<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
>
<channel>
	<title>ThaiPR.NET</title>
	<atom:link href="https://www.thaipr.net/tag/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thaipr.net/tag/เคพีเอ็มจี-ประเทศไทย</link>
	<description>Press Release Distribution Center of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Tue, 12 May 2026 16:13:30 +0700</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.1.1</generator>
	<item>
		<title><![CDATA[เคพีเอ็มจีจัดงาน “KPMG Business Leaders’ Summit 2023: Driving the Future” เชิญพันธมิตรจากองค์กรชั้นนำ ร่วมเสวนาทิศทางและสรุปโอกาสสำคัญเพื่อภาคธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3405080</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Nov 2023 08:14:05 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3405080</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคพีเอ็มจีจัดงาน “KPMG Business Leaders’ Summit 2023: Driving the Future” เชิญพันธมิตรจากองค์กรชั้นนำ ร่วมเสวนาทิศทางและสรุปโอกาสสำคัญเพื่อภาคธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน เคพีเอ็มจี ประเทศไทย จัดงานสัมมนา “KPMG Business Leaders’ Summit 2023: Driving the Future” ต้อนรับผู้ร่วมงานกว่า 200 คนจากหลายบริษัทชั้นนำในประเทศไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา พร้อมชูกลยุทธ์สำคัญและแนวคิดการบริหารจัดการเพื่อช่วยธุรกิจเติบโตต่อไปในอนาคต  เจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว เปิดเผยว่า “การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และการเติบโตขององค์กร ทำให้การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีกลยุทธ์ที่สามารถยืดหยุ่นเพื่อใช้ปรับเปลี่ยนและตรงความต้องการของลูกค้าได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว เคพีเอ็มจี ประเทศไทย จึงได้จัดงานสัมมนา KPMG Business Leaders’ Summit 2023: Driving the Future โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพันธมิตรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมเสวนาแบ่งปันข้อมูลด้านความท้าทายที่ภาคธุรกิจในประเทศไทยต้องเผชิญ รวมถึงทิศทางและโอกาสสำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยให้สามารถเติบโตต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน” ความท้าทายในด้านเศรษฐกิจโลก-ไทยที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3405080">เคพีเอ็มจีจัดงาน “KPMG Business Leaders’ Summit 2023: Driving the Future” เชิญพันธมิตรจากองค์กรชั้นนำ ร่วมเสวนาทิศทางและสรุปโอกาสสำคัญเพื่อภาคธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เคพีเอ็มจีและไมโครซอฟท์บรรลุข้อตกลงการนำ AI ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการให้บริการด้านวิชาชีพ]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3364760</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Aug 2023 10:40:51 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3364760</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคพีเอ็มจีและไมโครซอฟท์ ประกาศขยายความร่วมมือเพื่อยกระดับธุรกิจในหลากหลายขอบเขตที่สำคัญ ทั้งการพัฒนาบุคลากรให้ทันสมัย การพัฒนาระบบให้มีความปลอดภัย และการนำโซลูชั่นปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริการลูกค้า ในภาคอุตสาหกรรมและต่อสังคมอย่างแพร่หลาย ความร่วมมือระหว่างสององค์กรชั้นนำในครั้งนี้ เคพีเอ็มจีจะนำระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์และการนำบริการด้าน AI มาช่วยสร้างโอกาสในการเติบโตให้กับบริษัทฯในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ การขยายความร่วมมือครั้งนี้เคพีเอ็มจีสามารถสร้างความร่วมมือกับลูกค้า และพัฒนาประสบการณ์ของบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการตลอดจนสร้างความรับผิดชอบ ความน่าเชื่อถือ และส่งมอบงานบริการที่ปลอดภัยให้กับลูกค้า ด้วยความสามารถของระบบคลาวด์ไมโครซอฟท์ และ Azure OpenAI Service จะช่วยให้พนักงานเคพีเอ็มจีจํานวนกว่า 265,000 คนทั่วโลกสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น และใช้เวลากับการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ได้มากยิ่งขึ้น โดยพนักงานของเคพีเอ็มจีจะสามารถให้บริการลูกค้าของบริษัทฯ และลูกค้าร่วมระหว่าง 2 บริษัทอีกกว่า 2,500 ราย เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาใช้พัฒนาให้ธุรกิจลูกค้าสามารถก้าวไปข้างหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจ และส่งเสริมให้ลูกค้าประสบความสําเร็จได้สำหรับงานในโลกอนาคต เคพีเอ็มจีจะนำเทคโนโลยี ไมโครซอฟท์  365 Copilot และ Azure OpenAI Service มาใช้นำร่องกับบางกลุ่มธุรกิจทั่วโลก โดยจะนำความสามารถที่เพิ่มขึ้นของเครื่องมือและประสบการณ์ผนวกกับข้อมูลเชิงลึก และความเชี่ยวชาญของภาคส่วนต่างๆ เพื่อใช้ยกระดับการมีส่วนร่วมกับลูกค้าเพื่อเร่งการพัฒนาโซลูชั่นด้านดิจิทัลต่อไป บิลล์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3364760">เคพีเอ็มจีและไมโครซอฟท์บรรลุข้อตกลงการนำ AI ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการให้บริการด้านวิชาชีพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[อนาคตธุรกิจด้านสุขภาพ — ธุรกิจด้านสุขภาพยุคใหม่ต้องการความคล่องตัว รองรับเทคโนโลยีดิจิทัล และมีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3347348</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Jun 2023 09:15:30 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3347348</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในรายงานฉบับล่าสุด The Future of Healthcare เคพีเอ็มจีได้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ความท้าทายทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน การบริโภคที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของตลาด และการบริหารข้อมูลที่มีบทบาทในการก่อให้เกิดประโยชน์ รายงานยังสำรวจว่าปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการให้บริการและการบริโภคบริการด้านสุขภาพในอนาคตได้อย่างไร นอกจากนี้ รายงานยังนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการดูแลสุขภาพใหม่ๆ ขีดความสามารถและสถาปัตยกรรมขององค์กรที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งจำเป็นต่อรูปแบบเหล่านี้ และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในองค์กรที่ให้บริการสุขภาพ สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง ความเป็นจริงใหม่ (New reality) ของการดูแลลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ความคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงเมาจากดิจิทัลดิสรัปชั่น การปฏิรูปการในอุตสาหกรรม และประสบการณ์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการด้านการรักษาพยาบาลยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร ดังนั้นระบบสุขภาพจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการมากขึ้น องค์กรด้านสุขภาพที่ให้บริการดูแลเฉพาะบุคคล บริการดิจิทัล และผลิตภัณฑ์ควรวางตำแหน่งทางการตลาดที่ดีกว่าเดิมเพื่อมอบการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกันและประสบการณ์ที่ทันสมัย แรงงานในภาวะวิกฤต วิกฤตแรงงานมีส่วนบั่นทอนการให้บริการด้านสุขภาพในปัจจุบัน เนื่องจากบุคลากรเกิดความเหนื่อยล้าและความเจ็บป่วยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 องค์กรจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของแรงงานทั้งในปัจจุบันและระยะยาว การปรับปรุงการให้บริการสุขภาพให้ทันสมัยโดยลดขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากและไม่มีประสิทธิภาพผ่านโซลูชั่นดิจิทัลสามารถช่วยเร่งความก้าวหน้าได้ ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ผู้นำในระบบสุขภาพต้องมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์สมัยใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างรูปแบบรายได้ใหม่ๆ และมอบการดูแลที่สะท้อนมลค่าจากการฟื้นตัวทางการเงินจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลาดบริการสุขภาพเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจด้านสุขภาพกำลังมีการเปลี่ยนแปลงโดยผู้ให้บริการที่เข้ามาใหม่ เช่น สตาร์ทอัพและองค์กรต่างๆ รวมถึงผู้ให้บริการระดับโลกจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ขยายธุรกิจมาสู่บริการสุขภาพ ปัจจัยที่มีศักยภาพมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของการให้บริการสุขภาพสำหรับกลุ่ม ‘Disruptor’ หรือกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ธุรกิจที่ให้บริการแก่ผู้บริโภครายบุคคล หรือ B2C (ร้อยละ 26) การให้บริการด้านห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก (ร้อยละ 22) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3347348">อนาคตธุรกิจด้านสุขภาพ — ธุรกิจด้านสุขภาพยุคใหม่ต้องการความคล่องตัว รองรับเทคโนโลยีดิจิทัล และมีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เคพีเอ็มจี หนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เสริมกลยุทธ์ธุรกิจด้วยแนวทางสร้างมูลค่าด้วยการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืนในด้าน ESG ผ่าน 4 ขั้นตอน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3331679</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Apr 2023 11:31:49 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3331679</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคพีเอ็มจี ประเทศไทย แนะนำแนวทางการการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืนโดยสร้างคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) สี่ขั้นตอนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จของธุรกิจ เนื่องจากปัจจัยด้าน ESG มีความสำคัญต่อความสำเร็จและความยืดหยุ่นในการปรับตัวของธุรกิจในทุกภาคส่วนมากขึ้น เนื่องจากความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับองค์กรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้  ซัพพลายเออร์ และหน่วยงานของรัฐต่างเรียกร้องให้ธุรกิจคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การลงทุนในการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นสามารถให้ประโยชน์ต่อธุรกิจหลายประการ เช่น ต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง ความพึงพอใจของลูกค้าที่สูงขึ้น การเข้าถึงแหล่งทุนที่ดีขึ้นในเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย การเข้าถึงผู้มีความสามารถระดับสูง และชื่อเสียงขององค์กรที่ดีขึ้น เคพีเอ็มจี ได้วางแนวทางการสร้างมูลค่าผ่านกลยุทธ์ ESG ในสี่ขั้นตอนสำหรับ SME ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1: การเข้าใจใน ESG สร้างความมั่นใจว่าทุกคนในองค์กรเข้าใจแรงจูงใจ ประโยชน์ และแนวคิดที่สำคัญของ ESG ทั้งนี้ผู้บริหารทุกท่านให้การสนับสนุนนโยบาย ESG จากระดับบนจนถึงระดับล่าง รวมทั้งการมีส่วนร่วมกับผู้นำด้านต่างๆ ขององค์กรเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ ESG ที่ราบรื่นสำหรับพนักงานทุกคน  ขั้นตอนที่ 2: การพัฒนากรอบแนวทาง ESG รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตลาด คู่แข่ง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3331679">เคพีเอ็มจี หนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เสริมกลยุทธ์ธุรกิจด้วยแนวทางสร้างมูลค่าด้วยการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืนในด้าน ESG ผ่าน 4 ขั้นตอน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[อนาคตของธุรกิจโทรคมนาคม]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3328141</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Apr 2023 11:07:46 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3328141</guid>

					<description><![CDATA[<p>อนาคตของธุรกิจโทรคมนาคมเคพีเอ็มจีเผยข้อมูลเชิงลึก 4 โมเดลธุรกิจโทรคมนาคมในอนาคต และขั้นตอนที่จะช่วยให้ผู้บริหารตอบโจทย์ธุรกิจอนาคต สภาพตลาดในปัจจุบันสร้างความท้าทายต่อผู้ประกอบการในธุรกิจโทรคมนาคม แม้ว่ารายได้จะสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ความสามารถในการทำกำไรกำลังถูกกดดันเนื่องจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐาน 5G เพื่อรองรับความต้องการใช้งานบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และความต้องการที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการใช้งาน 5G ที่หลากหลาย ทั้งนี้การแข่งขันดังกล่าวร้อนแรงขึ้นจากทั้งผู้ประกอบการหลักในอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการใหม่จากอุตสาหกรรมอื่น โดยความคาดหวังของลูกค้าและตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านกฎระเบียบส่งผลต่อความไม่แน่นอนในอุตสาหกรรมนี้ ในรายงานล่าสุดเรื่อง Future of telco เคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล ได้พูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากกว่า 300 รายในองค์กรโทรคมนาคมทั่วโลก เพื่อระบุสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับสิ่งที่เคพีเอ็มจีเชื่อว่าจะเป็นโมเดลธุรกิจในอนาคตสำหรับองค์กรโทรคมนาคมที่สำคัญ 4 รูปแบบ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดและเติบโตในโลกแห่งความเป็นจริงใหม่ (New reality) องค์กรต่างๆ ควรพิจารณาถึงกลยุทธ์ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมโยงและสนับสนุนหน่วยงานทั้งส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนงานสนับสนุน เพื่อช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) สามารถสร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรได้ สัญญาณของการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ธุรกิจโทรคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน โดยเคพีเอ็มจี ได้ระบุและเจาะลึกถึงปัจจัยที่สำคัญที่สุดของธุรกิจซึ่งผู้บริหารควรพิจารณา ดังนี้ โมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิมกำลังถูกท้าทาย ความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ไฮเปอร์สเกลเลอร์ (ศูนย์ข้อมูลดิจิทัลที่ใช้การประมวลผลขนาดใหญ่) ที่มีการแข่งขันสูง ภาวะถดถอยทั่วโลกที่อาจเกิดขึ้น เทคโนโลยีสามารถสร้างโอกาสและภัยคุกคามใหม่ๆ การบรรลุเป้าหมายด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3328141">อนาคตของธุรกิจโทรคมนาคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เคพีเอ็มจีเผยผลสำรวจซีอีโอเทค ข้อมูลเชิงลึกด้านการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ความเสี่ยง ทาเลนท์ และ ESG ของอุตสาหกรรมเทคปี 2566 เป็นต้นไป]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3313653</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Mar 2023 13:46:13 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3313653</guid>

					<description><![CDATA[<p>การสำรวจล่าสุดด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของเคพีเอ็มจี (KPMG Technology Industry CEO Outlook) ซึ่งนำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลก 110 แห่ง พบว่าซีอีโอส่วนใหญ่ (ร้อยละ 85) มองว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อไปอีก 12 เดือน และความกังวลเร่งด่วนที่สุดสำหรับ ‘ซีอีโอเทค’ คือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจของตน อย่างไรก็ตาม ซีอีโอจำนวนมาก (ร้อยละ 86) มีความมั่นใจในโอกาสเติบโตของบริษัทในอีกสามปีข้างหน้า ทั้งจากการควบรวมกิจการ การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ หรือช่องทางอื่นๆ ทั้งนี้บริษัทเทคโนโลยีที่มุ่งมั่นในการรักษาบุคลากร รวมถึงการเพิ่มมูลค่าองค์กรโดยการลงทุนด้านไซเบอร์และ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล) จะได้รับประโยชน์สูงสุดในระยะยาว“ความกลัวต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงลักษณะการทำงานรูปแบบใหม่ แสดงให้เห็นว่าซีอีโอด้านเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม ซึ่งมักเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องสร้างสมดุลที่เหมาะสมเพื่อบริหารความเสี่ยงระยะสั้น โดยไม่ให้กระทบต่อการเติบโตในระยะยาว” มาร์ค กิบสัน หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม เคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีซีอีโอเทค มองว่าองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านดิจิทัล ควบคู่กับการบริหารจัดการภัยคุกคามจากภายนอกและอุปสรรคของการบริหารภายใน โดยร้อยละ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3313653">เคพีเอ็มจีเผยผลสำรวจซีอีโอเทค ข้อมูลเชิงลึกด้านการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ความเสี่ยง ทาเลนท์ และ ESG ของอุตสาหกรรมเทคปี 2566 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เคพีเอ็มจีเผยผลสำรวจ ผู้บริหารธุรกิจยานยนต์มองบวกด้านการเติบโต โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า แม้กังวลการจัดหาสินค้าและชิ้นส่วน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3302972</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Feb 2023 13:14:04 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3302972</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลสำรวจผู้บริหารธุรกิจยานยนต์ทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 23 ของเคพีเอ็มจี พบว่า ผู้บริหารร้อยละ 83 มั่นใจว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะเติบโตและมีกำไรมากขึ้นในอีกห้าปีข้างหน้า แต่ความคาดหวังด้านยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกในปี 2573 มีความเป็นจริงมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารยังคงกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการจัดหาสินค้าและส่วนประกอบต่างๆ รายงาน Annual Global Automotive Executive Survey ครั้งที่ 23 ของเคพีเอ็มจี สำรวจผู้บริหาร 915 ราย ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมใกล้เคียง พบว่าร้อยละ 83 มั่นใจว่าอุตสาหกรรมจะเห็นการเติบโตที่มีผลกำไรมากขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า เทียบกับร้อยละ 53 ของผลสำรวจปีที่แล้ว การสำรวจจาก ซีอีโอ ประธานบริษัท และประธานกรรมการบริหาร 207 คน พบว่าพวกเขาเฝ้าระวังผลลัพธ์ในระยะสั้นมากขึ้น เมื่อพิจารณาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจมหภาค “ผู้บริหารธุรกิจยานยนต์มองเชิงบวกอย่างมากต่ออนาคต แต่ขณะเดียวกัน ในความมั่นใจนั้นยังมีความจำเป็นในการเปลี่ยนความฝันของแวดวงยานยนต์ให้เป็นความจริง ผู้ผลิตรถยนต์ทุ่มเงินกว่าครึ่งล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพัฒนายานยนต์รุ่นใหม่ๆ ในโรงงานผลิตขั้นสูง และเพื่อให้เป็นไปตามความตั้งใจ บริษัทรถยนต์ต่างๆ จะต้องใช้หลายกลวิธีเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งบางวิธีจะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่บางวิธีอาจไม่ประสบผลสำเร็จ” แกรี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3302972">เคพีเอ็มจีเผยผลสำรวจ ผู้บริหารธุรกิจยานยนต์มองบวกด้านการเติบโต โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า แม้กังวลการจัดหาสินค้าและชิ้นส่วน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เคพีเอ็มจี เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจด้านกฎหมายในเอเชียแปซิฟิก โดยสำนักกฎหมายจาก ซิโก้ ลอว์ เข้าร่วมเครือข่าย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3278841</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Dec 2022 16:54:48 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3278841</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักกฎหมายมากกว่า 275 คน ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เตรียมเข้าร่วมบริษัทกฎหมายของเคพีเอ็มจี ทำให้เครือข่ายเคพีเอ็มจีมีศักยภาพด้านกฎหมายที่กว้างขวางในเอเชียแปซิฟิก และให้บริการครอบคลุมทั่วโลกใน 84 เขตการปกครอง องค์กรระดับโลก เคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศว่าสำนักงานกฎหมายและทีมงานจากเครือข่าย ซิโก้ ลอว์ ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายเคพีเอ็มจีข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้นักกฎหมายมากกว่า 275 คน เข้าร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษากฎหมายของเครือข่ายเคพีเอ็มจี ทำให้เคพีเอ็มจีมีศักยภาพด้านกฎหมายที่กว้างขวางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยนำเสนอบริการและโซลูชั่นผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั่วโลก และผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อปรับปรุงการทำงานด้านกฎหมายให้ทันสมัยทั่วทั้งองค์กรสจ็วต ฟุลเลอร์ หัวหน้าฝ่ายบริการด้านกฎหมายทั่วโลก เคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “การขยายธุรกิจครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้เชี่ยวชาญจากเคพีเอ็มจีที่จะสนับสนุนลูกค้าในการขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ ความต้องการความเชี่ยวชาญระดับท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ควบคู่ไปกับข้อมูลเชิงลึกและโซลูชั่นเทคโนโลยีระดับโลก อยู่ในระดับสูงมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สำหรับเครือข่ายเคพีเอ็มจี ข้อตกลงกับเครือข่ายกฎหมาย ซิโก้ จะเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็น 3,200 คน ในเขตการปกครอง 84 แห่ง โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดจะสนับสนุนลูกค้าในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญเชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ฮานิม ฮัมซาห์ หุ้นส่วนผู้จัดการระดับภูมิภาค เครือข่ายกฎหมาย ซิโก้ กล่าวเสริมว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นักกฎหมายของเราได้เข้าร่วมกับเครือข่ายเคพีเอ็มจีทั่วเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจะช่วยขยายข้อเสนอบริการด้านกฎหมาย และสร้างความเป็นผู้นำตลาดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า ก้าวธุรกิจนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในวันครบรอบ 35 ปีของเรา หมายความว่าเรากำลังรับฟังและตอบสนองต่อผู้เชี่ยวชาญของเราอย่างชาญฉลาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3278841">เคพีเอ็มจี เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจด้านกฎหมายในเอเชียแปซิฟิก โดยสำนักกฎหมายจาก ซิโก้ ลอว์ เข้าร่วมเครือข่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[รายงานของเคพีเอ็มจีเผย พลังงานหมุนเวียนเป็นปัจจัยสำคัญในการลดคาร์บอน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3270355</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2022 17:02:26 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3270355</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อตกลงการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าสำหรับองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Corporate Power Purchase Agreements: CPPA) เป็นแนวทางสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ในการดำเนินการตามแผนการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เคพีเอ็มจี เปิดตัวรายงาน &#8216;การลดคาร์บอนด้วยพลังงานหมุนเวียน: จากภูมิทัศน์ข้อตกลงการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าสำหรับองค์กรในเอเชียแปซิฟิก&#8217; (Decarbonization through renewable energy: Understanding Asia Pacific’s Corporate Power Purchase Agreement landscape) ซึ่งได้ให้ข้อมูลในภาพรวมของตลาดพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรายงานดังกล่าว ให้มุมมองที่ชัดเจนแก่องค์กรต่างๆ เกี่ยวกับตลาด CPPA รวมทั้งสรุปทั้งโอกาสและอุปสรรคในตลาดพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน โดยได้วิเคราะห์ในเชิงนโยบายและข้อบังคับของรัฐบาล ประเภทของข้อตกลงการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าขั้นพื้นฐานและสัญญาซื้อขาย และนโยบายและเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียนของโรงไฟฟ้ารายใหญ่ๆ นอกจากนี้ ยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบการวางแผนของตลาดพลังงานไฟฟ้า ข้อตกลงการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าขององค์กร (CPPA) การรับรองพลังงานหมุนเวียน นโยบาย และตัวอย่างการซื้อและการขายพลังงานไฟฟ้าขององค์กร จาก 12 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรายงานเน้นย้ำถึงแนวโน้มสำคัญ 6 ประการที่ขับเคลื่อนการพัฒนาตลาดพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคนี้ในอนาคต ตลาด CPPA ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงมีการพัฒนาน้อย แต่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ กรอบกฎเกณฑ์ที่จะปรับเปลี่ยนข้อบังคับเกี่ยวกับ CPPA มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การยุติมาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Feed-in-tariff: [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3270355">รายงานของเคพีเอ็มจีเผย พลังงานหมุนเวียนเป็นปัจจัยสำคัญในการลดคาร์บอน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[บริษัทชั้นนำของโลกปรับปรุงการรายงานสภาพภูมิอากาศ ไทยติดท็อป 10 ด้านการรายงานความยั่งยืน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3258401</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Oct 2022 09:04:23 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3258401</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการสำรวจล่าสุดจาก เคพีเอ็มจี เปิดเผยว่าแต่ละบริษัทมีการจัดทำรายงานความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทชั้นนำร้อยละ 79 ได้จัดทำรายงานความยั่งยืน บริษัทต่างๆ ปรับปรุงรายงานเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากคาร์บอนอย่างชัดเจน แต่ยังดำเนินการช้าเกินไปในหลายด้านสำคัญ ปัจจุบันบริษัทน้อยกว่าครึ่งที่มีการระบุว่าการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นความเสี่ยง จากการวิเคราะห์รายงานกว่าพันฉบับพบว่า บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกจำนวนน้อยกว่าครึ่งที่มีการรายงานเกี่ยวกับองค์ประกอบ &#8216;สังคม&#8217; และ &#8216;บรรษัทภิบาล&#8217; ของ ESG เคพีเอ็มจี ได้ให้คำแนะนำต่างๆ ด้านการรายงานความยั่งยืน เช่น บริษัทที่เปลี่ยนจากแนวทางการให้ข้อมูล มาสู่การใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและให้หลักฐานการดำเนินการ การสำรวจรายงานความยั่งยืนของเคพีเอ็มจี (KPMG Survey of Sustainability Reporting) เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2536 และจัดทำขึ้นทุกๆ สองปี โดยฉบับของปีนี้วิเคราะห์รายงานความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) จาก 5,800 บริษัทใน 58 ประเทศและเขตการปกครอง ผลการสำรวจที่เผยแพร่ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ายังมีความไม่สอดคล้องระหว่างความเร่งด่วนในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเท่าเทียมทางสังคม กับ &#8220;ผลลัพธ์ที่จับต้องได้&#8221; ที่ธุรกิจต้องเปิดเผย ผลการสำรวจล่าสุดเปิดเผยว่า การรายงานความยั่งยืนได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัท 250 อันดับแรกของโลกหรือที่รู้จักกันในชื่อ G250 เกือบทั้งหมดจัดทำรายงานความยั่งยืน โดยบริษัทในกลุ่มนี้ร้อยละ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3258401">บริษัทชั้นนำของโลกปรับปรุงการรายงานสภาพภูมิอากาศ ไทยติดท็อป 10 ด้านการรายงานความยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[KPMG และ HSBC ออกรายงานเกี่ยวกับบริษัทสตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอนาคต]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3216658</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Jul 2022 11:22:33 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3216658</guid>

					<description><![CDATA[<p>KPMG และ HSBC ออกรายงานเกี่ยวกับบริษัทสตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอนาคต และได้ระบุเหล่าบริษัทที่มีโอกาสเป็นยูนิคอร์น รวมถึงปัจจัยเร่งการเติบโตขององค์กรเหล่านี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ในฐานะที่เป็นแหล่งขับเคลื่อนการเจริญเติบโตและสร้างรายได้ของโลกนั้นมีเหล่าสตาร์ทอัพมากมายที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและช่องทางการตลาดแบบแนวดิ่งเพื่อสร้างกระแสเติบโตด้านดิจิทัล KPMG และ HSBC ได้ออกรายงานชื่อ Emerging Giants in Asia Pacific ซึ่งเป็นการศึกษาธุรกิจในเศรษฐกิจกระแสใหม่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ที่มีศักยภาพในการเติบโตและมีอิทธิพลต่อแวดวงธุรกิจโลกในทศวรรษข้างหน้า ได้มีการสำรวจสตาร์ทอัพที่เน้นการใช้เทคโนโลยีกว่า 6,472 บริษัทและประเมินมูลค่าได้กว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 12 ตลาด รวมถึงประเทศไทยด้วย และในแต่ละตลาดได้มีการบ่งชี้ 10 บริษัทที่จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอนาคต (Emerging Giants) นอกจากนี้รายงานฉบับนี้ยังจัดลำดับ Emerging Giants 100 แห่งที่มีแนวโน้มดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคอีกด้วย ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจที่มีการเจริญเติบโตเต็มที่ด้านเทคโนโลยีในเอเชียแปซิฟิคเป็นแหล่งบ่มฟักธุรกิจมูลค่าหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐได้อย่างรวดเร็วและมากมาย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) คาดการณ์ว่าระบบเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) และเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาจะมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงร้อยละ 20 โดยที่ในปีนี้เหล่า Emerging Giants หรือสตาร์ทอัพที่มีอิทธิพลและมีเป้าหมายที่จะเป็นยูนิคอร์น เป็นข้อชี้วัดที่ชัดเจนถึงอัตราการเจริญเติบโตที่ก้าวกระโดดของภูมิภาคนี้จากรายงานฉบับนี้พบว่าการที่มีช่องทางการตลาดแบบแนวดิ่ง (Sector [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3216658">KPMG และ HSBC ออกรายงานเกี่ยวกับบริษัทสตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การวิจัยล่าสุดพบว่าความยืดหยุ่นและการฟื้นฟูเป็นปัจจัยผลักดันธุรกิจครอบครัวในปัจจุบัน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3202361</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jun 2022 08:48:34 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3202361</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานประจำปีของ KPMG Private Enterprise และ STEP Project Global Consortium พบว่าความผูกพันและการสร้างโอกาสสำหรับผู้นำรุ่นถัดไปในการรับมือกับความเสี่ยงและการสะสมประสบการณ์นอกธุรกิจครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวในอนาคต รายงานเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวทั่วโลกของ KPMG Private Enterprise และ STEP Project Global Consortium เผยว่าผลประกอบการที่ยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวเกิดจากลักษณะเฉพาะบางประการและความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างของผู้นำรุ่นต่อมาที่เหมาะกับโมเดลธุรกิจของบริษัทนั้นๆ รายงาน “The regenerative power of family business – Transgenerational entrepreneurship” ได้สำรวจข้อมูลเชิงลึกจาก CEO และผู้บริหาร 2,439 รายจากธุรกิจครอบครัวใน 70 ประเทศและเขตการปกครองทั่วโลก ซึ่งรายงานนี้พบว่าปัจจัยร่วมที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวมีความยืดหยุ่นและมีความสามารถในการฟื้นฟู มีสามอย่างด้วยกันคือ การมีคุณลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurial orientation) การมีความผูกพันกับองค์กร (Emotional attachment) และการที่ผู้นำรุ่นต่อไปมีการแสวงหาประสบการณ์ภายนอกธุรกิจครอบครัวของตน ประเด็นสำคัญที่ได้จากการสำรวจ: ผู้นำรุ่นถัดไปต่างตักตวงประสบการณ์ทำงานจากนอกธุรกิจครอบครัวก่อน และบ่อยครั้งมักได้เงินทุนจำนวนเล็กน้อยจากครอบครัวเพื่อฝึกการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งพบว่าสำหรับธุรกิจครอบครัวที่ได้ถูกสำรวจในการวิจัยครั้งนี้ การปฏิบัติในลักษณะนี้ส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อผลประกอบการบริษัทในระยะยาวสมาชิกในครอบครัวที่มีโอกาสเป็นผู้นำรุ่นต่อไปต่างได้รับการศึกษาในแง่การคำนวณและบริหารความเสี่ยง ซึ่งสอดคล้องกับหนึ่งในสามปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวในปัจจุบัน ซึ่งก็คือ Entrepreneurial orientation [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3202361">การวิจัยล่าสุดพบว่าความยืดหยุ่นและการฟื้นฟูเป็นปัจจัยผลักดันธุรกิจครอบครัวในปัจจุบัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[หัวใจสำคัญของการควบรวมกิจการ: การตรวจสอบสถานะของกิจการด้านกฎหมาย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3192675</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 May 2022 08:36:14 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3192675</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปี 2564 การควบรวมกิจการ หรือ Merger &#38; Acquisitions (M&#38;A) มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นกว่าปี 2563 ซึ่งปี 2564 ถือเป็นปีที่ยอดรวมการทำ M&#38;A สูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก โดยองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ในไทยได้ใช้โอกาสจากความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มากขึ้นเพื่อลงทุนในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูงแม้จะอยู่ในสภาพการเติบโตที่ต่ำ โดยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จุดประกายให้มีการลงทุนสูงขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางด้านดิจิทัล ซึ่งตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เห็นได้ชัดว่าพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ถึงแม้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะมีการชะลอตัวเนื่องจากมาตรการการลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในช่วงปลายปีที่แล้ว เรายังคาดการณ์ว่าการทำ M&#38;A จะยังคงมีอยู่ต่อเนื่องและหลากหลายตลอดปีนี้ โดยเฉพาะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเปลี่ยนแปลง (Digital transformation) การถอนการลงทุนและการสร้างความหลากหลายทางธุรกิจ (Divestments and diversification) การร่วมมือกันเพื่อลดต้นทุน (Synergy capture) การประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) และการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้ลงทุนประเภท Private Equity และ Venture Capital “เนื่องจากในประเทศไทยมีการทำ M&#38;A ที่เพิ่มขึ้น เราจึงขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบสถานะของกิจการ (Due diligence) ที่ครบถ้วนและครอบคลุม” คุณบุญญาพร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3192675">หัวใจสำคัญของการควบรวมกิจการ: การตรวจสอบสถานะของกิจการด้านกฎหมาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เคพีเอ็มจี เปิดเผยความก้าวหน้าด้าน ESG โดยเฉพาะความสำเร็จด้าน Planet, People, Prosperity และ Governance]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3186927</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 May 2022 10:53:22 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3186927</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปี 2564 เคพีเอ็มจีได้ประกาศแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล หรือ ESG เป็นครั้งแรกภายใต้รายงาน Our Impact Plan ซึ่งเป็นการรวบรวมปณิธานของเดิมและที่ดำเนินการอยู่ด้าน ESG เข้าไว้ด้วยกัน โดยให้ความสำคัญ 4 ด้านหลักคือ โลก (Planet) คน (People) การเติบโต (Prosperity) และบรรษัทภิบาล (Governance) ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจของเคพีเอ็มจีที่มีต่อการยึดมั่นในกรอบความร่วมมือการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact principals) โดยปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals – SDGs) ในวันนี้ เคพีเอ็มจี ประเทศไทยได้เผยแพร่รายงานผลสำเร็จและความคืบหน้าของแผนงานนี้ โดยเป็นความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทุกคนและผู้บริหารของเคพีเอ็มจี ประเทศไทย ซึ่งผลสำเร็จในปี 2564 มีดังนี้ โลก: ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุเน็ตซีโร่ (Net-zero carbon emission) ภายในปี 2573 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Gross emission) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3186927">เคพีเอ็มจี เปิดเผยความก้าวหน้าด้าน ESG โดยเฉพาะความสำเร็จด้าน Planet, People, Prosperity และ Governance</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การเงินสีเขียว: อีกก้าวที่จำเป็นสู่อนาคตที่ยั่งยืน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3175966</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Apr 2022 16:03:05 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3175966</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจ และน่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า รัฐบาล นักลงทุน องค์กร ทั่วโลกต่างเริ่มดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยใช้กลยุทธ์การลดคาร์บอน หรือ Decarbonization โดยที่หลายประเทศและองค์กรเอกชนต่างให้คำมั่นสัญญาที่จะบรรลุเป้าหมายเน็ตซีโร่ (Net Zero) หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งแรงกดดันจากลูกค้า นักลงทุน หน่วยงานกำกับดูแลพนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายนั้นเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างไรก็ตามความตั้งใจและคำมั่นสัญญาจำเป็นที่จะต้องตามมาด้วยการลงมือทำ และแน่นอน เงินทุน การเปลี่ยนเข้าสู่เศรษฐกิจที่ไร้การปล่อยคาร์บอน จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเงินสีเขียว (Green finance) เพื่อที่จะสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG emissions) และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเข้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายได้ประมาณการเงินทุนที่คาดว่าจะต้องใช้ในจำนวนที่ต่างกันออกไป แต่ทุกฝ่ายคาดว่าจะอยู่ในหลักล้านล้านเหรียญสหรัฐ กลุ่ม G20 ประมาณการว่าจำนวนเงินที่ต้องใช้ในการลงทุนทั่วโลกเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป้าหมายด้านการลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น อยู่ที่ 90 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 15 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) ประมาณการว่าแค่อุตสาหกรรมพลังงานอุตสาหกรรมเดียวจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนรวม 53 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2578 เป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันว่าการที่จะบรรลุเน็ตซีโร่ได้นั้น การสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเดียวนั้นไม่สามารถรองรับการลงทุนทั้งหมดได้ ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เงินลงทุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกัน เพราะฉะนั้น ปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการเพิ่มความสามารถให้กับระบบการเงินในการกระจายเงินทุนจากภาคเอกชน (Private [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3175966">การเงินสีเขียว: อีกก้าวที่จำเป็นสู่อนาคตที่ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[Green Financing: A necessary step towards a greener future]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/business_en/3175960</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Apr 2022 15:59:52 +0700</pubDate>
				<category>business_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/en/business_en/3175960</guid>

					<description><![CDATA[<p>Climate change has become the defining political and economic issue and is likely to remain so for many years. Globally, government, investors, corporations are starting to take actions to respond to the climate crisis with a particular focus on decarbonization strategies. With countries and the private sector pledging to work towards net zero, growing pressure [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/business_en/3175960">Green Financing: A necessary step towards a greener future</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[Total fintech investment tops US$210 billion, as interest in crypto and blockchain surges, says KPMG’s Pulse of Fintech H2’21]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/business_en/3162136</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Mar 2022 10:21:30 +0700</pubDate>
				<category>business_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/en/business_en/3162136</guid>

					<description><![CDATA[<p>Record 5,684 fintech deals drives global fintech investment over US$210 billion (VC, PE, M&#38;A) in 2021 ($101 billion in H2’21) – the second highest annual total ever Payments space sees US$51.7 billion in investment in 2021 – up from US$29.1 billion in 2020 Investment in blockchain and crypto space soars from US$5.5 billion in 2020 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/business_en/3162136">Total fintech investment tops US$210 billion, as interest in crypto and blockchain surges, says KPMG’s Pulse of Fintech H2’21</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เคพีเอ็มจี: ยอดเงินลงทุนในฟินเทคสำหรับปี 2564 สูงถึง 210,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเงินลงทุนในคริปโทและบล็อกเชนที่พุ่งขึ้น]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3162109</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Mar 2022 10:14:12 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3162109</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในปี 2564 มีการลงทุนในฟินเทคกว่า 5,684 ครั้ง ทำให้เงินลงทุนในฟินเทคทั่วโลกรวมแล้วกว่า 210,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (รวม Venture Capital, Private Equity และ Merger &#38; Acquisition) (ยอดลงทุน 101,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในครึ่งปีหลัง) ซึ่งถือเป็นปีที่มียอดสูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ การลงทุนในเทคโนโลยีการชำระเงิน (Payment) นั้นมียอด 51,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 29,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563 การลงทุนในบล็อกเชนและคริปโทพุ่งทะยานขึ้นจาก 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563 เป็น 30,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 จากรายงาน Pulse of Fintech H2’21 ซึ่งเป็นรายงานเกี่ยวกับเทรนด์การลงทุนในเทคโนโลยีทางด้านการเงิน (Fintech) ที่จัดทำขึ้นปีละสองครั้งโดยเคพีเอ็มจี พบว่าในปี 2564 การลงทุนใน Fintech ทั่วโลกผ่านการควบรวมกิจการ (Merger &#38; Acquisition [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3162109">เคพีเอ็มจี: ยอดเงินลงทุนในฟินเทคสำหรับปี 2564 สูงถึง 210,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเงินลงทุนในคริปโทและบล็อกเชนที่พุ่งขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ความเสี่ยงและโอกาสจากสภาพภูมิอากาศ: การเปิดเผยและรายงานข้อมูลทางการเงิน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3160432</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Feb 2022 13:41:14 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3160432</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงาน KPMG 2021 CEO Outlook Pulse Survey พบว่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ในมุมมองของ CEO ทั่วโลกต่อการเติบโตของธุรกิจในอีก 3 ปีข้างหน้า การที่ธุรกิจตระหนักถึงความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและประเด็นที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือผลกระทบของความเสี่ยง และวิธีการที่ธุรกิจจะสามารถปรับตัวและเติบโตต่อไปได้ภายใต้ความเสี่ยงนี้ เคพีเอ็มจี พร้อมกับบริษัทกฎหมายระดับโลก Eversheds ได้ทำการสำรวจผู้บริหารจาก 500 องค์กรระดับโลกในรายงาน Climate change and corporate value: What companies really think พบว่าผู้นำสามในสี่ของการสำรวจยอมรับว่าองค์กรจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถในการจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะเดียวกันผลการสำรวจพบว่าหลายองค์กรยังเชื่อว่าตนเองขาดทักษะและความเชี่ยวชาญในการบรรลุเป้าหมายเน็ตซีโร่ (Net zero) ประเด็นสำคัญคือการที่องค์กรไม่สามารถระบุ ประเมินและเปิดเผยความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศได้นั้น ท้ายที่สุดแล้วอาจนำไปสู่ปัญหาทั้งในด้านหนี้สินและกับนักลงทุนต่างๆ เนื่องจากปัจจุบันผู้มีส่วนได้เสียมีความตระหนักถึงความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่มีต่อการลงทุน นอกจากนี้หน่วยงานกำกับดูแลยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและวิธีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ในประเทศไทยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประกาศการเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD Supporter) อย่างเป็นทางการ และสนับสนุนให้นำปัจจัยด้านความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไปผนวกเข้ากับกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ในแบบรายงานประจำปี One Report ยังมีการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลในด้านความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3160432">ความเสี่ยงและโอกาสจากสภาพภูมิอากาศ: การเปิดเผยและรายงานข้อมูลทางการเงิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ผลสำรวจเคพีเอ็มจี: ผู้บริหารธุรกิจยานยนต์มองว่าอุตสาหกรรมจะเติบโต แม้ว่าจะยังมีความท้าทายเรื่องห่วงโซ่อุปทาน และการขาดแคลนแรงงาน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/auto/3150756</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Jan 2022 16:35:16 +0700</pubDate>
				<category>auto</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/auto/3150756</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลสำรวจของเคพีเอ็มจีพบว่าผู้บริหารอุตสาหกรรมยานยนต์มั่นใจว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะยังคงเติบโต และมีผลกำไรต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยที่ส่วนแบ่งตลาดจากยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles – EV) จะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2573 และในขณะเดียวกันก็มีข้อน่ากังวลในด้านห่วงโซ่อุปทาน และการขาดแคลนแรงงาน รายงาน Annual Global Automotive Executive Survey ครั้งที่ 22 ของเคพีเอ็มจีได้ทำการสำรวจผู้บริหารในอุตสาหกกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทั้งหมด 1,118 ราย พบว่าร้อยละ 53 มั่นใจว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะมีผลกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเพียงร้อยละ 38 ที่มีความกังวลเรื่องการทำกำไร อีกทั้ง พบว่าผู้บริหารสูงสุดขององค์กร (CEO) จำนวน 372 ราย มีความมั่นใจในด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากความสามารถในการทำกำไร เช่น ความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต “เป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้เห็นมุมมองด้านบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์” แกรี่ ซิลเบิร์ก หัวหน้าฝ่ายยานยนต์ เคพีเอ็มจี กล่าว “ผู้ผลิตยานยนต์แทบจะไม่เคยเผชิญการเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจที่มากเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 130 ปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่บินได้ บริการเช่ารถระยะยาว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/auto/3150756">ผลสำรวจเคพีเอ็มจี: ผู้บริหารธุรกิจยานยนต์มองว่าอุตสาหกรรมจะเติบโต แม้ว่าจะยังมีความท้าทายเรื่องห่วงโซ่อุปทาน และการขาดแคลนแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
	</channel>
</rss>
