ข่าวประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยว

ทีเส็บเตรียมเสนอที่ประชุมครม.ท่องเที่ยวอาเซียนปีหน้าสร้างมาตรฐานสถานที่จัดงานแสดงสินค้าระดับอาเซียน

          สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เตรียมผลักดันมาตรฐานสถานที่จัดงานแสดงสินค้าเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนในเดือนมกราคมปีหน้า ขอมติรับรองให้เป็นมาตรฐานอาเซียน หวังสร้างมาตรฐานระดับเดียวกันทั้งภูมิภาคเป็นจุดขายดึงงานเทรดแฟร์ในเอเชีย
          นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการผลักดันมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (ASEAN MICE Venue Standard : AMVS) ประเภทสถานที่จัดงานแสดงสินค้า หรือ Exhibition Venue สู่การเป็นมาตรฐานอาเซียนว่า เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีเส็บ ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 7th Special Meeting on Asean MICE Venue Standards (AMVS) โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้แทนจากอาเซียนเข้าร่วมหารือร่างมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน "ประเภทสถานที่จัดงานแสดงสินค้า" โดยครั้งนี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาจากการประชุมครั้งที่ 6 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา 
          "ในการประชุมครั้งนี้ ทีเส็บได้นำเสนอร่างคู่มือผู้ตรวจประเมินที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ตรวจประเมินมาตรฐานสถานที่จัดงานประเภทสถานที่จัดงานแสดงสินค้าเพื่อยกระดับสู่มาตรฐานอาเซียน และเตรียมผลักดันผลการหารือร่างมาตรฐานดังกล่าวต่อที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยวอาเซียนครั้งที่ 49 ( 49th Meeting of ASEAN NTOs) และการประชุมระดับรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนครั้งที่ 22 (the 22nd Meeting of ASEAN Tourism Minister) ซึ่งทั้งสองการประชุมนี้ กำหนดจัดขึ้นภายใต้งานประชุมการท่องเที่ยวอาเซียนครั้งที่ 38 (the 38th ASEAN Tourism Forum 2019 : ATF 2019) ระหว่างวันที่ 14-18 มกราคม 2562 ณ เมืองหะล็อง ประเทศเวียดนาม โดยมีเป้าหมายเพื่อขอมติรับรองจากคณะรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน และประกาศใช้มาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน "ประเภทสถานที่จัดงานแสดงสินค้า" เป็นลำดับต่อไป"
          จากรายงานการวิจัยของ Business Strategies Group Ltd. (BSG) แห่งฮ่องกง ในนามของสมาคมอุตสาหกรรมการจัดงานแสดงสินค้าโลก หรือ อูฟี่ (UFI) พบว่าในปี 2560 ผู้จัดงานสามารถขายพื้นที่การจัดงานแสดงสินค้า (Trade Fair) ในภูมิภาคเอเชียได้สูงถึง 2,353 งาน โดยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นของจีน มีงานแสดงสินค้าจำนวน 704 งาน ตามมาด้วยญี่ปุ่น 305 งาน และอินเดีย 204 งาน ประเทศไทยติดอันดับ 8 มีจำนวน 92 งาน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีตัวเลขที่ผู้จัดงานสามารถขายพื้นที่การจัดงานแสดงสินค้าติดอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน
           "จากผลวิจัยดังกล่าวจะเห็นได้ว่าตลาดการจัดงานแสดงสินค้าโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย มีแนวโน้มการเติบโตทั้งจำนวนงานและรายได้อย่างน่าสนใจ ทีเส็บจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะขยายฐานการตลาด โดยมุ่งส่งเสริมให้มีสถานที่จัดงานแสดงสินค้าที่ได้มาตรฐานมากขึ้น และผลักดันไปสู่การรับรองเป็นมาตรฐานของอาเซียน เพื่อให้เกิดมาตรฐานระดับเดียวกันทั้งภูมิภาค เป็นทั้งจุดแข็งและจุดขายที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันในการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศสมาชิกอาเซียนต่อไปในอนาคต" นางศุภวรรณ กล่าว
          ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มการจัดทำมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ขึ้นเป็นประเทศแรกในอาเซียน และได้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมการท่องเที่ยวอาเซียนเมื่อปี พ.ศ. 2557 ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 ที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยวอาเซียนเห็นชอบให้มาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ที่มาจากมาตรฐานของไทย (Thailand MICE Venue Standards : TMVS) ถูกบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2559-2568 (ASEAN Tourism Strategic Plan 2016-2025) และมอบหมายให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพคณะทำงาน (ร่าง) มาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ของอาเซียน (ASEAN MICE Venue Standards : AMVS) ร่วมกับอีก 9 ประเทศสมาชิก ภายใต้คณะทำงานหลักของอาเซียนมีชื่อว่า ASEAN Tourism Professional Monitoring Committee (ATPMC)
          ปัจจุบันประเทศสมาชิกได้เริ่มดำเนินการในส่วนมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน ประเภทห้องประชุมในโรงแรมและรีสอร์ท โดยมีการรับรองมาตรฐานแล้วประกอบด้วย บรูไน 3 แห่ง / กัมพูชา 5 แห่ง / อินโดนีเซีย 5 แห่ง / ลาว 5 แห่ง / มาเลเซีย 5 แห่ง / เมียนมาร์ 5 แห่ง / ฟิลิปปินส์ 5 แห่ง / สิงคโปร์ 4 แห่ง / เวียดนาม 5 แห่ง และประเทศไทย 13 แห่ง
          สำหรับประเทศไทย ทีเส็บมีแนวทางจัดอบรมเกณฑ์มาตรฐานฯ ให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ และมีสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น โดยปี 2561 นี้ ตั้งเป้าว่าจะมีสถานประกอบการไมซ์ไทยผ่านการรับรองมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียนเพิ่มขึ้น 54% เป็นจำนวน 20 แห่ง รวมเป็น 33 แห่ง