี้เราอยู่ระหว่างขอการรับรอง CAR T-cell โดยองค์การอาหารและยาแห่งแรกของไทย โดยผลิตในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน (GMP Good Manufacturing Practice) แห่งแรกในอาเซียน”
นอกจาก นวัตกรรม CAR T-Cell แล้ว ยังอยู่ในระหว่างพัฒนาเทคโนโลยี mRNA ซึ่งไม่ได้มีไว้แค่ทำวัคซีนโควิดเท่านั้น แต่กำลังพัฒนาไปสู่การทำ ‘วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล’ และการใช้เพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ (Regenerative Medicine) อีกด้วย
เปิดนวัตกรรมผ่าตัดรักษาโรคหัวใจ ‘ยุคใหม่’ เจ็บน้อย ปลอดภัยขึ้น
ปิดท้ายด้วย รศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคหัวใจเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุเพราะมี ‘ความเสื่อมของร่างกาย’ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ ทำให้ปัจจุบันมีวิธีการรักษาที่ปลอดภัยขึ้น เจ็บน้อยลง และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้อย่างมาก นวัตกรรมต่อไปนี้คือภาพสะท้อนของการพัฒนาที่ก้าวกระโดดในวงการแพทย์หัวใจสมัยใหม่
- ลิ้นหัวใจยุคใหม่: ทางเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกหนึ่งในนวัตกรรมสำคัญ คือเทคโนโลยี TAVI (Transcatheter Aortic Valve Implantation) ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถ “เปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน” โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกเหมือนในอดีต แพทย์จะสอดสายสวนผ่านทางขาหนีบเพื่อนำลิ้นหัวใจใหม่เข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องการ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดใหญ่
นอกจากนั้นยังมี MitraClip ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับซ่อมลิ้นหัวใจไมตรัลที่รั่ว โดยไม่ต้องเปิดหน้าอกเช่นกัน ช่วยลดอาการเหนื่อยง่ายและป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การผ่าตัดหัวใจแบบแผลเล็กและหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดการผ่าตัดหัวใจปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้แผลผ่าตัดขนาดใหญ่เสมอไป เพราะมีเทคโนโลยี การส่องกล้อง (Minimally Invasive Cardiac Surgery) และ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Surgery) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หุ่นยนต์ช่วยให้แพทย์สามารถผ่าตัดได้อย่างแม่นยำด้วยกล้องความละเอียดสูง แผลผ่าตัดเล็กลง เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และทำให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวขึ้น
- การปลูกถ่ายหัวใจและเทคโนโลยีหัวใจเทียมสำหรับผู้ป่วย หัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย การปลูกถ่ายหัวใจยังคงเป็นทางเลือกสำคัญ แต่ด้วยจำนวนผู้บริจาคหัวใจที่มีจำกัด นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วย เช่น
- หัวใจเทียม (Ventricular Assist Device – VAD) อุปกรณ์ช่วยสูบฉีดโลหิตแทนหัวใจที่อ่อนกำลัง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่รอหัวใจใหม่หรือไม่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจได้
- อุปกรณ์เก็บรักษาหัวใจนอกมนุษย์ ที่ช่วยให้หัวใจยังคงทำงานอยู่ได้ยาวนานถึง 10–20 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มระยะเวลาในการขนส่งและเพิ่มโอกาสการปลูกถ่ายให้สำเร็จมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี 3 D Printing (การพิมพ์ 3 มิติ) ถูกนำมาใช้เพื่อเตรียมการผ่าตัดคนไข้หัวใจ ด้วยการจำลองหัวใจคนไข้ก่อนที่แพทย์จะเข้าไปผ่าตัด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ รวมถึง ECPR คือการใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) ร่วมกับการกู้ชีพ (CPR) เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
ขณะที่ในอนาคตคาดว่าจะมี Bio Printing คือ การพิมพ์อวัยวะหรือลิ้นหัวใจด้วยเซลล์ที่มีชีวิต ซึ่งอาจมาทดแทนกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายแล้วได้ และมี Digital Twin การสร้างโมเดลจำลองตัวตนดิจิทัลของผู้ป่วยเพื่อใช้วางแผนการรักษาแบบแม่นยำ (Precision Medicine) เป็นต้น
“แม้ปัจจุบันจะมีนวัตกรรมการรักษาที่ดีช่วยให้เราอยู่ได้นานขึ้น แต่เมื่อใช้เทคโนโลยีจนถึงขั้นสุดแล้วอยากให้พิจารณาถึงการรักษาแบบประคับประคองให้ผู้ป่วยมีความสุขในระยะสุดท้าย และที่สำคัญที่สุดคือก่อนที่จะเกิดโรคเราควรตรวจร่างกายประจำปีให้ละเอียด ประเมินความเสี่ยง เพื่อการป้องกันและรักษาได้ทันท่วงที ”
