พูดถึงมาก ≠ เชื่อมั่น: ส่องสโลแกนพรรคกับความคาดหวังของสังคมก่อนเลือกตั้ง

การเมืองไทยกำลังเดินทางเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยบรรยากาศการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเครื่องมือสื่อสารสำคัญที่แต่ละพรรคใช้เพื่อถ่ายทอดจุดยืนและนโยบาย คือ สโลแกนหาเสียง ซึ่งได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ และสะท้อนประเด็นที่สังคมให้ความสนใจในช่วงเลือกตั้ง

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด เปิดเผยผลวิเคราะห์กระแสการพูดถึงการเลือกตั้งทั่วไปของไทยจากข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ผ่านเครื่องมือ Social Listening (dxt:360) ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 – 25 มกราคม 2569 เพื่อสะท้อนแนวโน้มและประเด็นที่ผู้ใช้งานในสังคมออนไลน์ให้ความสนใจ

จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พบว่ามีการกล่าวถึงประเด็นการเมืองไทยบนโซเชียลมีเดียด้วยยอด Engagement รวมมากกว่า 80 ล้านครั้ง สะท้อนระดับความสนใจและการมีส่วนร่วมในโลกออนไลน์อย่างเข้มข้น

สโลแกนหาเสียงที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด (by mention)

สโลแกนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดใน 5 อันดับแรก ได้แก่ ไทยหายจน จากพรรคประชาธิปัตย์ ครองอันดับ 1 ด้วย 29.9%, ตามมาด้วยเพื่อไทยทำได้ทำให้ไทยยิ่งใหญ่ เลือกพรรคเพื่อไทย จากพรรคเพื่อไทย 26.5%, ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน -ไทยทันโลก จากพรรคประชาชน 25.4% เด็ดขาดแก้วิกฤตพลิกโฉมประเทศ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ 10.6%,  พูดแล้วทำพลัส จากพรรคภูมิใจไทย 5.9% และ อื่น ๆ 1.7%

พูดถึงมากไม่ได้เท่ากับเชื่อมั่น

จากการวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ พบว่าสโลแกน “ไทยหายจน” ซึ่งครองอันดับ 1 นั้น สะท้อนว่าประเด็นด้าน ค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และ ปัญหาเศรษฐกิจ ถูกกล่าวถึงในวงกว้างบนโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม การถูกกล่าวถึงจำนวนมาก ไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนในเชิงบวกทั้งหมด โดยพบว่ามีทั้งความคิดเห็นเชิงสนับสนุนและการตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของนโยบายควบคู่กันไป

เมื่อรวมสัดส่วนการพูดถึงสโลแกนของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาชน ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันถึง 81.8% จะเห็นได้ว่า ประเด็นด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง ความโปร่งใส ความเท่าเทียม และความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ อยู่ในกลุ่มประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อยในช่วงเลือกตั้งครั้งนี้ แม้ว่าการถูกพูดถึงมากจะมาพร้อมกับทั้งเสียงสนับสนุนและวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม

เสียงต่อ “ประชามติ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการออกเสียงประชามติประเด็นคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันในวันเดียวกับการเลือกตั้ง โดยผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นบนโซเชียลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

  1. เห็นชอบ 62.4%
  2. ลังเล 20.6%
  3. ไม่เห็นด้วย 16.9%

กลุ่มที่เห็นชอบให้เหตุผลว่าต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และต้องการมีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่กลุ่มผู้ที่ลังเล มองว่ายังได้รับข้อมูลไม่เพียงพอ ส่วนกลุ่มไม่เห็นด้วย แสดงความกังวลต่อความไม่แน่ใจว่าฉบับใหม่จะดีกว่าฉบับเดิม และบางส่วนเสนอว่าควรแก้ไขเป็นรายประเด็นมากกว่าการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ

ความคิดเห็นสะท้อนทั้งความคาดหวังและความกังวล แสดงให้เห็นว่าประเด็นรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด (by Engagement)

  1. เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 30.6%
  2. หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล 23.9%
  3. เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 16.8%
  4. เต้-มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ 11.2%
  5. มาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10.3%
  6. อื่น ๆ 7.2%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสนใจของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่อการเคลื่อนไหวของแคนดิเดตในช่วงโค้งสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่สามารถใช้ทำนายผลการเลือกตั้งได้โดยตรง

แหล่งข้อมูล: Facebook, X, Instagram, YouTube, TikTok และ Pantip 

เครื่องมือ: dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 – 25 มกราคม 2569

หมายเหตุ: ข้อมูลชุดนี้เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มจากบทสนทนาในโซเชียลมีเดีย เพื่อสะท้อนภาพรวมของกระแส ไม่ได้ออกแบบเป็นแบบสำรวจทางสถิติ จึงไม่สามารถใช้แทนความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศ

เกี่ยวกับ dxt:360

dxt:360 เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารได้ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์   สื่อบรอดคาสท์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voices) คอนเทนต์จาก Influencers และ KOLs ไปจนถึงข่าวจากสื่อมวลชน ที่รวบรวมเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Dashboard ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละราย (Customizable Dashboard) จึงทำให้เข้าใจและเห็น Insight ในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เห็นทิศทางการสื่อสารของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: ดาต้าเซ็ต