<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
>
<channel>
	<title>ThaiPR.NET</title>
	<atom:link href="https://www.thaipr.net/tag/pwc-thailand/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thaipr.net/tag/pwc-thailand</link>
	<description>Press Release Distribution Center of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Wed, 07 Oct 2026 17:58:44 +0700</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.1.1</generator>
	<item>
		<title><![CDATA[รายงาน PwC ชี้โอกาสการเติบโตระลอกใหม่ของไทยในฐานะประตูการลงทุนสู่อาเซียน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3766186</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 12:45:35 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3766186</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานล่าสุดของ PwC ประเทศไทยระบุว่า การกระจายห่วงโซ่อุปทาน การนำ AI มาใช้ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กำลังเปิดโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมเกิดใหม่ของไทย  กรุงเทพฯ, 6 ตุลาคม 2569 – การกระจายห่วงโซ่อุปทาน การประยุกต์ใช้ AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กำลังเปิดฉากใหม่ของโอกาสการลงทุนในประเทศไทย พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้บทบาทของประเทศในฐานะประตูสู่อาเซียน ตามรายงานฉบับใหม่ของ PwC ประเทศไทยที่เผยแพร่ในวันนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังนำการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment: FDI) ระลอกใหม่เข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และการแปรรูปอาหารของไทย ขณะที่ธุรกิจทั่วโลกปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและรองรับการขยายตัว  แรงส่งดังกล่าวสะท้อนจากมูลค่าธุรกรรมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศขั้นต้นของไทย ซึ่งแตะ 86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 ล้านล้านบาท)[1] ในปี 2568 ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) โดยสาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ และสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในแหล่งเงินลงทุนสำคัญ รายงาน Thailand Investment Outlook: Hope, resilience, and growth [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3766186">รายงาน PwC ชี้โอกาสการเติบโตระลอกใหม่ของไทยในฐานะประตูการลงทุนสู่อาเซียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC report identifies Thailand’s next growth opportunities as ASEAN investment gateway]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/finance_en/3766184</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 12:45:18 +0700</pubDate>
				<category>finance_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3766184</guid>

					<description><![CDATA[<p>PwC Thailand’s new report identifies supply chain diversification, AI adoption and the energy transition as drivers of investment opportunities across Thailand’s established and emerging industries. BANGKOK, 6 October 2026 – Supply chain diversification, AI adoption and the energy transition are creating a new phase of investment opportunity in Thailand, strengthening the country’s position as a [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/finance_en/3766184">PwC report identifies Thailand’s next growth opportunities as ASEAN investment gateway</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ไทยครองอันดับหนึ่งยอดขายยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในอาเซียน-6 แตะ 206,000 คัน เพิ่มขึ้น 47% ในครึ่งแรกปี 2569]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/auto/3763358</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 12:26:11 +0700</pubDate>
				<category>auto</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3763358</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ, 25 กันยายน 2569 – ประเทศไทยครองอันดับหนึ่งด้านยอดขายยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ในกลุ่มอาเซียน-6 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หลังยอดขายเพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 206,000 คัน ตามข้อมูลของ PwC โดยสูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซียซึ่งมียอดขาย 127,000 คัน และ 114,000 คัน ตามลำดับ ตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าชั้นนำของภูมิภาค  รายงาน ‘Overview of the ASEAN-6 automotive market: 6th market snapshot’ ของ PwC ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยอดขาย xEV คิดเป็น 32% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในกลุ่มอาเซียน-6 ขณะที่ในประเทศไทย สัดส่วนยอดขาย xEV ต่อยอดขายรถยนต์ทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 32% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เป็น 53% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/auto/3763358">ไทยครองอันดับหนึ่งยอดขายยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในอาเซียน-6 แตะ 206,000 คัน เพิ่มขึ้น 47% ในครึ่งแรกปี 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[Thailand leads ASEAN-6 electrified vehicle sales as volumes jump 47% in H1 2026]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/auto_en/3763355</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 12:25:56 +0700</pubDate>
				<category>auto_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3763355</guid>

					<description><![CDATA[<p>Thailand recorded the highest electrified vehicle (xEV) sales among ASEAN-6[1] markets in the first half of 2026, with volumes rising 47% year on year to 206,000 units, according to PwC. Sales outpaced Vietnam at 127,000 units and Indonesia at 114,000 units, reinforcing Thailand’s position as a leading regional hub for electric mobility.  PwC’s Overview of [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/auto_en/3763355">Thailand leads ASEAN-6 electrified vehicle sales as volumes jump 47% in H1 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC: 80% of Thai consumers buy health-focused food and drinks while safety concerns reach 91%]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/health_en/3758745</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 13:26:34 +0700</pubDate>
				<category>health_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3758745</guid>

					<description><![CDATA[<p>Eighty per cent of Thai consumers purchased health-focused food and beverages in the past 12 months—more than double the global average of 35%—according to new research from PwC Thailand. Yet health claims alone may no longer be enough to win consumer trust. The survey found that 91% are concerned about chemicals and pesticide residues in food, highlighting [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/health_en/3758745">PwC: 80% of Thai consumers buy health-focused food and drinks while safety concerns reach 91%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC ชี้ตลาดสุขภาพไทยเข้าสู่กระแสหลัก หลัง 80% ของคนไทยซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่ 91% ยังห่วงการใช้ยาฆ่าแมลงในอาหาร]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3758742</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 13:26:25 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3758742</guid>

					<description><![CDATA[<p>PwC ประเทศไทย เผยตลาดสุขภาพไทยกำลังเปลี่ยนจากตลาดเฉพาะกลุ่มสู่พฤติกรรมการบริโภคกระแสหลัก โดย 80% ของผู้บริโภคไทยเคยซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 35% มากกว่าสองเท่า ขณะที่ 91% ยังกังวลเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงในอาหาร สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าดีต่อสุขภาพ แต่ยังคาดหวังหลักฐานด้านความปลอดภัย แหล่งที่มา และคุณค่าที่ตรวจสอบได้มากขึ้น ซึ่งกำลังยกระดับมาตรฐานการแข่งขันของธุรกิจอาหารและสุขภาพ รายงานผลสำรวจเสียงของผู้บริโภคไทย ประจำปี 2569: ยุคเติบโตของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ซึ่งสำรวจผู้บริโภคไทย 501 คน พบว่า 80% ของผู้บริโภคไทยเคยซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 35% โดย 71% ซื้อวิตามิน แร่ธาตุ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ขณะที่ 33% ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกาย และ 80% ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพแบบสวมใส่ หากข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและนำไปใช้ทางการแพทย์ได้ แนวโน้มนี้ชี้ว่า การดูแลสุขภาพกำลังขยายจากการรักษา ไปสู่การใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อการป้องกันโรค ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร โภชนาการ การออกกำลังกาย และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ส่งผลให้โอกาสทางธุรกิจด้านสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่ในอุตสาหกรรมทางการแพทย์อีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงไปยังสินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก ดิจิทัล และบริการเฉพาะบุคคล นางสาว ศนิชา อัครกิตติลาภ หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจอุตสาหกรรมสุขภาพ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า “ผลสำรวจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย โดยสุขภาพไม่ได้เป็นเรื่องที่คนให้ความสำคัญเฉพาะเมื่อป่วยอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อาหาร วิตามิน และการออกกำลังกาย ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สำหรับภาคธุรกิจ นี่หมายถึงการเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์หรือบริการเพียงอย่างเดียว ไปสู่การนำเสนอโซลูชันที่ช่วยให้ผู้บริโภคบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ” ผลสำรวจยังพบว่า 79% ของผู้บริโภคไทยรับประทานวิตามิน แร่ธาตุ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นประจำ และมีแนวโน้มเพิ่มการบริโภคผักและผลไม้สด (68%) วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (49%) และผลิตภัณฑ์จากนม (44%) การเติบโตพร้อมกันในหลายหมวดหมู่สะท้อนว่า ผู้บริโภคกำลังสร้างกิจวัตรด้านสุขภาพจากผลิตภัณฑ์หลายประเภท แทนที่จะพึ่งพาสินค้าใดสินค้าหนึ่ง จึงเปิดโอกาสให้ธุรกิจพัฒนาข้อเสนอที่เชื่อมโยงอาหาร โภชนาการ บริการ และข้อมูลสุขภาพเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ เป้าหมายด้านสุขภาพที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญสูงสุด ได้แก่ การมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น (49%) การลดความเครียดและส่งเสริมสุขภาพจิต (49%) และการพัฒนาตนเอง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและสมาธิ (45%) ข้อมูลนี้สะท้อนว่า คำจำกัดความของสุขภาพกำลังขยายไปสู่ ‘การมีสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม’ ธุรกิจไทยจึงควรออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์เป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการมีชีวิตที่ยืนยาว การมีสุขภาพจิตที่ดี การมีสมรรถนะทางความคิด หรือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัยและความโปร่งใสกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจซื้อ แม้ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น แต่ประโยชน์ต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจซื้อ โดยผลสำรวจพบว่า 91% กังวลเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงในอาหาร รวมถึงมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ขณะที่ 87% กังวลเกี่ยวกับอาหารแปรรูปขั้นสูง และ 77% กังวลเรื่องไมโครพลาสติก ความกังวลในระดับสูงดังกล่าวสะท้อนว่า ความปลอดภัยของอาหารไม่ใช่ประเด็นเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นความคาดหวังของตลาดในวงกว้าง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะประเมินแบรนด์จากแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ส่วนประกอบ กระบวนการผลิต และหลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพมากขึ้น สำหรับธุรกิจ ฉลากสะอาด อาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงจุดขายระดับพรีเมียม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว AI ขยายบทบาทสู่การเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ผลสำรวจยังพบว่า 63% ของผู้บริโภคไทยเคยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) เพื่อค้นหาข้อมูลหรือคำแนะนำด้านสุขภาพ ขณะที่ 85% รู้สึกสะดวกใจที่จะใช้ AI ในหน้าที่การดูแลสุขภาพอย่างน้อยหนึ่งด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการออกกำลังกาย การดูแลโภชนาการ หรือการคาดการณ์ปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น แนวโน้มนี้สะท้อนว่า AI กำลังขยับจากการเป็นแหล่งข้อมูลทั่วไป ไปสู่บทบาทเชิงรุกในการให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลและสนับสนุนการตัดสินใจด้านสุขภาพ นำไปสู่บริการใหม่ที่ผสานข้อมูล การติดตามผล การให้คำแนะนำ และการดูแลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความพร้อมใช้งานไม่ได้หมายถึงความไว้วางใจโดยอัตโนมัติ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ตลอดจนความน่าเชื่อถือของข้อมูลและคำแนะนำที่ได้รับ ดังนั้น ความเป็นส่วนตัว การกำกับดูแลข้อมูล และการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบบริการตั้งแต่ต้น “โอกาสของตลาดสุขภาพไทยกำลังเปิดกว้าง แต่ผู้บริโภคก็มีเงื่อนไขที่ชัดเจน โดยพวกเขาต้องการนวัตกรรมที่ช่วยให้ดูแลสุขภาพได้ง่ายและเฉพาะบุคคลมากขึ้น ขณะเดียวกันก็คาดหวังความโปร่งใส ความปลอดภัยของข้อมูล และความคุ้มค่า ฉะนั้น องค์กรที่จะเติบโตได้จึงไม่ใช่เพียงองค์กรที่นำเทคโนโลยีมาใช้เร็วที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสร้างความไว้วางใจได้ในระยะยาว” นางสาว ศนิชา กล่าว </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3758742">PwC ชี้ตลาดสุขภาพไทยเข้าสู่กระแสหลัก หลัง 80% ของคนไทยซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่ 91% ยังห่วงการใช้ยาฆ่าแมลงในอาหาร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[Thailand’s industrial transformation to fuel next wave of M&#038;A activity]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/manufacturing_en/3755194</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 17:42:02 +0700</pubDate>
				<category>manufacturing_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3755194</guid>

					<description><![CDATA[<p>Thailand’s industrial transformation is set to drive the next wave of mergers and acquisitions (M&#38;A), as investors look beyond softer mid-year deal activity and focus on opportunities linked to supply chain resilience, advanced manufacturing and the shift to a more technology-driven economy, according to PwC Thailand. PwC’s Global M&#38;A Trends in Industrials and Services: 2026 Mid-Year [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/manufacturing_en/3755194">Thailand’s industrial transformation to fuel next wave of M&amp;A activity</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC ชี้การเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทยหนุนคลื่น M&#038;A ระลอกใหม่]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/manufacturing/3755191</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 17:41:56 +0700</pubDate>
				<category>manufacturing</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3755191</guid>

					<description><![CDATA[<p>PwC ประเทศไทย ชี้การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมของไทยจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกิจกรรมควบรวมและซื้อกิจการระลอกใหม่ หลังนักลงทุนมองข้ามภาวะชะลอตัวของตลาดดีลในช่วงกลางปี และให้ความสำคัญกับโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การผลิตขั้นสูง และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น  ข้อมูลจากรายงาน ‘Global M&#38;A Trends in Industrials and Services: 2026 Mid-Year Outlook’ ของ PwC ระบุว่า มูลค่ากิจกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (mergers and acquisitions: M&#38;As) ในกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากดีลที่มีจำนวนน้อยลงแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ มูลค่าดีลทั่วโลกในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.96 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16.28 ล้านล้านบาท[1] ขณะที่ปริมาณดีลคาดว่าจะลดลงประมาณ 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน  นาย สตีฟ หยาง หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจยานยนต์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ปริมาณดีลในประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวเช่นกัน แต่ต่างจากตลาดขนาดใหญ่ที่ยังมีเมกะดีลช่วยพยุงกิจกรรมโดยรวม  “ในปัจจุบันนักลงทุนเลือกลงทุนมากขึ้น โดยมุ่งหาโอกาสที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างคุณค่าเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว” นาย สตีฟ กล่าว  แม้บรรยากาศการทำดีลจะมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ยังคงแสวงหาโอกาสการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicles: EVs) ซึ่งเป็นสามปัจจัยสำคัญที่กำลังเปิดโอกาสการลงทุนใหม่ทั่วภาคอุตสาหกรรมไทย   AI และหุ่นยนต์ จุดประกายโอกาสใหม่ของภาคอุตสาหกรรม   แม้ AI จะยังไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการทำธุรกรรม M&#38;A ในประเทศไทย แต่เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มมีบทบาทต่อการตัดสินใจลงทุนและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมแล้ว โดยเฉพาะผ่านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment: FDI) ในภาคการผลิตขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล  นาย สตีฟ มองว่า ในอนาคตประเทศไทยมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบนิเวศที่เติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ที่สามารถรับรู้ ทำความเข้าใจ และลงมือทำในโลกจริงผ่านอุปกรณ์ทางกายภาพ (physical AI) หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ผ่านการจัดหาชิ้นส่วนและศักยภาพด้านการผลิตให้แก่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับผู้ใช้งานปลายทาง  “Physical AI และหุ่นยนต์ถือเป็นโอกาสสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว ซึ่งถึงแม้ว่าจุดแข็งของไทยอาจไม่ใช่การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ แต่ก็มีศักยภาพในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนเทคโนโลยีนี้ โดยบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตขั้นสูงของไทยมีขีดความสามารถหลายด้านที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อรองรับตลาดเกิดใหม่นี้ได้” เขา กล่าว  อย่างไรก็ตาม บุคลากรยังเป็นความท้าทายสำคัญ โดยความพร้อมของทักษะด้าน AI วิทยาการข้อมูล และระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม จะเป็นตัวกำหนดว่าไทยจะสามารถคว้าโอกาสนี้ได้รวดเร็วเพียงใด  China+1 ยังคงดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ไทย  กลยุทธ์ ‘China Plus One’ หรือ ‘China+1’ ยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนการลงทุนที่สำคัญที่สุด หลังบริษัทผู้ผลิตในจีนเพิ่มฐานการผลิตหรือแหล่งจัดหานอกประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้า ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน  สำหรับประเทศไทย กลยุทธ์นี้ช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะจุดหมายของผู้ผลิตที่ต้องการฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง การเชื่อมโยงในภูมิภาค และการเข้าถึงตลาดอาเซียน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว การเข้าซื้อโรงงานหรือสินทรัพย์อุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วอาจใช้เวลาน้อยกว่าการสร้างฐานการผลิตใหม่ทั้งหมด นาย สตีฟ กล่าว  “China Plus One ได้เปลี่ยนจากแนวคิดที่เดิมอยู่ในวงสนทนาไปสู่กลยุทธ์การลงทุนที่เกิดขึ้นจริง หลายบริษัทกำลังมองหาฐานการผลิตนอกประเทศจีนเพื่อรองรับตลาดโลกอย่างจริงจัง สำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว การเข้าซื้อหรือปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์จากโรงงานที่มีอยู่ในประเทศไทย มักน่าสนใจกว่าการพัฒนาโครงการใหม่ตั้งแต่ต้น” เขา กล่าว  ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวกำลังสร้างโอกาสในภาคการผลิตอุตสาหกรรม วิศวกรรมและการก่อสร้าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/manufacturing/3755191">PwC ชี้การเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทยหนุนคลื่น M&amp;A ระลอกใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[AI reshapes global labour market into two distinct paths, rewarding human skills: PwC 2026 AI Jobs Barometer]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/general_en/3745953</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 08:24:33 +0700</pubDate>
				<category>general_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3745953</guid>

					<description><![CDATA[<p>AI is creating a ‘two-track’ labour market: ‘professionalised’ roles (in which AI acts like a force multiplier for experts, requiring more human-intensive skills) see greater growth across headcount and wages than ‘democratised’ roles (in which AI makes the role itself easier for non-experts to perform). Companies most able to use AI are seeing faster headcount [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/general_en/3745953">AI reshapes global labour market into two distinct paths, rewarding human skills: PwC 2026 AI Jobs Barometer</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC ชี้ AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลกเป็นสองเส้นทาง พร้อมเพิ่มคุณค่าของทักษะมนุษย์]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3745937</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 08:22:14 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3745937</guid>

					<description><![CDATA[<p>AI กำลังสร้างตลาดแรงงานโลกแบบ ‘สองเส้นทาง’ โดยงานที่ AI ช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญของมนุษย์เติบโตทั้งจำนวนตำแหน่งงานและค่าจ้างเร็วกว่างานที่ AI ทำให้ผู้ไม่มีประสบการณ์สามารถทำได้ง่ายขึ้น  บริษัทที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีการเติบโตของจำนวนพนักงานสูงกว่าบริษัทที่ใช้ AI น้อยกว่าอย่างชัดเจน โดย 52% เทียบกับ 36% และมีการเติบโตของค่าจ้างสูงกว่า 24% เทียบกับ 17%  กลุ่มบริษัทชั้นนำที่ใช้ AI ได้โดดเด่นที่สุดมีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นสูงถึง 163% เมื่อเทียบกับฐานปี 2561  ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน AI เติบโตเร็วกว่าตลาดงานโดยรวมเกือบ 8 เท่า ขณะที่พนักงานที่มีทักษะ AI ได้รับค่าจ้างเพิ่มพิเศษเฉลี่ย 62%  งานระดับแรกเข้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI มีแนวโน้มต้องการทักษะที่เดิมมักพบในบทบาทระดับอาวุโส เช่น การใช้วิจารณญาณ ความเป็นผู้นำ และความคิดสร้างสรรค์ มากกว่างานอื่นถึง 7 เท่า  PwC เผยรายงาน 2026 AI Jobs Barometer ระบุว่า AI กำลังเปลี่ยนทักษะที่นายจ้างต้องการจากบุคลากรมากที่สุด โดยเพิ่มความสำคัญของทักษะมนุษย์ เช่น การใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และภาวะผู้นำ ขณะที่องค์กรที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพยังคงขยายการจ้างงานได้เร็วกว่าองค์กรอื่น รายงานดังกล่าววิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานมากกว่าหนึ่งพันล้านตำแหน่งใน 6 ทวีป และพบว่า AI กำลังสร้างตลาดแรงงานโลกแบบ ‘สองเส้นทาง’ โดยงานกลุ่มหนึ่งได้รับการยกระดับให้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและดุลยพินิจของมนุษย์มากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง AI ช่วยให้ผู้ไม่มีประสบการณ์สามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น ผลการศึกษาพบว่า งานในกลุ่มที่ AI ช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญ เช่น นักรังสีวิทยา หรือ นักสรรหาบุคลากร มีการเติบโตของตำแหน่งงานมากกว่างานที่ AI ทำให้สามารถปฏิบัติได้ง่ายขึ้นถึงสองเท่า และมีการเติบโตของค่าจ้างสูงกว่า 42%  สำหรับงานระดับแรกเข้า AI กำลังเปลี่ยนความคาดหวังของนายจ้างอย่างมีนัยสำคัญ จากการวิเคราะห์ตำแหน่งงานระดับแรกเข้า 2.4 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ พบว่า งานที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงมีแนวโน้มต้องการทักษะที่โดยปกติมักพบในบทบาทระดับอาวุโส เช่น ความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารแบบเผชิญหน้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3745937">PwC ชี้ AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลกเป็นสองเส้นทาง พร้อมเพิ่มคุณค่าของทักษะมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC: Thailand’s entertainment and media industry set to reach around THB550 billion in 2026]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/business_en/3742429</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 16:38:40 +0700</pubDate>
				<category>business_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3742429</guid>

					<description><![CDATA[<p>Growth is expected to be driven by digital advertising and AI-enabled transformation  PwC forecasts that Thailand’s entertainment and media (E&#38;M) industry will generate total revenue of around THB550bn in 2026, representing  1.8% growth year-on-year, despite ongoing pressure on domestic consumption and broader economic uncertainty.  Growth is expected to be driven by continued shifts in advertising spending towards digital channels, as well [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/business_en/3742429">PwC: Thailand’s entertainment and media industry set to reach around THB550 billion in 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC คาดรายได้อุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อไทยปี 2569 แตะเกือบ 5.5 แสนล้านบาท แม้เศรษฐกิจชะลอตัว จากแรงหนุนโฆษณาดิจิทัลและ AI]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3742381</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 16:23:27 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3742381</guid>

					<description><![CDATA[<p>PwC คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อของไทยจะมีมูลค่ารายได้รวมแตะเกือบ 5.5 แสนล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.8% จากปีก่อน แม้เศรษฐกิจในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยการเติบโตได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินโฆษณาที่เคลื่อนย้ายสู่ช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการขยายตัวของธุรกิจวิดีโอเกมและอีสปอร์ต และบริการวิดีโอแบบ OTT แนะผู้ประกอบการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายเพื่อสร้างความแตกต่างในยุค AI ได้อย่างยั่งยืน รายงาน Global Entertainment &#38; Media Outlook 2026-2030 ของ PwC ระบุว่า รายได้รวมของอุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อ (E&#38;M) ของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 545,635 ล้านบาทในปี 2569 จาก 535,810 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 616,054 ล้านบาทภายในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (compound annual growth rate: CAGR) ที่ 3.1% โดยมีการเติบโตของสื่อดิจิทัล โดยเฉพาะโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจวิดีโอเกมและอีสปอร์ต และบริการวิดีโอแบบ OTT (over-the-top) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่สื่อแบบดั้งเดิมยังคงเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและการโยกย้ายเม็ดเงินโฆษณาไปยังช่องทางดิจิทัลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางสาว ธิตินันท์ แว่นแก้ว หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า: “แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่อุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อยังคงเติบโตได้จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านดิจิทัลมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ วัดผลได้ชัดเจน และใช้ประโยชน์จาก AI และข้อมูลเชิงลึกเพื่อยกระดับประสิทธิภาพทางการตลาดได้ดีกว่าสื่อแบบดั้งเดิม” รายงานของ PwC ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลรายได้และแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อ 12 กลุ่มธุรกิจใน 53 ประเทศและอาณาเขตทั่วโลก ยังระบุว่า ในปี 2569 กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นในประเทศไทย ได้แก่ โฆษณาออนไลน์ หรือโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต (เติบโต 13% จากปีก่อน เป็น 66,842 ล้านบาท) บริการวิดีโอแบบ OTT (เติบโต 11% จากปีก่อน เป็น 22,865 ล้านบาท) และธุรกิจวิดีโอเกมและอีสปอร์ต (เติบโต 12% จากปีก่อน เป็น 52,268 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น และความสามารถของผู้ประกอบการในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โฆษณาดิจิทัล วิดีโอเกม และอีสปอร์ต ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด รายงานของ PwC คาดว่า รายได้จากธุรกิจโฆษณาออนไลน์ของไทยจะเพิ่มขึ้น 41.5% ภายในปี 2573 แตะ 94,601 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจวิดีโอเกมและอีสปอร์ตจะเพิ่มขึ้น 41% แตะ 71,028 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน การเติบโตดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ทั้งการรับชมวิดีโอออนไลน์ การใช้โซเชียลมีเดีย และการเล่นเกมผ่านอุปกรณ์พกพา ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาเคลื่อนย้ายจากสื่อดั้งเดิมไปสู่ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (personalisation) และการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (influencer marketing) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น สำหรับธุรกิจวิดีโอเกมและอีสปอร์ต การเข้าถึงสมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย รวมถึงความนิยมของเกมที่เข้าถึงผู้เล่นในวงกว้างและการเติบโตของช่องทางดิจิทัล ส่งผลให้ตลาดยังคงมีศักยภาพในการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และสามารถดึงดูดผู้เล่นกลุ่มใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมได้มากขึ้น AI เร่งการเปลี่ยนแปลง แต่ ‘ประสบการณ์ที่เป็นมนุษย์’ ยังคงสร้างคุณค่า แม้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการสร้าง กระจาย และสร้างรายได้จากคอนเทนต์อย่างรวดเร็ว แต่รายงานของ PwC ชี้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ยังคงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงคือความต้องการของผู้คนในการเชื่อมต่อ เรียนรู้ และมีส่วนร่วมในประสบการณ์ที่มีความหมาย ส่งผลให้กิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต กีฬา อีเวนต์ หรือคอนเทนต์เชิงโต้ตอบ ยังคงได้รับความนิยมและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง นางสาว ธิตินันท์ กล่าวต่อว่า ความท้าทายในระยะต่อไปสำหรับผู้ประกอบการไม่ใช่เพียงการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ แต่คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึกเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจและมีความหมายต่อผู้บริโภค องค์กรที่สามารถผสานศักยภาพของ AI เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพของคอนเทนต์ และการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภค จะสามารถสร้างคุณค่าที่แตกต่างและเสริมความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว “ในอนาคต ผู้ชนะในอุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อจะไม่ใช่องค์กรที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือองค์กรที่สามารถผสาน AI ข้อมูลเชิงลึก และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย ตอบโจทย์ผู้บริโภค [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3742381">PwC คาดรายได้อุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อไทยปี 2569 แตะเกือบ 5.5 แสนล้านบาท แม้เศรษฐกิจชะลอตัว จากแรงหนุนโฆษณาดิจิทัลและ AI</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[Thailand’s healthcare sector shifts towards preventive and personalised care, says PwC]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/business_en/3735351</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2026 13:22:22 +0700</pubDate>
				<category>business_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3735351</guid>

					<description><![CDATA[<p>BANGKOK, 29 June 2026 – Thailand’s healthcare sector is undergoing a fundamental shift from a ‘treat when sick’ model to one focused on prevention and personalised care, driven by advances in artificial intelligence (AI), increased use of data and changing consumer expectations, PwC Thailand says. The transformation is reshaping the healthcare landscape, requiring providers to adapt [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/business_en/3735351">Thailand’s healthcare sector shifts towards preventive and personalised care, says PwC</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC ชี้เทรนด์เฮลแคร์ไทยพลิกสู่การป้องกันและการดูแลเฉพาะบุคคล หนุนองค์กรเร่งใชข้อมูลและ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบ]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3735216</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2026 11:45:00 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3735216</guid>

					<description><![CDATA[<p>PwC ประเทศไทย เผยอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพของไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากโมเดล ‘รักษาเมื่อป่วย’ สู่ ‘การดูแลเชิงป้องกันเฉพาะบุคคล’ ตามกระแสโลก โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก AI การใช้ข้อมูล และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ผู้ให้บริการต้องเร่งปรับตัวเพื่อแข่งขันในระบบนิเวศที่กำลังขยายข้ามอุตสาหกรรม นางสาว ศนิชา อัครกิตติลาภ หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดการดูแลสุขภาพ (healthcare) ของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีด้านสุขภาพ และการดูแลสุขภาพให้มีอายุยืนยาว (longevity) โดยได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ผลกระทบจากโควิด–19 ปัญหาฝุ่น PM2.5 และการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพผ่านช่องทางดิจิทัลที่สะดวกขึ้น “ทุกวันนี้โครงสร้างของอุตสาหกรรมด้านสุขภาพกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่แค่เทรนด์ระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากผู้บริโภค เทคโนโลยี และเม็ดเงินลงทุน ซึ่งกำลังเร่งให้ระบบด้านสุขภาพขยับจากการรักษา ไปสู่การป้องกันและการดูแลแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น” นางสาว ศนิชา กล่าว “ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคในวันนี้มีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการเข้าถึงข้อมูล การเปรียบเทียบบริการ และการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำได้สะดวกและรวดเร็ว ส่งผลให้ ‘ผู้บริโภคสุขภาพ’ มีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น และคาดหวังประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ให้บริการจึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับทั้งคุณภาพการดูแลและประสบการณ์ผู้ป่วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปได้อย่างแท้จริง” เธอ กล่าว ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงาน Global Health Report ของ PwC ระบุว่า อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก AI ข้อมูล และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้โมเดลการดูแลสุขภาพกำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อป่วย (reactive care) ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า (preventive care) และการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่คือการเพิ่มคุณภาพชีวิต (healthspan) ที่ดีในระยะยาว ข้อมูลและ AI: กลไกสำคัญของการดูแลสุขภาพยุคใหม่ นางสาว ศนิชา กล่าวต่อว่า ‘ข้อมูล’ จะเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพในระยะต่อไป โดยผู้บริโภคจะยิ่งมีความต้องการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเองได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เช่น ผ่านแอปพลิเคชัน หรือรายงานดิจิทัล แทนการเข้าถึงระบบแบบดั้งเดิมที่ต้องขอเอกสารจากสถานพยาบาล ทั้งนี้ องค์กรควรเร่งพัฒนาความสามารถด้านการจัดการข้อมูลและการวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อรองรับการดูแลเชิงคาดการณ์ (predictive care) และการบริการที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี และการกำกับดูแลข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง ผู้ให้บริการจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลตลอดวงจร (data lifecycle) ควบคู่กับการยกระดับมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ นอกจากนี้ AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ์อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ โดยมีบทบาทในการคาดการณ์โรคล่วงหน้า สนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ และยกระดับการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ข้อมูลจากรายงาน Global Digital Trust Insights ประจำปี 2568 ของ PwC ระบุว่า ผู้นำในอุตสาหกรรมเฮลแคร์เพียง 24% มั่นใจว่าสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้ ขณะที่มีเพียง 19% ที่มั่นใจในการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้าน AI ระบบนิเวศเฮลแคร์ไทยขยายสู่ความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม  ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า นางสาว ศนิชา กล่าวว่า อุตสาหกรรมเฮลแคร์ของไทยจะพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี ค้าปลีก ประกันภัย หรือการขนส่ง โดยรูปแบบบริการจะผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างชัดเจน เช่น การดูแลสุขภาพที่บ้านผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีและระบบการสื่อสารเพื่อบริการด้านสุขภาพ การแพทย์ทางไกล (telehealth) และบริการสุขภาพแบบครบวงจร “ในอนาคต การแข่งขันจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ให้บริการด้านสุขภาพแบบดั้งเดิม แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่างผู้เล่นในระบบนิเวศที่หลากหลาย ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องปรับโมเดลธุรกิจเดิมจาก hospital-centric มาลงทุนในเทคโนโลยี ข้อมูล และการสร้างพันธมิตร เพื่อขยายระบบนิเวศของธุรกิจเฮลแคร์ และรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวมากขึ้น” เธอกล่าว </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3735216">PwC ชี้เทรนด์เฮลแคร์ไทยพลิกสู่การป้องกันและการดูแลเฉพาะบุคคล หนุนองค์กรเร่งใชข้อมูลและ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[Thailand infrastructure investment projected to hit THB21 trillion by 2050]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/finance_en/3728347</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 17:17:20 +0700</pubDate>
				<category>finance_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3728347</guid>

					<description><![CDATA[<p>Closing the infrastructure gap will be critical to long-term competitiveness, PwC says Annual infrastructure spending in Thailand is expected to rise from USD18bn in 2024 (approximately THB589bn)[1] to USD28 billion (approximately THB900bn) by 2050, bringing cumulative investment to USD641bn, or around THB21tn.  Transport will remain the largest investment segment through 2050, accounting for 44% of total investment, while power [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/finance_en/3728347">Thailand infrastructure investment projected to hit THB21 trillion by 2050</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC แนะไทยเร่งปิดช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน คาดเม็ดเงินลงทุนแตะ 21 ล้านล้านบาทในปี 2593]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3728064</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 12:18:33 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3728064</guid>

					<description><![CDATA[<p>การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยต่อปี คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 (ราว 5.89 แสนล้านบาท)[1] เป็น 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9 แสนล้านบาท) ในปี 2593 ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนสะสมอยู่ที่ 641 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแตะระดับ 21 ล้านล้านบาท   ภาคคมนาคมจะยังเป็นภาคส่วนที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงที่สุดจนถึงปี 2593 โดยคิดเป็น 44% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานคาดว่าเป็นภาคส่วนที่เติบโตเร็วที่สุด  การลงทุนในอาคารศูนย์ข้อมูล จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมรวมประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.5 แสนล้านบาท)   PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ท่ามกลางแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวที่คาดว่ามูลค่าการลงทุนสะสมจะสูงถึง 21 ล้านล้านบาทภายในปี 2593 จากการเร่งลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ  ผลวิเคราะห์จากรายงาน PwC Global Infrastructure Outlook ปี 2593 ระบุว่า การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2593 หรือเติบโตราว 56% สะท้อนความจำเป็นในการเร่งปิดช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure gap) ของประเทศ  ในระดับโลก รายงานชี้ว่า เม็ดเงินลงทุนกำลังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าการลงทุนต่อปีจะเพิ่มขึ้นจาก 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 6.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2593 ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มูลค่าการลงทุนสะสมทั่วโลกคาดว่าจะสูงถึง 151.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนการเร่งลงทุนของประเทศต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง การใช้พลังงานไฟฟ้า (electrification) และการเติบโตของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล  ทั้งนี้ ภาคคมนาคมยังคงเป็นสัดส่วนหลักของการลงทุนในไทย คิดเป็นประมาณ 44% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัลกำลังเร่งตัว โดยเฉพาะการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data centre) และเครือข่ายที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  นาย ณัฏฐ์ อัสดิษฐ์สกุล หุ้นส่วนสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า   “ประเทศไทยยังเผชิญช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน ระหว่างความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและศักยภาพที่มีอยู่จริง ซึ่งยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นจากเมกะเทรนด์โลก ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การลงทุนไม่ได้เป็นเพียงการรองรับการเติบโต แต่เป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”  นาย ณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า โอกาสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะกระจุกตัวในสามด้านหลัก ได้แก่  โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะdata centre ในพื้นที่ EEC ซึ่งแม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีขนาดการลงทุนสูงที่สุดของโลก แต่ในระดับเอเชียก็ถือเป็นตลาดที่มีความเคลื่อนไหวและมีโอกาสการลงทุนค่อนข้างโดดเด่น   โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง จากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยไทยยังมีการลงทุนต่อเนื่องในโครงการสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ &#8211; โคราช &#8211; หนองคาย รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การขยายเส้นทางของระบบขนส่งมวลชลทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเครือข่ายมอเตอร์เวย์เส้นทางใหม่ ๆ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3728064">PwC แนะไทยเร่งปิดช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน คาดเม็ดเงินลงทุนแตะ 21 ล้านล้านบาทในปี 2593</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC named a global leader in Sustainability Consulting]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/business_en/3719033</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2026 12:49:22 +0700</pubDate>
				<category>business_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3719033</guid>

					<description><![CDATA[<p>BANGKOK, 8 May 2026 – PwC has been named as a global leader in sustainability consulting by Verdantix, an independent research and advisory firm, in its Green Quadrant: Sustainability Consulting (2026) report.  The recognition reflects PwC’s strong capabilities in delivering sustainability services that are closely integrated with business strategy, helping organisations translate sustainability ambitions into tangible commercial value.  According to [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/business_en/3719033">PwC named a global leader in Sustainability Consulting</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน จาก Verantix]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3719030</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2026 12:49:08 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3719030</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ, 8 พฤษภาคม 2569 – PwC ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ผู้นำระดับโลกด้านการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน จาก Verdantix บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาอิสระระดับนานาชาติ ในรายงาน Green Quadrant: Sustainability Consulting (ปี 2569) ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของ PwC ในการส่งมอบบริการด้านความยั่งยืนที่ผสานเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ และสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ได้จริง  Verdantix ระบุว่า จุดแข็งของ PwC อยู่ที่แนวทางการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน (sustainability consulting) ที่ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจและมุงสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงปี 2567–2568 องค์กรทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในฐานะเครื่องมือสร้างมูลค่าทางธุรกิจ มากกว่าการมุ่งตอบโจทย์การปฏิบัติตามข้อกำหนดเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ รายงานระบุว่า PwC สามารถปรับแนวทางการบริการได้อย่างรวดเร็ว โดยเชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับปัจจัยขับเคลื่อนด้านการเงิน การดำเนินงาน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร นอกจากนี้ PwC ยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาทักษะของผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน เพื่อแปลงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่สามารถวัดผลได้ ส่งผลให้ฐานลูกค้าขยายจากผู้บริหารด้านความยั่งยืน (Chief Sustainability Officers: CSOs) ไปสู่ผู้บริหารระดับสูงด้านการเงิน (CFOs) ด้านการปฏิบัติการ (COOs) และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (CIOs) รวมถึงการเพิ่มขึ้นของโครงการเปลี่ยนผ่านองค์กรที่ผสานประเด็นความยั่งยืนไว้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลักโดยรวม ยิ่งไปกว่านั้น PwC ยังโดดเด่นด้านการให้บริการด้านความยั่งยืนแบบครบวงจร (end-to-end sustainability delivery) สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ โดยเชื่อมโยงกลยุทธ์ การรายงานผล และการลงมือปฏิบัติเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมใช้ข้อมูลด้านความยั่งยืนในฐานะข้อมูลทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการดำเนินงานและการลงทุนในระยะยาว ด้วยเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมในระดับภูมิภาคและประเทศ ช่วยให้ PwC สามารถส่งมอบโซลูชันด้านความยั่งยืนที่ขยายผลได้ในระดับโลก ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงบริบทเฉพาะของแต่ละตลาด นางสาว ลินน์ บาเบอร์ รองหัวหน้ากลุ่มลูกค้าด้านความยั่งยืนระดับโลก และหุ้นส่วนของ PwC ประเทศสหราชอาณาจักร กล่าวว่า: “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ PwC ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนจาก Verdantix เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน องค์กรจำเป็นต้องบูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในทุกมิติของการดำเนินงาน ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเท่านั้น แต่เพื่อสร้างมูลค่าอย่างแท้จริง ผ่านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างชาญฉลาดและรวดเร็วยิ่งขึ้น” ด้านนาย ชยาธร ฉันท์เรืองวณิชย์ หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนและ ESG บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า: “การที่ PwC ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนจาก Verdantix ตอกย้ำมุมมองของเราที่ไม่ได้มองว่าความยั่งยืนเป็นเพียงเรื่องของการรายงานหรือการปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างคุณค่าและการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว ในฐานะที่ PwC เป็นเครือข่ายระดับโลกทำให้เราสามารถเชื่อมโยงกลยุทธ์ เทคโนโลยี และข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นระบบและวัดผลได้จริง ซึ่งในส่วนของ PwC ประเทศไทยเอง เราได้นำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติระดับสากลมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทขององค์กรไทย ในช่วงเวลาที่ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการเข้าถึงเงินทุน ความสามารถในการแข่งขัน บริหารความเสี่ยง และสร้างมูลค่าแก่ธุรกิจ”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3719030">PwC ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน จาก Verantix</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[PwC ชี้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก AI กว่า 75% กระจุกตัวใน 20% ขององค์กรชั้นนำ ขณะที่ผู้นำมุ่งใช้ AI เพื่อขับเคลืื่อนการเติบโตมากกว่าประสิทธิภาพ]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3715625</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 17:43:14 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3715625</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มบริษัทผู้นำด้าน AI มีโอกาสมากกว่าสองถึงสามเท่าในการใช้ AI เพื่อระบุและคว้าโอกาสการเติบโต รวมถึงยกระดับและปรับรูปแบบธุรกิจ  มีแนวโน้มมากกว่าสองเท่าในการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้ผสาน AI ตั้งแต่ต้น แทนการแค่เพิ่มเครื่องมือ AI เข้าไปในกระบวนการเดิม  มีแนวโน้มสูงกว่าเกือบสามเท่า (2.8 เท่า) ในการเพิ่มสัดส่วนการตัดสินใจแบบอัตโนมัติ พร้อมเดินหน้าเรื่องการกำกับดูแล AI มากกว่าองค์กรทั่วไป  PwC เผยผลการศึกษาใหม่ ‘AI Performance study’ พบ มีเพียงไม่กี่บริษัทที่กำลังก้าวหน้าอย่างชัดเจนในการแปลงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) ให้เป็นผลตอบแทนทางการเงินที่จับต้องได้ รายงานฉบับนี้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงจำนวน 1,217 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารของบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ครอบคลุม 25 อุตสาหกรรมทั่วโลก เพื่อประเมินทั้งรายได้และการเพิ่มประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจากการใช้ AI รวมถึงแนวทางการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้งานจริง  ผลการศึกษาพบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจจาก AI เกือบสามในสี่ (74%) ถูกครอบครองโดยองค์กรเพียงหนึ่งในห้า (20%) สะท้อนให้เห็นช่องว่างที่ชัดเจนและกว้างขึ้นระหว่างกลุ่มบริษัทผู้นำด้าน AI และธุรกิจส่วนใหญ่ที่ยังวนอยู่กับขั้นตอนการทดลอง (pilot) ใช้ AI  PwC ระบุว่า ความต่างของกลุ่มบริษัทผู้นำด้าน AI ไม่ได้อยู่ที่การใช้เครื่องมือ AI มากกว่าเท่านั้น แต่คือการใช้ AI เป็นตัวเร่งการเติบโตและพลิกโฉมธุรกิจ โดยมองหาโอกาสการสร้างรายได้ใหม่จากการบรรจบกันของอุตสาหกรรม (industry convergence) พร้อมวางรากฐานด้านข้อมูล ธรรมาภิบาล และความน่าเชื่อถือ ให้รองรับการขยายผลในวงกว้าง  นาย โจ แอทกินสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้าน AI ระดับโลกของ PwC กล่าวว่า  “หลายองค์กรเร่งทำโครงการนำร่องด้าน AI แต่มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถเปลี่ยนการทดลองให้เป็นผลตอบแทนทางการเงินที่วัดผลได้สิ่งที่ทำให้บริษัทที่เป็นผู้นำแตกต่างคือการใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ไม่ใช่แค่ลดต้นทุน และยังวางรากฐานให้ AI ขยายผลได้จริงและเชื่อถือได้”  ผู้นำด้าน AI ขนะเกมด้วยการเติบโต ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพ  รายงานระบุว่า องค์กรที่สร้างผลลัพธ์จาก AI ได้โดดเด่นที่สุดมองเทคโนโลยีดังกล่าวเป็น ‘เครื่องยนต์แห่งการพลิกโฉม’ โดยใช้เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและขยายโอกาสในการเติบโตนอกอุตสาหกรรมเดิม โดยบริษัทกลุ่มผู้นำด้าน AI รายงานว่า:  มีแนวโน้มมากกว่าคู่แข่ง 2.6 เท่าในการระบุว่า AI ช่วยขยายขีดความสามารถในการปรับรูปแบบธุรกิจ  มีแนวโน้มมากกว่าบริษัทอื่นสองถึงสามเท่าในการใช้ AI เพื่อระบุและคว้าโอกาสการเติบโตจากการบรรจบกันของอุตสาหกรรม เช่น การร่วมมือกับพันธมิตรนอกภาคอุตสาหกรรมหลักของตน  ทั้งนี้ PwC ระบุว่า โอกาสการเติบโตจากการบรรจบกันของอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานทางการเงินจาก AI สูงที่สุด โดยมีน้ำหนักมากกว่าการมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว  เน้นความไว้วางใจ-ระบบอัตโนมัติทำงานอย่างสอดผสานเพื่อสร้างผลลัพธ์  รายงานยังชี้ว่า วิธีที่กลุ่มผู้นำบริษัทนำ AI มาใช้ภายในองค์กรของตนนั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทที่มีผลลัพธ์ทางการเงินจาก AI ได้ดีที่สุดมีแนวโน้มมากกว่าเกือบสองเท่าในการนำ AI มาใช้ในรูปแบบขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานหลายอย่างภายใต้กรอบการกำกับ (guardrails) (1.8 เท่า) หรือการทำงานแบบสามารถตัดสินใจและปรับปรุงประสิทธิภาพได้เอง (autonomous, self-optimising) (1.9 เท่า)  นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทผู้นำด้าน AI ยังเร่งเพิ่มสัดส่วนการตัดสินใจที่เกิดขึ้นได้แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยการแทรกแซงจากมนุษย์ ในอัตราเกือบสามเท่า (2.8 เท่า) เมื่อเทียบกับบริษัทอื่น  PwC ระบุว่า ระบบอัตโนมัติของกลุ่มผู้นำเกิดจากการให้ความสำคัญกับ ‘ความไว้วางใจที่ขยายผลได้’ (trust [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3715625">PwC ชี้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก AI กว่า 75% กระจุกตัวใน 20% ขององค์กรชั้นนำ ขณะที่ผู้นำมุ่งใช้ AI เพื่อขับเคลืื่อนการเติบโตมากกว่าประสิทธิภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[Three-quarters of AI’s economic gains are being captured by just 20% of companies – with the leading companies focused on growth, not just productivity: PwC]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/business_en/3715622</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 17:42:30 +0700</pubDate>
				<category>business_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3715622</guid>

					<description><![CDATA[<p>The leading companies are approximately two to three times more likely to use AI to identify and pursue growth opportunities and reinvent their business model.  They are twice as likely to redesign workflows to incorporate AI rather than simply adding AI tools.   They are three times (2.8x) more likely to have increased the number of decisions made without human [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/business_en/3715622">Three-quarters of AI’s economic gains are being captured by just 20% of companies – with the leading companies focused on growth, not just productivity: PwC</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
	</channel>
</rss>
