กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทในเดือนที่ผ่านมาผันผวนสูงตามราคาทองคำที่เคลื่อนไหวแรง และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ โดยช่วงที่ราคาทองขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เงินบาทแข็งค่าแตะระดับใกล้เคียง 30.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หลังจากที่ราคาทองคำลดลงแรงและดอลลาร์กลับมาแข็งค่า เงินบาทอ่อนค่าแตะ 31.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในระยะต่อไปมองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบ 31.40-31.90 บาทต่อดอลลาร์ เพราะมองว่าราคาทองคำมีแนวโน้ม Sideways ทำให้แรงกดดันต่อบาทอาจไม่มากเท่าก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ มีโอกาสที่ ธปท. จะสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น ซึ่งจะกดดัน Bond yields ของไทย และเป็นแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท อีกทั้ง คาดว่า ธปท. อาจแทรกแซงเงินบาทมากขึ้น หลังไทยยังไม่เข้าเกณฑ์เรื่องการแทรกแซงค่าเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในเดือนที่ผ่านมาเงินบาทผันผวนสูงจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยในเดือนมกราคม เงินบาทแข็งค่าเร็วแตะระดับ 30.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหลัก ๆ เป็นผลจาก 1) ราคาทองคำที่สูงขึ้นทำ new-high หลายครั้ง หนุนให้บาทแข็งค่า 2) ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณสนับสนุนดอลลาร์อ่อน ทำให้นักลงทุนเทขายดอลลาร์ออกมา 3) ตลาดโลก Risk‑on หลังสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ–ยุโรป เบาลง และข้อพิพาทในประเด็นเรื่องถือครอง Greenland ได้ข้อยุติ ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับดีขึ้น และมีเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงใน EM-Asia อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ เงินบาทกลับมาอ่อนค่าแรง หลังราคาทองคำลดลงแรงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ผู้ว่า ธปท. กล่าวว่าพร้อมสนับสนุนบาทอ่อน และเข้าดูแลค่าเงินเพื่อชะลอการแข็งค่า รวมถึงออกมาตรการจำกัดการซื้อขายทองคำออนไลน์ (วงเงิน 50 ล้านบาทต่อวัน) ทำให้บาทกลับมาอ่อนค่า
สำหรับมุมมองในระยะต่อไป เงินบาทอาจเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบ 31.40-31.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยราคาทองคำมีแนวโน้ม Sideways ทำให้แรงกดดันต่อบาทอาจไม่มากเท่าก่อนหน้านี้ และคาดว่า Correlation ระหว่างเงินบาทและราคาทองคำมีแนวโน้มลดลง จากที่เคยปรับสูงขึ้นถึง 0.8-0.9 ในช่วงเดือนมกราคม โดยในช่วงที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบหรือเป็น Sideways อาจเห็น correlation ลดลงมาที่ราว 0.4-0.5 นอกจากนี้ เงินบาทอาจมีแรงหนุนด้านอ่อนค่ามากขึ้น เพราะมองว่า ธปท. อาจแทรกแซงเงินบาทเพิ่มขึ้นได้ แม้ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ จัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตาว่าแทรกแซงค่าเงิน (Monitoring list) แต่เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินของไทยยังไม่เข้าข่าย โดยมีการซื้อสุทธิเพียง 0.9% ของ GDP (เกณฑ์คือ มากกว่า 2% ของ GDP และแทรกแซงอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน) ทำให้ ธปท. ยังมีความสามารถที่จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทได้หากจำเป็น อีกทั้ง นายแพททริกมองว่า มีโอกาสที่ ธปท. จะสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น หลังมีการโยกย้ายภายใน ทำให้มีโอกาสที่คณะกรรมการจะหันมาให้น้ำหนักต่อประเด็นเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น และลดน้ำหนักต่อประเด็นเสถียรภาพทางการเงิน (Financial stability) ลง ซึ่งจะกดดันให้บาทอ่อนได้สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาที่อาจทำให้เงินบาทผันผวนกว่าคาดได้คือ การเลือกตั้งของไทย หากการโหวตเลือกนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลทำได้เร็ว คาดว่าจะไม่กระทบเงินบาทนัก ซึ่งตลาดคาดว่าภูมิใจไทยจะได้จัดตั้งรัฐบาล นโยบายดำเนินได้ต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง อย่างไรก็ดี หากได้นายกฯ ช้าหรือไม่เป็นตามที่ตลาดคาด อาจทำให้บาทอ่อนค่าเหนือ 32.00 ได้ ส่วนปัจจัยที่อาจทำให้บาทแข็งค่ากว่าคาดอาจมาจากราคาทองคำ ที่หากกลับมาสูงขึ้นเร็ว ก็อาจเห็นภาวะที่คล้ายกับในเดือนมกราคมได้ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาว่านาย Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ จะสามารถผลักดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของสหรัฐฯ มีมุมมองนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งหากกรรมการ Dovish ขึ้น อาจทำให้คาดการณ์ Terminal rate ลดลงกว่าปัจจุบัน กดให้ Treasury yields ลดลง ซึ่งอาจทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนค่า เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าใกล้เคียงระดับ 31.00 อีกได้
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า การที่เงินบาทจะอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ (แตะระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) อาจต้องรอถึงช่วงไตรมาส 4 เพราะ 1) Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไป โดยการลดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเป็นช่วงกลางปี และอาจลดอีกครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ ทำให้แรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจมีอยู่ถึงช่วงปลายปี 2)เงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีแนวโน้มไหลเข้าตลาด EM-Asia ได้อีกค่อนข้างมากในปีนี้ สะท้อนจากตัวเลขในเดือนมกราคม ที่พบว่าเงินทุนยังไหลเข้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงที่ความเสี่ยง Geopolitics ลดลง และเกิดภาวะ Risk-on นักลงทุนยังคงเลือกโยกเงินเข้า EM-Asia อยู่ 3) แม้ไทยจะไม่ได้เป็นผู้ผลิต Chips หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีนวัตกรรมสูง แต่ไทยยังอยู่ใน supply-chain ที่จะได้รับประโยชน์จากกระแส AI และวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังโตต่อ โดยไทยส่งออกแผงวงจรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จึงทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยอาจยังค่อนข้างสูง และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจเพิ่มขึ้นในปีนี้ อาจหนุนให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ปรับแย่ลงมาก และ 4) ธปท. อาจเพิ่มความเข้มงวดในการซื้อ/ขายทองคำในอนาคต เช่น อาจเก็บภาษีการเทรดทองคำ ซึ่งอาจกระทบ sentiment นักลงทุนต่อค่าเงินบาท และทำให้ความสัมพันธ์ของเงินบาทกับราคาทองคำลดลงได้
สำหรับมุมมองด้านอัตราดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นเร็วในช่วงที่ผ่านมา จากอุปสงค์ที่อ่อนแอและอุปทานพันธบัตรรัฐบาลที่ยังค่อนข้างสูง โดยในเดือนที่ผ่านมา Yields ของพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้นถึง 5-30 bps สอดคล้อง Bond Yields ในภูมิภาคเอเชียและตลาดโลก ประกอบกับมีแรงขายพันธบัตรไทยจากนักลงทุนบางส่วนเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะแรงขายจากบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ขายพันธบัตรระยะยาวออกมาค่อนข้างมาก
ในระยะต่อไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอาจลดลงราว 10-15 bps ได้ โดยมองว่าหาก กนง. ลดดอกเบี้ยตามที่คาด คือลดในเดือน เม.ย. 25 bps ก็จะทำให้ Yields ลดลง เพราะในขณะนี้ ตลาด มองโอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยมีน้อยลง (Price-out rate cut) โดยตลาดให้โอกาสราว 70% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยในปีนี้ นอกจากนี้ อุปสงค์ในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอาจเริ่มฟื้นขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นแรงกดดัน Yields ให้ลดลงได้ สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว มองว่ามีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านสูงต่อจากแรงกดดันในตลาดโลก (Global yields) ที่ยังมีแรงกดดันด้านสูงตามความเสี่ยง Trade war และ Geopolitics ดังนั้น Yield curve ของไทยมีแนวโน้มชันขึ้น (Bear steepen) ซึ่งจะเป็นไปตามเทรนด์ของ Government bonds ในตลาดโลก
Symbol: SCB
