ธนาคารไทยพาณิชย์มองปี 2569 เป็นปีที่ภาคธุรกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก มองเงินบาทแข็งค่ายังสร้างแรงกดดันหลักต่อภาคส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย พร้อมเดินหน้าต่อยอดบทบาทกลุ่มงานตลาดการเงิน SCB Financial Markets (SCBFM) เป็นที่ปรึกษาบริหารความเสี่ยงทางการเงินเชิงกลยุทธ์ ช่วยออกแบบการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและเสริมความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ เผยปี 2568 ลูกค้าเห็นประโยชน์จากการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น สะท้อนความสำเร็จการเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยงได้ดีแม้บาทแข็ง ตั้งเป้าหนุนลูกค้าธุรกิจเพิ่มระดับสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงในระดับ 70 – 80% ด้านค่าเงินในช่วง 1-2 เดือนนี้ประเมินอยู่ในกรอบ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปี 2568 แข็งค่ากว่า 8% ต่อปี และความผันผวนสูงกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออกไทย และมีนัยต่อ GDP ของประเทศ ดังนั้นในปีที่ผ่านมาจึงเห็นผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นสะท้อนจากปริมาณธุรกรรมทั้งการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) และสัญญาออปชั่น (Options) ของ SCBFM เพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของปริมาณธุรกรรม FX ทั้งหมด นอกจากนี้ ธนาคารยังส่งเสริมแนวคิดการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเพียงอย่างเดียว ช่วยเลี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนและรายได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น
สำหรับตลาดการเงินในปี 2569 ธนาคารประเมินว่ายังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลก แนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว SCBFM ได้กำหนด 3 กลยุทธ์สำคัญในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจในปี 2569 ได้แก่
- FX Advisory บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการให้คำแนะนำเชิงลึกในการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของลูกค้า อาทิ FX Forward และ FX Options เพื่อเปลี่ยนความผันผวนของค่าเงินให้เป็นความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2569 SCBFM แนะนำผู้ประกอบการเพิ่มสัดส่วนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเป็นหลัก
- Go Global สนับสนุนลูกค้าในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยธนาคารได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-FCD) เพื่อรองรับการลงทุนที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) ที่ถูกออกแบบโดยอ้างอิงสินทรัพย์ต่าง ๆ อาทิ หุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และอัตราดอกเบี้ย และมีทางเลือกทั้งการลงทุนเป็นเงินบาทหรือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนจากตลาดโลกภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมา ไทยพาณิชย์ก็ได้ออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย
- Digital & AI Adoption พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็น Digital Hedging Ecosystem โซลูชัน บริหารความเสี่ยงครบวงจร วางแผนพัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนออนไลน์ (FX Online) ให้รองรับฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้ตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยงและกระแสเงินสดของลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรม FX ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น FX Online และ FX API เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของธุรกรรม FX ทั้งหมด ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากกว่า 50% ภายในปี 2569 พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาเครื่องมือแนะนำด้านการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่มีความแม่นยำและเฉพาะเจาะจงกับธุรกิจแต่ละรายมากยิ่งขึ้น
“ภายใต้ภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน การบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการ และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย SCB Financial Markets พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส และเสริมความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคง” นายแพททริก กล่าว
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทในปีนี้ผันผวนมากขึ้น สอดคล้องกับความผันผวนในตลาดการเงินโลกทั้งในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยถึงแม้ความผันผวนจะยังไม่สูงเท่าในช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้ว ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลก แต่แนวโน้มในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง ในส่วนของค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากทั้งราคาทองคำที่ผันผวนมากขึ้น ปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโลก และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้า Emerging Markets (EM) ในปีนี้
เงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมได้รับแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นเร็ว อย่างไรก็ดี หลังนักลงทุนเทขายทองคำในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหว Sideways ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างค่าเงินบาทและทองคำปรับลดลง ทั้งนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อ หลังผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกมาไปในทิศทางที่ดีกว่าที่ตลาดคาด เพราะคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำได้เร็ว และการดำเนินงานน่าจมีเสถียรภาพดีกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์มากถึงห้าหมื่นสี่พันล้านบาท กดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก
สำหรับในระยะต่อไป เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มอยู่โซนแข็งค่าต่อได้ โดยมีปัจจัยจาก 1) คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสไหลเข้าตลาด EM-Asia ต่อได้ เนื่องจากนักลงทุนโลกยังต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุน (Diversify) ออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ และต้องการรับอานิสงส์จากแนวโน้มการลงทุนในด้าน AI ซึ่งไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ด้วย
นอกจากนี้ มองว่าการส่งออกไทยในปีนี้ยังน่าจะขยายตัวต่อได้ 2) มองว่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ 3) ราคาทองคำยังมีโอกาสสูงขึ้นได้ จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่อง AI disruption และสงครามในตะวันออกกลาง จึงทำให้มีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม อีกทั้ง ธนาคารกลางยังเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง 4) ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของสกุลเงินภูมิภาคลดลง โดยเงินหยวนแข็งค่าต่อเนื่องจากปีก่อน ขณะที่เงินเยนเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลดลง และในระยะต่อไปมองว่า การค้าโลกจะขยายตัวต่อได้พร้อมกับการลงทุนด้าน AI ซึ่งจะหนุนการแข็งค่าของเงินหยวนต่อไป ขณะที่ความกังวลภาคการคลังในญี่ปุ่นน่าจะลดลงและสามารถทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้
นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า เงินบาทอาจไม่แข็งค่าไปได้มาก โดยน่าจะมีแนวรับอยู่ที่ราว 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ในช่วงปลายไตรมาสแรกต่อเนื่องถึงต้นไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะมีปัจจัยด้าน Seasonality ที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย กล่าวคือ จะเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจส่งเงินกลับให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ (Dividend payout) อีกทั้ง เป็นช่วง Low season ที่รายได้จากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดลง ขณะที่ภาคการผลิตของไทยอาจมีการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลง กดดันบาทอ่อนค่าได้
สำหรับลูกค้าผู้นำเข้า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 30.75-31.25 เป็นระดับที่เข้าซื้อได้ โดยอาจมีจังหวะให้เข้าซื้อในช่วงที่มีข่าวการจัดตั้งรัฐบาล หรือเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ กลับมาอ่อนแอลงตามที่คาด สำหรับลูกค้าผู้ส่งออก เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 31.50-32.00 เป็นระดับที่อาจพิจารณาขายได้ โดยมองว่า โอกาสที่เงินบาทจะอ่อนคาเร็วในระยะสั้นมีค่อนข้างน้อย เพราะกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายโลกยังดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และหนุนค่าเงินภูมิภาคอยู่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากบางช่วงที่เกิดความตึงเครียดในต่างประเทศ ไม่ว่าจะในรูปแบบสงคราม นโยบายการค้า หรือความกังวลจากเรื่อง Tech valuation อาจทำให้ความต้องการถือเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาสูงขึ้นบ้าง ซึ่งจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง และเป็นจังหวะให้ผู้ส่งออกขายเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้
สำหรับอัตราอัตราดอกเบี้ยไทย หลังจากที่ กนง. ลดดอกเบี้ยลง 25 bps มาอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาด พบว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินปรับลดลงมาตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลดลง 15 bps มาอยู่ที่ 1.06% ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงราว 10 สตางค์ ซึ่งที่ผ่านมาการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมักไม่ส่งผลต่อค่าเงินบาทนัก แต่ในรอบนี้ที่เป็นการลดดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมาบ้าง
สำหรับในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะสั้น-กลาง โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ และโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ ทั้งนี้ ยังต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังติดลบ แนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง ยังต้องจับตาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเงินบาทที่แข็งค่า หากปัจจัยข้างต้นนี้ ยังมีแนวโน้มปรับแย่ลงอีก ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น (อายุ 2 ปี) ปรับลดลงอีกได้ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะยังได้รับผลกระทบจาก Global bond yields ที่มีแรงกดดันด้านต่ำในระยะสั้น แต่อาจสูงขึ้นจาก Term premium ในระยะยาว หากเศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาด และวัฏจักรการลงทุนใน AI ดำเนินต่อได้
Symbol: SCB
