<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
>
<channel>
	<title>ThaiPR.NET</title>
	<atom:link href="https://www.thaipr.net/tag/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thaipr.net/tag/บริษัท-โรงพยาบาลรามคำแห</link>
	<description>Press Release Distribution Center of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 Apr 2026 17:33:14 +0700</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.1.1</generator>
	<item>
		<title><![CDATA[“งีบหลับ”&#8230; กี่นาที ดีต่อสมองและร่างกาย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3403059</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Oct 2023 15:26:14 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3403059</guid>

					<description><![CDATA[<p>“งีบหลับ”&#8230; กี่นาที ดีต่อสมองและร่างกาย ใครเคยเป็นบ้างนอนเท่าไหร่ก็ยังง่วง นอนครบ 8 ชั่วโมงก็แล้ว นอนเร็วก็แล้วไม่ได้นอนดึกเลย ทั้งๆ ที่ก็นอนเต็มอิ่ม แต่ทำไมยังรู้สึกง่วงไม่สดชื่น ยิ่งช่วงกลางวันหลังจากที่ได้ทานอาหารเที่ยงไปแล้วยิ่งง่วง.. ซึ่งหลายคนพยายามต่อสู้กับความง่วง ปลุกตัวเองให้ตื่นด้วยวิธีต่างๆ เช่น ดื่มกาแฟ ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ล้างหน้าล้างตา หรือลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถท่าทาง&#160;ฯลฯ&#160;เพื่อสลัดเจ้าความง่วงออกไปแต่เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าคุณรู้สึกง่วงมาก การได้&#160;“งีบหลับ”&#160;ถือเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ร่างกายกลับมาสดชื่นสามารถทำงานต่อได้ตลอดบ่ายจนถึงเลิกงานเลย&#160;แต่หากจะให้ได้ผลดีการงีบหลับก็ต้องอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสมด้วย&#8230; การงีบหลับดีต่อสุขภาพอย่างไร? &#160;และระหว่างวันควรงีบหลับกี่นาที? ถึงจะดีที่สุด มาดูกันครับ ข้อดีของการงีบระหว่างวัน ก่อให้เกิดการตื่นตัวทั้งด้านสมองและร่างกายในการทำงาน มีความกระตือรือร้น อาการเหนื่อยล้าต่างๆ จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลดความเครียดหรือความหงุดหงิด เป็นการผ่อนคลายสมอง เพราะการหลับจะช่วยลดฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียดได้ ทำให้สมองมีประสิทธิภาพในการจำได้อย่างรวดเร็วเพิ่มขึ้น การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า 40% การทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์จะทำได้ดีมากขึ้น สุขภาพโดยรวมดีขึ้น เนื่องจากการงีบระหว่างวันจะทำให้ร่างกายปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย และช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ได้ดีขึ้น งีบกี่นาทีดีที่สุด 10-20 นาที&#160;เป็นคำตอบที่ดีที่สุดของการงีบหลับ เพราะการงีบในระยะเวลานี้จะทำให้ร่างกายตื่นตัว เพิ่มพลังสมอง ที่สำคัญปลุกง่าย เพราะร่างกายยังไม่เข้าสู่ภาวะหลับลึก เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจะไม่เกิดอาการมึนงง เรียกว่าช่วยฟื้นฟูความอ่อนล้าได้ดีที่สุด หากนอนนานกว่านั้นจะส่งผลเสียมากกว่า เช่น ถ้าใช้เวลา 30 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3403059">“งีบหลับ”&#8230; กี่นาที ดีต่อสมองและร่างกาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[&#8220;เนื้องอกในสมอง&#8221; กับอาการ &#8220;ปวดหัว&#8221;]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3379953</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Sep 2023 12:37:58 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3379953</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;เนื้องอกในสมอง&#8221; กับอาการ &#8220;ปวดหัว&#8221;ทำไม?.. เนื้องอกในสมองถึงทำให้ปวดหัว เนื่องจากภายในกะโหลกศีรษะมีเนื้อที่จำกัด หากมีเนื้องอกและโตขึ้นเรื่อยๆ ความดันในกะโหลกศีรษะก็จะสูงขึ้น ทำให้ปวดศีรษะรุนแรง ปวดตลอดเวลา แม้จะทานยาแก้ปวดก็ไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือช่วงเวลากลางคืน มักจะมีอาการมากกว่า 15 วันต่อเดือน อย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน นอกจากนี้หากเนื้องอกไปกดเบียดหรือทำลายเนื้อสมอง ผู้ป่วยอาจมี อาการชา อ่อนแรง หน้าเบี้ยว ชัก หรือความจำ พฤติกรรมผิดปกติได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นที่เนื้องอกส่วนใดของสมอง การตรวจหาความผิดปกติของเนื้องอกสมอง ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และวางแผนการรักษาได้ทันทีก่อนที่จะลุกลาม “เนื้องอกในสมอง” รักษาได้ไหม? คลิกอ่าน &#62;&#62; https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/519 ** ปัจจุบันการตรวจและการรักษาเนื้องอกในสมองได้มีการนำเทคโนโลยีและวิธีการรักษาที่ทันสมัยมาใช้ ทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น และมีความปลอดภัยสูงอีกด้วย.. Fiber tractography เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนความไม่มั่นใจ ให้เป็นความปลอดภัยในการผ่าตัดสมอง คลิกอ่าน &#62;&#62; https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/2210 สายด่วนสุขภาพโทร 0 2743 9999 ต่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3379953">&#8220;เนื้องอกในสมอง&#8221; กับอาการ &#8220;ปวดหัว&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[วัยทำงาน ก็เสี่ยงเป็น “อัลไซเมอร์” ได้ !!]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3364839</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Aug 2023 13:45:33 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3364839</guid>

					<description><![CDATA[<p>วัยทำงาน ก็เสี่ยงเป็น “อัลไซเมอร์” ได้ !! ช่วงนี้ใครที่ชอบหลงๆ ลืมๆ อย่างเช่น ลืมว่าเซฟงานไว้ที่ไหน ลืมกุญแจบ้าน ลืมว่าออกจากบ้านมาแล้วปิดไฟหรือยัง เมื่อตะกี๊ได้สแกนนิ้วเข้างานหรือเปล่า หากคุณลืมอยู่บ่อยครั้ง หรือต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าต้องทำอะไร ทำไปแล้วหรือยัง นั่นอาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกอาการโรค “อัลไซเมอร์” อยู่ก็ได้ ส่วนมากเราจะคิดว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นเรื่องไกลตัวจะเกิดเฉพาะคนสูงอายุเท่านั้น แต่จากสถิติของผู้ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ เกือบครึ่งเป็นคนวัยทำงาน โรคนี้เกิดจากเซลล์ประสาทในสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับความจำ เส้นเลือดที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองค่อยๆ เสื่อมลง ทำให้เซลล์สมองตายไปทีละน้อยๆ ปริมาณของสารที่ทำหน้าที่ส่งผ่านคลื่นสมองลดลง ทำให้ความจำค่อยๆ เสื่อม ขาดความคิดอ่าน การรับรู้เหตุผล และในที่สุดถึงขั้นไม่รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สาเหตุที่คนในวัยทำงานเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ ก็เพราะพฤติกรรมบ้างาน มักนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานานและมีความเครียด มีโรคประจำตัว เบาหวาน ไขมัน ความดันโลหิตสูง และกว่าครึ่งเป็นโรคอ้วน ซึ่งนี้ล้วนเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ทั้งสิ้น งั้นมาลองสำรวจดูว่าคุณมีอาการเข้าข่ายอัลไซเมอร์หรือป่าว เช่น ดังนั้นหากสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีอาการตามที่กล่าวมาหลายข้อหรือสงสัยว่าอาจเป็นอัลไซเมอร์ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ด้านระบบประสาทเพื่อตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดและรักษาอย่างทันท่วงทีตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงรับคำแนะนำวิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง ก็จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3364839">วัยทำงาน ก็เสี่ยงเป็น “อัลไซเมอร์” ได้ !!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เราแค่ “ใจสั่น” ธรรมดา หรือว่าเป็นเพราะ “โรคหัวใจ&#8221;]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3184750</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Apr 2022 14:40:25 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3184750</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราแค่ “ใจสั่น” ธรรมดา หรือว่าเป็นเพราะ “โรคหัวใจ&#8221; อาการใจสั่น สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เมื่อรู้สึกตื่นเต้น เครียด กังวล ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน นอนไม่พอ ออกกำลังกายหักโหม หรือการทานยาบางชนิดก็ทำให้มีอาการใจสั่นได้เช่นกัน แม้ว่าอาการใจสั่นโดยทั่วไปมักไม่อันตราย แต่! ก็ไม่ควรวางใจอยู่ดี เพราะบางกรณีอาจเกิดจากความผิดปกติของการเต้นของหัวใจหรือโรคหัวใจ ที่อาจทำให้เสี่ยงเสียชีวิตได้.. โดยอาการใจสั่นที่อาจเกิดจากความผิดปกติของการเต้นของหัวใจหรือโรคหัวใจ ที่สามารถสังเกตได้ เช่น อาการใจสั่นเกิดขึ้นร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น หน้ามืด เป็นลมหมดสติ เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบผิดปกติ อาการใจสั่นเกิดขึ้นทันทีทันใด โดยไม่มีสาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้น อาการใจสั่นที่มีจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ อาการใจสั่นในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจและเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย อาการใจสั่นในผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เช่น ผู้ป่วยที่เคยมีกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจล้มเหลว หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด ใครที่มีอาการใจสั่น และไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่นั้นใช่โรคหัวใจไหม? แนะนำให้ไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่ถูกต้องดีกว่าครับ.. เพราะถ้าตรวจแล้วพบว่าไม่ได้เป็นอะไรเราก็จะได้สบายใจ หรือถ้าตรวจแล้วพบว่ามีโรคหัวใจแอบแฝงอยู่ แพทย์ก็จะได้รีบรักษาแต่เนิ่นๆ แม้ว่าโรคหัวใจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้ารู้เร็วและเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางอย่างทันท่วงที ก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคหรือมีโอกาสหายขาดได้ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ Cardiac Arrhythmia อ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิก &#62;&#62; https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/144</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3184750">เราแค่ “ใจสั่น” ธรรมดา หรือว่าเป็นเพราะ “โรคหัวใจ&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[Q &#038; A เรื่องควรรู้&#8230; เมื่อหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3182927</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Apr 2022 10:43:17 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3182927</guid>

					<description><![CDATA[<p>Q : อัตราการเต้นของหัวใจปกติเป็นอย่างไร? A : ในขณะนั่งพักหัวใจจะเต้นประมาณ 60-80 ครั้งต่อนาที ในขณะเดินหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเป็นประมาณ 80-100 ครั้งต่อนาที และในขณะวิ่งจะเต้นมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที Q : ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร? A : ภาวะที่หัวใจมีอัตราการเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติไม่เหมาะสมกับสภาพของร่างกายในขณะนั้น ซึ่งอาจมีจังหวะการเต้นที่ผิดปกติร่วมด้วย หัวใจเต้นผิดจังหวะอาจเป็นความผิดปกติในอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น เต้นเร็วเกินไป หรือเต้นช้าเกินไป ก็ได้ Q : ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเต้นช้ามีอาการอย่างไร? A : ถ้าเป็นน้อยก็จะมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง ถ้าเป็นมากขึ้นก็จะมีอาการเหนื่อยแม้ในขณะพัก ถ้าเต้นช้าขั้นรุนแรงจะมีอาการหน้ามืด หมดสติ หรือเสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นได้ ควรรีบพบแพทย์โรคหัวใจเพื่อตรวจวินิจฉัยดีที่สุด Q : ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเต้นเร็วมีอาการอย่างไร? A : ในรายที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ จะมีอาการใจสั่น, หัวใจเต้นเร็วและแรง,เหนื่อย, หน้ามืด, วูบหมดสติ, เจ็บหน้าอก, อ่อนเพลีย, หัวใจล้มเหลว หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุด ควรรีบพบแพทย์โรคหัวใจเพื่อตรวจวินิจฉัยดีที่สุด Q : จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติ? [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3182927">Q &amp; A เรื่องควรรู้&#8230; เมื่อหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เมื่อ “โรคหัวใจ” ไม่ใช่โรคของผู้สูงวัยอีกต่อไป]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3179679</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Apr 2022 11:19:00 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3179679</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โรคหัวใจ” โรคยอดฮิตอันดับต้นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในอดีตโรคหัวใจจะเป็นโรคที่เจอได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันพบว่าคนอายุน้อยหรือวัยรุ่น มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจกันมากขึ้น โรคหัวใจมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง แต่ในคนอายุน้อยมักจะเป็นโรคหัวใจที่เกิดจากความผิดปกติที่เป็นมาตั้งแต่เกิด หรือเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่พบมากที่สุดก็คือการสูบบุหรี่ หรือแม้แต่คนที่ร่างกายแข็งแรง เป็นนักกีฬาก็มีความเสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติได้ โดยเฉพาะนักกีฬาอาชีพหรือผู้ที่ใช้ร่างกายหนักๆ แนะนำให้ตรวจเช็กสุขภาพหัวใจก่อน เพื่อดูว่าสามารถเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่หักโหมได้หรือไม่ โดยอาการเบื้องต้นของโรคหัวใจที่เราสามารถสังเกตได้ เช่น เหนื่อยง่าย สังเกตได้จากพฤติกรรมเดิมๆ ที่เคยทำได้ เช่น เคยเดินขึ้นบันไดได้ 2-3 ชั้นแบบสบายๆ แต่เดี๋ยวนี้แค่ขึ้นชั้นเดียวก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว แสดงว่าร่างกายของคุณเริ่มผิดปกติแนะนำให้รีบไปตรวจเช็กด่วน เจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะเวลาที่ออกแรงมักจะเจ็บบริเวณหน้าอกด้านซ้าย หายใจไม่ออก อึดอัดเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับที่หน้าอก บ่งบอกว่าอาจเป็นสัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ หน้ามืด เป็นลม หมดสติบ่อยๆ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและทำการรักษาอย่างตรงจุด โรคหัวใจอันตราย! กว่าที่คิดนะครับ.. ดังนั้นอย่าละเลยสัญญาณผิดปกติที่หัวใจแสดงออกมา หากสังเกตพบอาการผิดปกติดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องและรับการรักษาที่เหมาะสม ทั้งนี้การดูแลสุขภาพหัวใจและตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอหรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจลงได้อย่างแน่นอน..</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3179679">เมื่อ “โรคหัวใจ” ไม่ใช่โรคของผู้สูงวัยอีกต่อไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[หลังวัย 40 ทำไม?..กินอะไรก็อ้วนง่าย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3165658</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Mar 2022 10:21:16 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3165658</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยรู้สึกมั้ยว่า พออายุเริ่มมากขึ้น กินข้าวเท่าเดิมแต่ทำไม? น้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางวันแค่หายใจยังอ้วนเลย ทั้งที่สมัยเป็นวัยรุ่นไม่เคยเป็นแบบนี้เลย! ขออธิบายง่ายๆ ว่า สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่ระบบเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึม (Metabolism) มันเริ่มเสื่อมยังไงล่ะ โดยร่างกายจะมีระบบเผาผลาญดีที่สุดวัยไม่เกิน 40 ปี หลังจากนั้นกินอะไรก็จะอ้วนง่ายแล้ว ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกับคำว่า “ระบบเผาผลาญ” ที่เราเรียกกันว่าเมตาบอลิซึมกันก่อน ระบบนี้มันคือกระบวนการเคมีในร่างกายที่เปลี่ยนสารอาหารที่เรากินให้กลายเป็นพลังงานไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน หรือระบบอวัยวะในร่างกายก็ต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น เหมือนเราขับรถแล้วต้องเติมน้ำมัน เครื่องยนต์จะขับเคลื่อนได้ก็ต้องไปเผาน้ำมันจนกลายเป็นพลังงาน ระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายก็คล้ายๆ กัน การเผาผลาญของคนก็เหมือนกับเครื่องยนต์ พอใช้ไปนานๆ เข้า มันก็เริ่มเสื่อมสภาพได้ ทำให้เผาผลาญได้ไม่เต็มที่เหมือนตอนเป็นวัยรุ่น ซึ่งได้รับการวิจัยมาแล้วว่าระบบเผาผลาญของเราจะค่อยๆ เสื่อมลง 5% ทุก 10 ปี ตั้งแต่อายุเลยวัย 40 ปีไปแล้ว คือถ้าปล่อยไว้ไม่ทำอะไรเจ้าค่าเมตาบอลิซึมมันก็จะลดไปเรื่อยๆ กินเท่าเดิมแต่เพิ่มเติมคือน้ำหนักมากขึ้น พูดแบบบ้านๆ ก็คืออ้วนง่ายนั่นแหละ แต่ถ้าไม่อยากเป็นแบบนั้นก็พอมีวิธีชะลอไม่ให้มันเสื่อมลง ซึ่งวิธีซ่อมเมตาบอลิซึมหลักๆ มีอยู่ 2 อย่างคือ การทานอาหาร และอีกเรื่องที่เพิ่มเมตาบอลิซึมได้ก็คือการออกกำลังกาย เพราะจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานต่อวันให้ดียิ่งขึ้น ถ้าจะออกกำลังกายให้เพิ่มการเผาผลาญก็ควรต้องออกกำลังโดยให้หัวใจเต้นในอัตรา 60-70% ของอัตราสูงสุด ** คำนวนได้จากการเอาเลข [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3165658">หลังวัย 40 ทำไม?..กินอะไรก็อ้วนง่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ฉายแสง UVB ทางเลือกช่วยรักษา &#8220;โรคสะเก็ดเงิน&#8221;]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3143332</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Jan 2022 13:57:51 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3143332</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคผื่นผิวหนังเรื้อรังที่เกิดจากการปรวนแปรของระบบบภูมิคุ้มกันร่างกายกระตุ้นให้มีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วกว่าปกติหลายเท่าทำให้ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่นแดงคันหนาเป็นปื้นลอกเป็นสะเก็ดขุยขาวพบได้ทั่วร่างกายและจะพบได้มากที่บริเวณศีรษะ ทั้งยังทำให้เล็บของผู้ป่วยผิดปกติได้ทั่วไปพบได้ในทุกช่วงอายุ สาเหตุจริงๆ ของโรคสะเก็ดเงินนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดแต่สามารถเกิดได้โดยทางพันธุกรรมส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่จะทำให้เป็นโรคสะเก็ดเงินได้ยังอาจมาจากการได้รับยาบางชนิด ภาวะอ้วน ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ รวมถึงความเครียด โรคสะเก็ดเงินไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ปัญหาคือทำให้บุคลิกไม่ดี เพราะอาการจะคล้ายๆ กับคนที่เป็นรังแค แต่สะเก็ดจะแผ่นใหญ่กว่ารังแคทั่วๆ ไป และมีอาการคัน หากแกะเกาสะเก็ดจะหลุดร่วงอยู่ตามตัว หรือมีเลือดออกที่ผิวได้ จึงทำให้เกิดปัญหาด้านจิตใจ บางคนกลัวว่าคนอื่นเห็นแล้วจะรังเกียจและไม่อยากเข้าใกล้ สะเก็ดเงิน นอกจากการรักษาด้วยการทายาแล้ว ผื่นสะเก็ดเงินกินพื้นที่ผิวหนังค่อนข้างมาก แพทย์อาจแนะนำการรักษาด้วยการรับทานยา การฉายแสงอัลตราโวโอเล็ต และยาฉีดกลุ่มยาชีววัตถุสำหรับสะเก็ดเงินโดยเฉพาะ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินสภาวะความรุนแรงของผื่นของผู้ป่วยภาวะสุขภาพพื้นฐาน โรคประจำตัว และความสะดวกในการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมให้กับท่าน ปัจจุบันวิธีการรักษาที่ได้ผลดีก็คือการฉายแสง UVB ซึ่งมีความถี่จำเพาะสำหรับช่วยให้โรคนี้หายเร็วและเกิดผลข้างเคียงน้อย แต่ควรต้องได้รับการตรวจร่างกายและซักประวัติโดยแพทย์ก่อนว่ามีข้อห้ามในการฉายแสงหรือไม่ หากไม่มีข้อห้ามก็สามารถฉายแสงได้ แม้ว่า “โรคสะเก็ดเงิน” จะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด แต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกับโรคสะเก็ดเงินโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ด้วยการมาพบแพทย์เป็นประจำทายาสม่ำเสมอ ไม่แคะแกะเกา รวมถึงไม่สูบบุหรี่ไม่ดื่มเหล้า และไม่เครียดจนเกินไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3143332">ฉายแสง UVB ทางเลือกช่วยรักษา &#8220;โรคสะเก็ดเงิน&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[มีวิธีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดีๆ ให้กับร่างกายยังไงกันบ้าง?]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3124150</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2021 10:53:03 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3124150</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันนับเป็นสิ่งสำคัญของร่างกาย ยิ่งในช่วงโรคระบาดแบบนี้ระบบภูมิคุ้มกันของเราคือหนึ่งในกลไกด่านหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่มีประสิทธิภาพที่สุดเลยนะครับ โดยภูมิคุ้มกันร่างกายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (Innate Immunity) ที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย และภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Adaptive Immunity) ที่ทำหน้าที่กำจัดหรือยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรคในร่างกาย เช่น ไวรัสและแบคทีเรีย การเสริมภูมิคุ้มกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ดังนั้นจึงอยากมาแนะนำ 5 พฤติกรรมดีๆ ที่ควรทำเป็นประจำเพื่อร่างกายที่แข็งแรงและเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี เพิ่มปริมาณผักและผลไม้ในมื้ออาหารข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่าการบริโภคผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แนะนำให้กินผลไม้หลังอาหารมื้อเช้าทุกวันจนเป็นนิสัย เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์จากสารอาหารแล้ว ยังช่วยเติมความสดชื่นได้ตลอดวัน นอกจากนี้ให้พยายามกินผักเพิ่มเป็น 2 เท่าทุกมื้อ ลดอาหารประเภทแป้งหรือไขมันลง อาหารหลายชนิดสามารถใส่ผักหรือผลไม้ได้หลายอย่าง ลองดัดแปลงทำดูก็จะได้อาหารจานอร่อยที่มีคุณค่าอาหารสูง รวมถึงลองกินผักผลไม้ใหม่ๆ ที่ไม่เคยกิน รสชาติที่แปลกใหม่จะช่วยให้มีตัวเลือกมากขึ้น และเมื่อทำจนเป็นนิสัยเราก็จะสามารถกินผักได้มากขึ้นอัตโนมัติ หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป และอาหารฟาสต์ฟู้ดส์ด้วยภาวะที่เร่งรีบในปัจจุบัน อาหารสำเร็จรูปจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่นิยมทาน เพราะแค่อุ่นให้ร้อนก็ทานได้ทันที แต่การผลิตอาหารสำเร็จรูปบางอย่างก็ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีส่วนผสมของสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และคุณภาพทางโภชนาการและแร่ธาตุในอาหารสำเร็จรูปก็มีน้อยกว่าอาหารที่สดใหม่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับร่างกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีเป็นต้นไป เช่นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3124150">มีวิธีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดีๆ ให้กับร่างกายยังไงกันบ้าง?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[แค่อ้วนลงพุง หรือเป็นเพราะคุณมี &#8220;เนื้องอกรังไข่&#8221;]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3110478</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Oct 2021 10:00:04 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3110478</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;เนื้องอกรังไข่&#8221; เป็นอีกหนึ่งโรคที่คุณผู้หญิงควรต้องรู้จักและเฝ้าสังเกตให้มาก เพราะสามารถพบเจอได้ในทุกวัย และถ้าปล่อยไว้ให้มันเติบโตโดยไม่รู้ตัว อาจส่งผลกระทบกับการทำงานของร่างกายและไม่แน่ว่าเจ้าเนื้องอกนั้นอาจกลายร่างเป็นมะเร็งได้ในที่สุด ซึ่งเนื้องอกสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชนิดเนื้องอกธรรมดา มีทั้งที่เป็นถุงน้ำหรือซีสต์ในรังไข่ และเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งรังไข่ โดยอาจมีสัญญาณเตือนจากอาการผิดปกติได้เช่น ปวดท้องประจำเดือน, ประจำเดือนมาผิดปกติ, ปัสสาวะบ่อย (อาจเกิดจากที่ก้อนกดทับกระเพาะปัสสาวะ), ท้องผูก หรือถ่ายลำบาก (อาจเกิดจากที่ก้อนกดทับลำไส้ใหญ่และอาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ), บางคนอาจมีท้องโตผิดปกติ โดยขนาดของก้อนเนื้องอกมีโอกาสใหญ่ขึ้นจนทำให้หน้าท้องของเราเหมือนคนท้อง หรือคนอ้วนได้ ดังนั้นถ้าเรามีพุงออก พุงยื่น อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจว่าตัวเองอ้วน แต่ให้ลองทดสอบด้วยวิธีดังนี้ * นอนราบลงกับพื้น แล้วสังเกตดูหน้าท้องถ้าท้องหรือพุงยังป่องอยู่ นั่นอาจผิดปกติแล้วล่ะ * เวลาที่ปวดปัสสาวะ น้ำปัสสาวะจะดันก้อนเนื้องอกให้ลอยสูงติดหน้าท้อง ทำให้รู้สึกว่าแน่นท้อง ถ้ารู้สึกว่าแน่นท้องมากผิดปกติ ให้ลองคลำตรงจุดที่ป่องดู ถ้าเป็นก้อนๆ ต้องรีบไปปรึกษาหมอแล้ว เนื้องอกรังไข่อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวหลายคนไม่ใส่ใจเพราะคิดว่าแต่งงานมีลูกแล้วก็รอดไป แต่จริงๆ แล้วก็มีสิทธิ์เป็นได้เหมือนกัน แค่น้อยกว่าคนโสดเท่านั้นเอง ดังนั้นเราจึงต้องหมั่นสังเกตร่างกายตัวเองสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าจะเกิดโรค ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านสูติ-นรีเวช เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม.. หมอว่าจับๆ คลำๆ หาก้อนเนื้อดูทุกวัน มันคงไม่ลำบากมากนักหรอกเนอะ! “เนื้องอกรังไข่”อ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิก &#62;&#62; https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/669</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3110478">แค่อ้วนลงพุง หรือเป็นเพราะคุณมี &#8220;เนื้องอกรังไข่&#8221;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[&#8220;ผู้ป่วยเบาหวาน&#8221; กับการดูแลตัวเอง ช่วง COVID-19 ระบาด]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3087147</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Aug 2021 13:14:50 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3087147</guid>

					<description><![CDATA[<p>#โรคเบาหวาน เป็นหนึ่งในโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนง่ายที่สุด ยิ่งในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ผู้ป่วยเบาหวานจึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพราะผู้ป่วยเบาหวานจะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนปกติ อีกทั้งเชื้อไวรัสจะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เมื่อติดเชื้อโควิด-19 จึงทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการรุนแรงกว่าคนอื่นๆ หรือมีโอกาสที่จะเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน ดังนั้นการป้องกันและระมัดระวังตัวเองไม่ให้ติดเชื้อจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ สามารถทำได้ด้วยการเว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัย ไม่ใช้ของใช้ร่วมกับคนอื่น ไม่ไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือที่มีคนอยู่เยอะๆ เลี่ยงการเดินทางด้วยรถโดยสารที่แออัด นอกจากนี้การเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน หมั่นตรวจเช็คและตั้งใจควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น หากมีอาการไข้สูง ไอ จาม หรือหายใจลำบากมีเสมหะ ควรรีบไปพบแพทย์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะการติดเชื้อทุกชนิดสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดและทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ เช็คดูว่ายารักษาเบาหวานที่ทานประจำมีเพียงพอหรือไม่ หากต้องกักตัวอยู่บ้าน 2-3 สัปดาห์ สำรองอาหารประเภทน้ำตาลให้เพียงพอ สำหรับแก้ไขภาวะน้ำตาลต่ำได้ทันที ถ้าอยู่บ้านคนเดียว ควรมีเบอร์ติดต่อคนที่ไว้ใจและมั่นใจได้ว่าจะช่วยเหลือคุณได้หากจำเป็น หรือเบอร์โรงพยาบาลที่รักษาอยู่ประจำ ** ที่สำคัญที่สุด คือผู้ป่วยเบาหวานต้องไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามการรักษา ทานยา ปฎิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รวมถึงปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเพื่อขอรับคำแนะนำในการเข้ารับการฉีดวัคซีนโควีด-19</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3087147">&#8220;ผู้ป่วยเบาหวาน&#8221; กับการดูแลตัวเอง ช่วง COVID-19 ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ทำไมต้องตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ SARS-COV2 ?]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3085229</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Aug 2021 11:49:59 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3085229</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ว่าการ #ตรวจระดับภูมิต้านทานต่อเชื้อSARS-COV2 จะไม่ใช่การบอกถึงประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันทั้งหมดของร่างกายต่อการติดเชื้อที่ทำให้ก่อโรค COVID-19 แต่ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคลงได้ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อหรือได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนเม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocyte จะมีหน้าที่ในการกระตุ้นและสั่งการเม็ดเลือดขาวชนิด B lymphocyte ให้สร้างภูมิต้านทานเฉพาะต่อเชื้อ SARS-COV2 ขึ้นมา นั่นคือ Anti spike protein IgG ซึ่งเป็นภูมิต้านทานที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเข้าสู่เซลล์ของไวรัส และกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ เข้าทำลายไวรัสอย่างตรงจุดและเหมาะสม #ระดับของภูมิคุ้มกันที่สูงพอจะช่วยยับยั้งการรุกรานของไวรัสได้ทันท่วงที ช่วยลดและป้องกันการติดเชื้อ หรือหากติดเชื้อก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงไปได้มาก ตามธรรมชาติหลังการติดเชื้อหรือรับวัคซีน ระดับภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงตามเวลา ในทางการแพทย์จะมี #ระดับที่ต้องยับยั้งเชื้อได้อย่างน้อย 50% ในการทดสอบ จึงจะถือว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้ ซึ่งภูมิคุ้มกันตั้งต้นที่มีระดับสูงการลดลงของภูมิคุ้มกันไปจนถึงระดับดังกล่าว จะใช้เวลานานกว่าผู้ที่มีภูมิตั้งต้นในระดับต่ำ ทำให้ระยะเวลาที่สามารถป้องกันได้นั้นมีระยะเวลาที่นานกว่า และแม้ว่าเชื้อกลายพันธุ์จะมีความจำเพาะต่อภูมิต้านทานต่อวัคซีนลดลง แต่ภูมิต้านทานในระดับสูงก็ยังมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อกลายพันธุ์ได้ดีในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับภูมิที่มีระดับต่ำกว่า แม้ว่าภูมิคุ้มกันจะลดลงไปตามระยะเวลา แต่เม็ดเลือดขาวในร่างกายจะมีความจำในการสร้างภูมิขึ้นมาใหม่ เมื่อมีการติดเชื้อหรือได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีน แต่จะต้องใช้ระยะเวลาหลายวันถึงจะมีระดับของภูมิคุ้มกันที่สูงพอ จึงอธิบายได้ว่า #ผู้ที่ฉีดวัคซีนไปนานแล้วอาจจะยังติดเชื้อได้แต่ก็จะไม่แสดงอาการรุนแรง เพราะมีภูมิที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อสู้กับไวรัสได้ในภายหลังนั่นเอง&#8230; ตรวจหาระดับภูมิต้านทานต่อเชื้อ SARS-COV2 ราคา 1,200 บาท รายละเอียดการตรวจคลิก &#62;&#62; https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/905</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3085229">ทำไมต้องตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ SARS-COV2 ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต สู้วิกฤติ COVID-19 ครั้งที่ 32]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3079588</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2021 11:30:13 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3079588</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ยังคงประสบภาวะวิกฤติโลหิตไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทยประสบปัญหาขาดแคลนเลือดทุกกรุ๊ปถึงขั้นวิกฤติ เพราะจำนวนการใช้เลือดในแต่ละวันยังคงมีมากเท่าเดิม แต่ในขณะที่มีผู้มาบริจาคเลือดน้อยลง หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ คุณก็เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ได้ มาเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นกันเถอะ โรงพยาบาลรามคำแหงร่วมกับสภากาชาดไทย ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต สู้วิกฤติ COVID-19 ครั้งที่ 32 วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2564 เวลา 09.00-15.00 น. (พักเที่ยง 12.00-13.00 น.) ณ ห้องประชุมอาคาร 3 ชั้น 10 โรงพยาบาลรามคำแหง โดยโลหิตทุกยูนิตที่ได้รับบริจาคจากท่าน สภากาชาดไทย จะนำไปใช้ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วประเทศ โรงพยาบาลรามคำแหงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการรับบริจาคเลือดนอกพื้นที่ให้กับสภากาชาดไทย โรงพยาบาลรามคำแหงมีมาตราการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลระดับสูงสุด ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย&#8230; เพียงเตรียมร่างกายให้พร้อมแล้วมาบริจาคเลือดกันนะครับ คำแนะนำการเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต &#62;&#62; https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/1000</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3079588">ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต สู้วิกฤติ COVID-19 ครั้งที่ 32</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[หมอสูติสรุปให้ “กินยาคุม” ฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ไหม?]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3067684</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Jun 2021 11:53:05 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3067684</guid>

					<description><![CDATA[<p>หมอสูติสรุปให้ “กินยาคุม” ฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ไหม? จากที่มีข่าวการเสียชีวิตของหญิงสาวหลังฉีดวัคซีน COVID-19 ด้วยอาการลิ่มเลือดอุดตันในปอดขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตกินยาคุมด้วย ทำให้หลายต่อหลายคนตกใจไม่กล้ากินยาคุมกันเพราะใกล้ถึงคิวฉีดวัคซีนของตัวเองแล้ว ล่าสุดทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยได้ออกประกาศเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้ว หลักใหญ่ใจความสำคัญก็คือ“ถ้าจะไปฉีดวัคซีน COVID-19 ก็สามารถใช้ยาคุมต่อไปได้ไม่มีปัญหา ไม่ต้องหยุดยาแต่อย่างใด” การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนที่มีเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบทั้งแบบเม็ด แบบฉีด แบบฝังและแผ่นยาปิดผิวหนังนั้น เอาแค่กินเฉยๆไม่ต้องฉีดวัคซีนอะไร ก็มีความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดดำอุดตันได้มากกว่าคนที่ไม่ได้กินอยู่แล้ว แต่ว่าอาการแบบนี้มักไม่ค่อยเจอในคนไทยเท่าไร แล้วเมื่อเทียบกับผลดีของการใช้ยาคุมแล้ว คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจและยอมรับความเสี่ยงเรื่องนี้อยู่แล้ว (หรืออาจจะเพิ่งทราบจากการอ่านข่าวก็เป็นไปได้) คำถามต่อมาคือในเมื่อยาคุมกินแล้วอาจเกิดลิ่มเลือดได้ ฉะนั้นยิ่งไปฉีดวัคซีน มันจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงหรือเปล่า?  ตอนนี้จากข้อมูลที่ทราบมาวัคซีนประเภท virus vector เช่น AstraZenecaและ Johnson &#38; Johnson ฉีดแล้วมีความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดแข็งตัวมากกว่าวัคซีนชนิดอื่นๆ แต่จะบอกว่ากรณีนั้นมันเกิดจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งแม้ฟังดูว่าเหมือนกันแต่จริงๆ แล้วสาเหตุมันคนละอย่าง คนละโรคไม่ได้เชื่อมโยงกัน ส่วนพวกวัคซีนเชื้อตายอย่าง Sinovac นั้น ยังไม่มีรายงานเรื่องนี้สักเท่าไร เพราะเป็นเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนแบบเก่าที่ทำกันมานานแล้วยิ่งเมื่อรวมกับข้อมูลที่ศึกษากันในปัจจุบัน ก็ยังไม่พบว่าการใช้ยาคุมกำเนิดจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดดำอุดตันหลังฉีดวัคซีนแต่อย่างใด ** สรุปอีกครั้ง ใครกินยาคุมอยู่สามารถไปฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ได้ไม่ต้องกังวลอะไร ส่วนใครยังไม่มั่นใจเรื่องยาคุม อยากจะหยุดกินก่อนไปฉีด อันนี้ก็ทำได้เลยไม่ติดอะไรเช่นกัน.. อ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิก &#62;&#62; https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/910</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3067684">หมอสูติสรุปให้ “กินยาคุม” ฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ไหม?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[วัยทำงานก็เสี่ยงเป็น &#8220;อัลไซเมอร์&#8221; ได้]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3055504</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 10:50:45 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3055504</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงนี้ใครที่ชอบหลงๆ ลืมๆ อย่างเช่น ลืมว่าเซฟงานไว้ที่ไหน ลืมกุญแจบ้าน ลืมว่าออกจากบ้านมาแล้วปิดไฟหรือยัง เมื่อตะกี๊ได้สแกนนิ้วเข้างานหรือเปล่า หากคุณลืมอยู่บ่อยครั้ง หรือต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าต้องทำอะไร ทำไปแล้วหรือยัง นั่นอาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกอาการโรค “อัลไซเมอร์” อยู่ก็ได้ ส่วนมากเราจะคิดว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นเรื่องไกลตัวจะเกิดเฉพาะคนสูงอายุเท่านั้น แต่จากสถิติของผู้ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ เกือบครึ่งเป็นคนวัยทำงาน โรคนี้เกิดจากเซลล์ประสาทในสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับความจำ เส้นเลือดที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองค่อยๆ เสื่อมลง ทำให้เซลล์สมองตายไปทีละน้อยๆ ปริมาณของสารที่ทำหน้าที่ส่งผ่านคลื่นสมองลดลง ทำให้ความจำค่อยๆ เสื่อม ขาดความคิดอ่าน การรับรู้เหตุผล และในที่สุดถึงขั้นไม่รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สาเหตุที่คนในวัยทำงานเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ ก็เพราะพฤติกรรมบ้างาน มักนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานานและมีความเครียด มีโรคประจำตัว เบาหวาน ไขมัน ความดันโลหิตสูง และกว่าครึ่งเป็นโรคอ้วน ซึ่งนี้ล้วนเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ทั้งสิ้น&#8230;งั้นมาลองสำรวจดูว่าคุณมีอาการเข้าข่ายอัลไซเมอร์หรือป่าว เช่น * ความจำมีปัญหา หลงๆ ลืมๆ * มีปัญหาเรื่องตัวเลขและการคำนวณ * มักจะคิดคำพูดไม่ออก จนต้องใช้ภาษามือ * วางของผิดที่ผิดทางแล้วจำไม่ได้ * มีปัญหาเรื่องการวางแผน เช่น การเดินทางหรือใส่เสื้อผ้า * สับสนเรื่องเวลา สถานที่ ดังนั้นหากสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีอาการตามที่กล่าวมาหลายข้อหรือสงสัยว่าอาจเป็นอัลไซเมอร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3055504">วัยทำงานก็เสี่ยงเป็น &#8220;อัลไซเมอร์&#8221; ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[“นอนกรน-หยุดหายใจในเด็ก” มีผลต่อพัฒนาการอาจถึงเสียชีวิต !!]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3053489</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 May 2021 11:13:59 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3053489</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลูกนอนกรนแบบไหนที่ต้องพาไปพบแพทย์ ?คุณพ่อคุณแม่ อาจเคยได้ยินเสียงกรนของลูกในยามค่ำคืน แต่อาจไม่เคยรู้เลยว่าลูกมีโรคซึ่งทำให้เกิด “ภาวะทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้น” จนทำให้ถึงกับหยุดหายใจและพอหยุดหายใจก็จะเกิดภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง ที่ส่งผลให้ลูกน้อยมีโรคตามมาได้หลายอย่าง&#8230;!! สาเหตุที่เจอบ่อยที่สุดเกิดจากต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์โต ซึ่งทางเดินหายใจส่วนบนของเด็กจะมีขนาดเล็ก ในขณะที่ต่อมเหล่านี้ถ้าโตขึ้นมันก็จะไปขวางทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้หยุดหายใจแล้วก็ขาดออกซิเจน สาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ก็คือ โรคทางด้านภูมิแพ้ทางจมูก, ไซนัสอักเสบ, มีความผิดปกติของจมูก เช่น ผนังจมูกคด ซึ่งมักจะเกิดร่วมกับเยื่อบุจมูกบวมโต โดยช่วงอายุที่พบได้บ่อยที่สุดจะอยู่ที่ 2-8 ขวบ เพราะในช่วงที่ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนจะเป็นจังหวะที่ทำให้เกิดการอักเสบทำให้ต่อมน้ำเหลืองในช่องคอโตขึ้น หรือเด็กอาจจะมีลักษณะของโครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้าผิดปกติ, เด็กเป็นโรคอ้วนหรือโรคความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มดาวน์ซินโดรม วิธีสังเกตว่าลูกนอนกรนหรือไม่?อาการของโรคนอนกรนแล้วหยุดหายใจในเด็ก ส่วนใหญ่เวลาเด็กนอนหลับเขาจะนอนกระสับกระส่ายไปมาหาท่าที่ทำให้หลับสบาย เด็กบางคนจะหายใจทางปากทำให้เด็กตื่นขึ้นมาแล้วปากคอแห้ง ถ้านอนกรนแบบยาวเรื้อรังแบบนี้ไปเรื่อยๆ ลักษณะใบหน้าของเขาจะผิดรูป เพราะหายใจทางปากตลอดเวลาส่งผลให้ใบหน้าแหลม ฟันยื่น และบางคนอาจปัสสาวะรดที่นอน โดยเด็กอาจจะมีความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต เพราะโกรทฮอร์โมนหลั่งขณะหลับจึงส่งผลได้หลายแบบ เช่น เด็กอาจซนผิดปกติ, ตัวเล็กกว่าเพื่อน หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นเรื้อรังไปเรื่อยๆ เด็กก็อาจจะมีปัญหาขาดสารอาหาร, การเรียนแย่ลง และมีผลทางด้านหัวใจและความดันโลหิตผิดปกติตามมาได้ ลูกนอนกรนต้องทำอย่างไร?คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองควรเฝ้าดูตอนที่เด็กนอนหลับ เพื่อจะได้สังเกตว่าหลับแล้วเขาหยุดหายใจหรือไม่ เขานอนกระสับกระส่ายหรือไม่ หรือหยุดหายใจจนปากเขียวหรือไม่ หรืออาจมีการหายใจทางปากตลอดเวลาจนใบหน้าผิดรูป หรือเด็กบางคนอาจจะมีลักษณะปัสสาวะรดที่นอนบ่อย หรือเด็กก็อาจตัวเล็ก อีกอย่างคือเวลาไปโรงเรียนแล้วคุณครูแจ้งมาว่าซนผิดปกติ, มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือการเรียนแย่ลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3053489">“นอนกรน-หยุดหายใจในเด็ก” มีผลต่อพัฒนาการอาจถึงเสียชีวิต !!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต ครั้งที่ 29]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3052097</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 May 2021 10:40:52 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3052097</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ยังคงประสบภาวะวิกฤติโลหิตไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง เพราะจำนวนการใช้เลือดในแต่ละวันยังคงมีมากเท่าเดิม แต่ในขณะนี้มีผู้บริจาคเลือดน้อยลง จึงอยากขอให้ทุกท่านที่สามารถบริจาคโลหิตได้มาร่วมบริจาคกันเยอะๆ คุณก็เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ได้ มาเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นกันเถอะครับ โรงพยาบาลรามคำแหงร่วมกับสภากาชาดไทย ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต สู้วิกฤติ COVID-19 วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 เวลา 09.00-15.00 น. (พักเที่ยง 12.00-13.00 น.) ณ ห้องประชุมอาคาร 3 ชั้น 10 โรงพยาบาลรามคำแหง โลหิตทุกยูนิตที่ได้รับบริจาคจากท่าน สภากาชาดไทย จะนำไปใช้ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วประเทศ โรงพยาบาลรามคำแหงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการรับบริจาคเลือดนอกพื้นที่ให้กับสภากาชาดไทย เตรียมร่างกายให้พร้อมแล้วมาบริจาคเลือดกันนะครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/818 สายด่วนสุขภาพโทร 0 2743 9999 ต่อ 2999</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3052097">ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต ครั้งที่ 29</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[7 สัญญาณเตือน อาการเบาหวานถามหา!!]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3051895</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 May 2021 16:34:37 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3051895</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรคเบาหวานเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และอาจเป็นโรคที่ใกล้ตัวสำหรับใครหลายๆ คน เพราะปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แล้วจะรู้ได้อย่างไร? ว่าเรามีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ลองสังเกตอาการของตัวเองดูนะครับว่า มีอาการแปลกๆ แบบนี้กันบ้างหรือเปล่า&#8230; * หิวน้ำบ่อย กระหายน้ำมากกว่าปกติ* เบื่ออาหาร ทานได้น้อยลงกว่าปกติ* น้ำหนักลดโดยไม่รู้สาเหตุ* ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน* รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียไม่มีแรง* ชาตามปลายมือ ปลายเท้า* เป็นแผลแล้วหายช้ากว่าปกติ ถ้ามีอาการแปลกๆ แบบนี้แล้วหล่ะก็! เราอาจจะกำลังเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานก็ได้นะครับ แนะนำให้รีบไปพบคุณหมอเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าเราเป็นโรคเบาหวานหรือเปล่าจะดีที่สุดครับ เพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกวิธีต่อไปนั่นเอง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3051895">7 สัญญาณเตือน อาการเบาหวานถามหา!!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[4 รหัสลับ (FAST) อาการเตือนโรคหลอดเลือดสมอง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3048831</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Apr 2021 15:10:59 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3048831</guid>

					<description><![CDATA[<p>4 รหัสลับ (FAST) อาการเตือนโรคหลอดเลือดสมอง เดี๋ยวนี้เรามักจะได้ยินคำว่า “Stroke” หรือ “โรคหลอดเลือดสมอง” กันบ่อยขึ้นและดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที เพราะโรคนี้กำลังเป็นภัยเงียบที่ทำให้หลายคนเสียชีวิต และทำให้อีกหลายคนต้องพิการ และโรคนี้ได้กลายมาเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ที่สูสีกับโรคหัวใจเลยทีเดียว โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดจากการที่หลอดเลือดอุดตัน ตีบ หรือแตก ส่งผลให้เซลล์สมองเสียหาย ทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นกับร่างกาย อาการเตือนสำคัญที่สังเกตได้ง่ายๆ โดยแทนด้วยอักษรภาษาอังกฤษว่า FAST ที่แสดงถึงอาการของโรคที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน F = Face ปากเบี้ยว A = Arm แขนขาอ่อนแรงข้างใด ข้างหนึ่ง S = Speech พูดผิดปกติ เช่น พูดไม่ชัด พูดไม่ออก พูดไม่รู้เรื่อง T = Time หากมีอาการต่างๆ เหล่านี้ให้รีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.5 ชั่วโมง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนั้น มักพบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ และแม้ว่าคุณจะมีรูปร่างผอมหรือสมส่วนก็อย่าได้ชะล่าใจ เพราะหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3048831">4 รหัสลับ (FAST) อาการเตือนโรคหลอดเลือดสมอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3047145</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Apr 2021 10:49:20 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3047145</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก “ใบหน้ากระตุกครึ่งซีก” นอกจากจะทำให้หมดความมั่นใจแล้ว ยังทำให้เราเป็นกังวลว่าจะมีโรคร้ายอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า.. ใบหน้ากระตุกครึ่งซีกเป็นภาวะความเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้ามเนื้อใบหน้าที่พบบ่อยในคนไทย โดยจะเกิดกับกล้ามเนื้อใบหน้าทั้งซีกที่เลี้ยงด้วยประสาทสมองคู่ที่ 7 ซึ่งจะทำให้มีอาการกระตุกถี่ๆ และเกร็งค้าง สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการกระตุกนั้นมีหลากหลาย โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยคือมักจะเป็นตามหลังภาวะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบหรือบาดเจ็บ การมีวงของหลอดเลือดที่บริเวณก้านสมองไปกดเบียดเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 และสาเหตุอื่นๆ ที่พบได้แต่ไม่บ่อยนัก เช่น เนื้องอกบริเวณก้านสมอง โรคปลอกเยื่อหุ้มประสาทส่วนกลางอักเสบ อาการกระตุกมักเริ่มบริเวณรอบดวงตาก่อนคล้ายอาการตาเขม่น เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีการกระตุกกระจายไปบริเวณปากและแก้ม และถ้าเป็นรุนแรงมากอาจทำให้ตาปิดหรือทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าบริเวณนั้นเกร็งค้างใบหน้าดูผิดรูป และอาการกระตุกมักจะเป็นมากขึ้นเวลาผู้ป่วยเครียด ใช้สายตาทำงานมากๆ หรืออดนอน ส่วนใหญ่แล้วอาการเหล่านี้มักจะหายได้เอง แต่ถ้าใครที่มีอาการกระตุกส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ หากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ถึงแม้ว่า “โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก” เป็นโรคที่ไม่ได้ร้ายแรง แต่ก็ส่งผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจในการใช้ชีวิต ซึ่งปัจจุบันการรักษาด้วยการฉีดยาโบทูลินั่มท็อกซินเพื่อยับยั้งการกระตุกของกล้ามเนื้อ เป็นวิธีที่ได้ผลการรักษาที่ดี เห็นผลเร็วและปลอดภัย “โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก รักษาด้วยการฉีดยาโบทูลินั่ม ท็อกซิน” อ่านข้อมูลเพิ่มเติม https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/693</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3047145">โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
	</channel>
</rss>
