มะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนรุ่นใหม่พุ่ง 20% แพทย์เตือน อย่ามองข้าม ท้องผูกเรื้อรัง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แพทย์ทั่วโลกมีความกังวลเกี่ยวกับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่พบในกลุ่มอายุต่ำกว่า 50 ปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนหลายประเทศเริ่มมีการสนับสนุนให้มีการคัดกรองมะเร็งลำไส้ให้เร็วขึ้น ข้อมูลจาก American Cancer Society ระบุว่า สัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มอายุน้อยกว่า 55 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือจาก 11% ในปี 1995 เป็น 20% ในปี 2019 คิดเป็น “1 ใน 5” ของผู้ป่วยทั้งหมด¹

สำหรับในประเทศไทย รายงานจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ระบุว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Colorectal Cancer) พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 3 หรือ 4 ในประชากรเพศหญิง² โดยทั่วไปผู้ป่วยแทบไม่ทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งลำไส้ เนื่องจากในระยะแรกแทบไม่มีอาการผิดปกติรุนแรงที่ชัดเจนนัก และจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติที่สังเกตได้ในระยะลุกลาม เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย มีเลือดปนในอุจจาระ ปวดท้อง และน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

ปัจจุบัน พบว่าคนไทยจำนวนมาก มีภาวะท้องผูกเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยจำนวนมากมองว่าท้องผูกเป็นเพียงปัญหาการขับถ่ายเล็กน้อย ไม่ได้เชื่อมโยงกับโรคที่รุนแรงกว่า จึงปล่อยให้ปัญหานี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน และบางส่วนใช้วิธีแก้ปัญหาท้องผูก ด้วยการซื้อยาระบายรับประทานเป็นประจำ จนทำให้ลำไส้เคยชิน และไม่สามารถขับถ่ายได้ด้วยตัวเอง

รศ. นพ.สถาพร มานัสสถิตย์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค อธิบายเกี่ยวกับ อาการท้องผูกว่า “สำหรับคนทั่วไป ท้องผูก อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไม่ขับถ่ายทุกวัน และยังรวมไปถึง การที่อุจจาระแข็งเกินไป  การถ่ายยากต้องใช้เวลาเบ่งนานมาก การถ่ายไม่สุด หรือถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งอาการท้องผูกเหล่านี้มักเกิดเป็นครั้งคราว พอรับประทานยาระบาย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอาหารแล้วก็จะหายไป ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นก็ไม่น่ากังวล แต่ถ้ายังคงท้องผูกต่อเนื่องติดต่อกันหลายเดือน ต้องรีบปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจอุจจาระหาเลือดในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งสามารถแยกได้ว่าเป็นท้องผูกแบบธรรมดาหรือมีความเสี่ยงของโรคอื่น ๆ ซ่อนอยู่”

อีกหนึ่งในพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน คือ “กลั้นอุจจาระ” ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากความเร่งรีบ หรือไม่สะดวกเข้าห้องน้ำ เมื่อทำซ้ำไปนาน ๆ สัญญาณการอยากขับถ่ายตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า “ลมเบ่ง” จะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้ลำไส้ทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่ค่อยบีบตัว นอกจากนี้ การนั่งทำงานท่าเดิมเป็นเวลานาน ไม่ได้เคลื่อนไหว รวมไปถึงการนั่งเล่นสมาร์ทโฟนในห้องน้ำนานเกิน 10 – 15 นาที ล้วนส่งผลให้กลไกการขับถ่ายทำงานผิดปกติ

การรับประทานผักผลไม้มากขึ้น ดื่มน้ำมากขึ้น รวมไปถึงการพึ่งยาระบายเป็นครั้งคราวอาจแก้ปัญหาได้ชั่วคราว เพราะการดูแลลำไส้ต้องอาศัยหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ใช่เพียงเรื่องการรับประทานอาหารที่ดีต่อระบบขับถ่ายเพียงอย่างเดียว

รศ. นพ.สถาพร อธิบายว่า “ร่างกายต้องการไฟเบอร์ประมาณ 20 – 30 กรัมต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าหลายคนคิด การรับประทานผักวันละจานสองจานจะได้ไฟเบอร์เพียง 5 – 10 กรัมต่อวันเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันการดื่มน้ำน้อยกว่าปกติ เช่น 2 – 3 แก้วต่อวัน ถือว่าไม่เพียงพอ เพราะวนหนึ่งวันควรดื่มน้ำอย่างน้อย 6 – 8 แก้วต่อวัน  หากดูแลลำไส้ได้ไม่ดี จากแค่ท้องผูกธรรมดา ๆ ก็พัฒนากลายเป็นปัญหาระบบขับถ่ายที่รุนแรงขึ้นได้ในระยะยาว”

“ท้องผูกเรื้อรังไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้แค่รู้สึกไม่สบายตัว แต่ยังเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะท้องผูกเป็นหนึ่งในอาการของโรคในระยะเริ่มต้น ดังนั้นหากสังเกตว่าพฤติกรรมการขับถ่ายผิดไปจากปกติ อุจจาระมีลักษณะลีบเล็กเหมือนดินสอ มีเลือดสีคล้ำปนออกมากับอุจจาระ หรือมีอาการปวดท้องร่วมกับอาการอื่น ๆ ข้างต้น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดกับแพทย์เฉพาะทางฯ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจอุจจาระหาเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Fecal occult blood test) ที่บอกได้ว่ามีความผิดปกติใดซ่อนอยู่หรือไม่” รศ. นพ.สถาพร เน้นย้ำเพิ่มเติม

สำหรับผู้ที่มองว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นเรื่องไกลตัว อาจต้องทบทวนความเข้าใจใหม่ เพราะปัจจุบันมีรายงานพบผู้ป่วยในกลุ่มอายุน้อยเพิ่มมากขึ้น เช่น ช่วงอายุ 20 – 40 ปี แม้สัดส่วนจะยังน้อยกว่ากลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่แนวโน้มที่พบในคนรุ่นใหม่มากขึ้นทำให้ไม่ควรละเลย

ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงแนะนำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป และในกรณีที่มีประวัติคนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้อง เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุน้อย ควรพิจารณาเริ่มตรวจเร็วกว่าช่วงอายุดังกล่าวประมาณ 10 ปี เพื่อความเหมาะสมตามระดับความเสี่ยง

การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง เป็นวิธีที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นผนังลำไส้โดยตรง สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และหากพบติ่งเนื้อ แพทย์สามารถตัดออกหรือนำชิ้นเนื้อส่งตรวจเพิ่มเติมได้ในขั้นตอนเดียว ซึ่งช่วยลดโอกาสการพัฒนาไปสู่มะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ และนอกจากการตรวจคัดกรองตามเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำแล้ว เราควรเริ่มต้นดูแลสุขภาพลำไส้ ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ไม่อั้นอุจจาระ ขับถ่ายเป็นเวลา ลุกเดินหลังมื้อเช้าอย่างน้อย 10 นาที เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ในปริมาณที่เหมาะสม และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

“ท้องผูก” อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ในวันนี้ แต่การละเลยสัญญาณเล็ก ๆ เหล่านี้ อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ใหญ่กว่าที่คิดในอนาคต

ที่มา: MedPark Hospital