กรมควบคุมโรค – สวทช. ผนึกกำลังพลิกโฉมสาธารณสุขไทย! ยกระดับการป้องกันควบคุมโรคด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

2 องค์กร สร้างความร่วมมือแบบข้ามกระทรวง ดึงนวัตกรรม ‘AI-ชุดตรวจอัจฉริยะ’ สกัดโรคอุบัติใหม่ ยกระดับ ‘Smart Community Health’ รับมือภัยสุขภาพโลก

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กรมควบคุมโรค และ สวทช. เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เข้ากับงานด้านสาธารณสุข มุ่งเป้าสร้างระบบเฝ้าระวังโรคที่แม่นยำ และทันสมัยที่สุดในภูมิภาค โดยกรมควบคุมโรค ประกาศพร้อมมุ่งสู่ ‘องค์กรนวัตกรรม’ จะร่วมกับ สวทช. องค์กรวิจัยระดับประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันควบคุมโรคด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สร้างกลไกเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมด้านการควบคุมโรค เสริมศักยภาพองค์กรและบุคลากรภาครัฐ และสนับสนุนความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันโลกเผชิญความท้าทายจากโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ซับซ้อน กรมควบคุมโรคจึงต้องเร่งขับเคลื่อนสู่การเป็น “องค์กรแห่งนวัตกรรม” (Innovation Organization) โดยความร่วมมือกับ สวทช. ในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบข้อมูลด้านการควบคุมโรคของประเทศ รวมถึงสร้างเครือข่ายนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงระบบอย่างยั่งยืน

“การร่วมมือกับ สวทช. คือกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับเป็นการเชิงรุก เราจะใช้ข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัลและงานวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประโยชน์ต่อสุขภาวะของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน” นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ

ในอดีต สวทช. ร่วมมือกับ กรมควบคุมโรค ในการนำผลงานวิจัยและพัฒนา ไปใช้ในภารกิจสำคัญ อาทิ

  1. ระบบทันระบาด TanRabad แอปฯ สำรวจลูกน้ำยุงลายแบบเรียลไทม์ เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงไข้เลือดออกทันที
  2. IAAM ระบบยืนยันตัวตนและจัดการสิทธิ์แบบ Zero Trust ใช้หลัก 4W และโมเดล ABAC เพื่อรองรับการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารโรคติดต่อ
  3. BigStream แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ รองรับ Big Data และ Open Data รวมถึง IoT เพื่อบริหารงานข้อมูลสุขภาพ
  4. INTERVAC ระบบ “วัคซีนพาสปอร์ต” สำหรับออกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีนแบบดิจิทัล เริ่มใช้ช่วงโควิด19
  5. DDC-Care Platform แพลตฟอร์มติดตามสุขภาพผู้เสี่ยงโรคติดต่อ ใช้เฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ เช่น โควิด19 และโรคปอดอักเสบ
  6. INTERVAC TUC ระบบบันทึกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีนหลายชนิดที่เดินทางระหว่างประเทศ พร้อมเพิ่มมาตรการความปลอดภัยของระบบ
  7. โครงการพัฒนาระบบจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ใช้งานระหว่างกลุ่มผู้ให้บริการกับศูนย์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อยืนยันตัวตนดิจิทัล ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มความปลอดภัย
  8. NCD Public BP / Health Station ระบบสถานีดูแลสุขภาพชุมชน เพื่อคัดกรองและติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคความดันและเบาหวาน

ความร่วมมือในอนาคต สวทช. พร้อมส่งกองทัพงานวิจัย โดยนำร่อง ‘Traffy Fondue – แพลตฟอร์มเฝ้าระวัง’ เสริมทัพสาธารณสุข

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ย้ำถึงเจตนารมณ์ในการ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” พร้อมกล่าวว่า ที่ผ่านมาทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันสู้วิกฤตอย่างโควิด19 และโรคเมอร์สมาแล้ว และความร่วมมือครั้งใหม่นี้จะขยายผลไปสู่เทคโนโลยีที่ใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น

“สวทช. มุ่งมั่นที่จะใช้ขีดความสามารถด้านวิจัยและแพลตฟอร์มข้อมูลมาสนับสนุนกรมควบคุมโรค อาทิ 1) Traffy Fondue ระบบรับแจ้งเหตุ ตรวจสอบ ติดตามการรายงานปัญหาในชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อโรค ประโยชน์คือช่วยให้ประชาชนสามารถรายงานปัญหาสาธารณสุขผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ทันที ทำให้หน่วยงานสามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว 2) OV-ATK ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับแบบรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 10 นาที พัฒนาโดยคนไทยและผลิตในประเทศ ประโยชน์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองและตรวจโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่เสี่ยง ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการตรวจ 3) Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มบริการด้านการแพทย์ดิจิทัล ร่วมพัฒนากับ สปสช. และหน่วยบริการสาธารณสุขในชุมชน  ประกอบด้วย 3 ระบบย่อย A-MED,  iDEMS, ThaiSook ประโยชน์ในด้านการสนับสนุนระบบข้อมูลสุขภาพแบบบูรณาการระหว่างหน่วยบริการ เพิ่มความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยระยะไกล และพัฒนาระบบแพทย์แม่นยำแห่งชาติ  Genomics Thailand วิจัยทางการแพทย์จีโนมิกส์ วิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมและคลินิกของคนไทย ประโยชน์ในด้านการสนับสนุนแนวทางการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพเฉพาะบุคคล  Biomarker Sensor พัฒนาเซนเซอร์ตรวจสารชีวภาพ เช่น อัลบูมิน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงโรคจากสัญญาณชีวภาพ  ประโยชน์สำหรับใช้ตรวจคัดกรองภาวะผิดปกติในร่างกายได้รวดเร็ว และช่วยลดค่ารักษาในระยะยาว และ 4) ระบบคุณภาพการให้บริการ EnvOcc เฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ โครงการติดตามสุขภาพคนทำงาน ตั้งเป้า 2,000 โรงพยาบาล รายงานผลของแรงงานกว่า 500,000 คนต่อปี ประโยชน์ในการช่วยให้สามารถติดตามและป้องกันโรคจากการทำงานได้แม่นยำ ปกป้องสุขภาพแรงงานไทย 

 โดยในวันนี้ได้มีการนำแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” มาปรับใช้รับแจ้งเหตุและเฝ้าระวังสุขภาพคนเมือง การพัฒนาชุดตรวจโรคที่รู้ผลไวและแม่นยำเพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่ ‘สุขภาพชุมชนอัจฉริยะ’ หรือ Smart Community Health อย่างแท้จริง”

ทั้งนี้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว ครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบข้อมูล (Big Data) ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ และที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนา “ศักยภาพบุคลากร” ของทั้งสองกระทรวงให้มีทักษะข้ามสายงาน (Cross-functional Skills) เพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งจะเป็นโมเดลสำคัญของการบูรณาการข้ามกระทรวง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม – กระทรวงสาธารณสุข) ที่จะช่วยยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยเน้นการใช้ “นวัตกรรมนำหน้า” เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรค

 

 

 

ที่มา: สวทช.