<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
>
<channel>
	<title>ThaiPR.NET</title>
	<atom:link href="https://www.thaipr.net/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%9f-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b9%84%e0%b8%97/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thaipr.net/tag/องค์การยูนิเซฟ-ประเทศไท</link>
	<description>Press Release Distribution Center of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Thu, 30 Apr 2026 18:05:11 +0700</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.1.1</generator>
	<item>
		<title><![CDATA[“เต–โฟร์ท” จับมือ ยูนิเซฟ ชวนคนรุ่นใหม่ส่งต่อความหวังให้เด็กทั่วโลก ผ่านแคมเปญ “For Every Child, A PROMISE”]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3704203</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 10:09:42 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3704203</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เต” ตะวัน วิหครัตน์ และ “โฟร์ท” ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล สองนักแสดงขวัญใจ แฟน ๆ จากจีเอ็มเอ็มทีวี ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมส่งต่อความหวังและสนับสนุนเด็กกลุ่มเปราะบางทั่วโลก ผ่านแคมเปญ “For Every Child, A PROMISE” ชมคลิปเต ตะวันได้ที่นี่: https://youtu.be/A9JHY6euptU รอติดตามวิดีโอของโฟร์ทได้เร็ว ๆ นี้ แคมเปญนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2566 เพื่อเชิญชวนให้ผู้คนร่วมกันให้คำมั่นสัญญาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือการยืนหยัดเคียงข้างเด็ก ๆ ที่กำลังเผชิญความยากลำบากในหลายพื้นที่ทั่วโลก เงินบริจาคจากแคมเปญจะช่วยให้ยูนิเซฟสามารถส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ โภชนาการ น้ำสะอาด การศึกษา และการคุ้มครองเด็ก รวมถึงช่วยให้ยูนิเซฟสามารถเข้าถึงเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ความขัดแย้ง และวิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน เด็กทั่วโลกกว่า 49 ล้านคน ต้องพลัดถิ่นจากความขัดแย้งและความรุนแรง เด็กจำนวนมากถูกบังคับให้จากบ้าน ต้องแยกจากครอบครัว และต้องเผชิญกับความหิวโหย โรคภัยไข้เจ็บ และความรุนแรง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3704203">“เต–โฟร์ท” จับมือ ยูนิเซฟ ชวนคนรุ่นใหม่ส่งต่อความหวังให้เด็กทั่วโลก ผ่านแคมเปญ “For Every Child, A PROMISE”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟเตือนภัยฝุ่น PM2.5 ผ่านวิดีโอ ชี้ผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและทารกในครรภ์]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3688635</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 13:54:27 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3688635</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิดีโอทั้งสองเรื่องถ่ายทอดเสียงโดย จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี เยาวชนจากจ. เชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่ไปจาก PM2.5 ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงปกคลุมกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ทั่วประเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยได้เผยแพร่วิดีโอสั้น 2 เรื่อง เพื่อเตือนถึงอันตรายของมลพิษทางอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อเด็ก แม่ตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์ พร้อมชวนสังคมตระหนักว่า ฝุ่นพิษไม่ใช่แค่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ ชีวิตและอนาคตของเด็กทุกคน วิดีโอทั้งสองเรื่องถ่ายทอดเสียงโดย จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี อายุ 21 ปี เยาวชนจากจังหวัดเชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไปในปี 2566 จากโรคมะเร็งปอด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ร่างกายได้รับฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานาน จิรวรรณได้เข้าร่วม แคมเปญ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก ของยูนิเซฟในปี 2567 เพื่อร่วมถ่ายทอดผลกระทบของฝุ่นพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ส่งผลต่อเด็กและเยาวชน “สำหรับเรา ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเรื่องของสุขภาพ อนาคต และโลกที่เราจะอยู่ร่วมกัน” จิรวรรณกล่าว วิดีโออธิบายให้เห็นว่า ฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3688635">ยูนิเซฟเตือนภัยฝุ่น PM2.5 ผ่านวิดีโอ ชี้ผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและทารกในครรภ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[อเล็กซ์ อัลบอน นักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน มอบหมวกกันน็อกจากสิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ เพื่อการประมูลการกุศล สนับสนุนยูนิเซฟช่วยเหลือเด็กในประเทศไทย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3649935</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Oct 2025 09:25:40 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3649935</guid>

					<description><![CDATA[<p>อเล็กซ์ อัลบอน อังศุสิงห์ นักแข่งรถฟอร์มูล่าวันชาวไทยเพียงหนึ่งเดียวในปัจจุบัน มอบหมวกกันน็อกที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับการแข่งขันสิงคโปร์กรังด์ปรีซ์ 2025 เพื่อนำออกประมูลการกุศล สนับสนุนงานของยูนิเซฟ ประเทศไทย โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กที่ขาดโอกาสทั่วประเทศ หมวกกันน็อกใบนี้ออกแบบโดยคาร์ลอตตา เฟรเออร์ (Karlotta Freier) ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากลวดลายไทยและเอเชียที่สะท้อนถึงภูมิลำเนาของอัลบอนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเขาจะสวมใส่หมวกใบดังกล่าวลงแข่งขันในรายการ สิงคโปร์กรังด์ปรีซ์ ระหว่างวันที่ 3–5 ตุลาคม 2568 การประมูลเริ่มต้นที่ 450,000 บาท (ประมาณ 14,100 ดอลลาร์สหรัฐ) เปิดแล้ววันนี้จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ที่ www.unicef.or.th/alex อัลบอนเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เกิดที่สหราชอาณาจักร โดยมีมารดาเป็นชาวไทย เขาลงแข่งขันภายใต้ธงชาติไทยตลอดเส้นทางอาชีพ ตั้งแต่การแข่งรถโกคาร์ทเมื่ออายุ 7 ขวบ จนก้าวสู่เวทีระดับโลก และได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ในปี 2563 อัลบอนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักแข่งชาวไทยคนแรกที่ขึ้นโพเดียมในฟอร์มูล่าวัน ทัสกันกรังด์ปรีซ์ และในปี 2564 เขายังเป็นนักแข่งชาวไทยคนแรกที่คว้าชัยชนะในรายการ Deutsche Tourenwagen Masters หรือ DTM การมอบหมวกกันน็อกในครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความตั้งใจของอัลบอน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3649935">อเล็กซ์ อัลบอน นักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน มอบหมวกกันน็อกจากสิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ เพื่อการประมูลการกุศล สนับสนุนยูนิเซฟช่วยเหลือเด็กในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ลีเดีย ดีน จับมือยูนิเซฟ ร่วมแคมเปญ “For Every Child, a PROMISE” เพื่อช่วยจัดส่งน้ำสะอาดให้เด็กที่ขาดแคลนทั่วโลก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3635311</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 16:54:20 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3635311</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “For Every Child, a PROMISE” เพื่อระดมทุนจัดหาน้ำสะอาดให้แก่เด็กและครอบครัวที่กำลังเผชิญความยากลำบากทั่วโลก โดยแคมเปญครั้งนี้มี ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ ดีน นักร้องชื่อดังและคุณแม่ลูกสาม พร้อมลูก ๆ มาร่วมเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนสังคมไทยร่วมส่งต่อโอกาสและความช่วยเหลือให้แก่เด็ก ๆ ที่ขาดแคลนทั่วโลก แม้น้ำจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่ปัจจุบันยังมีเด็กหลายล้านคนทั่วโลกที่ขาดแคลนน้ำสะอาดและสุขอนามัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่ยากจนในเมือง และพื้นที่ชนบท ซึ่งทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย รวมถึงการขาดสารอาหาร และการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา รับชมวิดีโอ For Every Child, a PROMISE “ในหลายพื้นที่ของโลก เด็กจำนวนมากต้องเดินเป็นระยะทางไกลเพื่อไปตักน้ำที่อาจไม่ปลอดภัยต่อการดื่มด้วยซ้ำ” ลีเดีย กล่าว “ในฐานะแม่ ลีเดียไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ลูก ๆ จะเติบโตขึ้นได้อย่างไรหากไม่มีสิ่งจำเป็นอย่างน้ำสะอาด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ลีเดียมาร่วมแคมเปญและสวมแหวนวงนี้ เพื่อให้คำมั่นสัญญาร่วมกับยูนิเซฟว่า จะใช้เสียงของเราเพื่อช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่เด็ก ๆ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” ลีเดียกล่าวเสริมว่า “ลีเดียเข้าใจในความเป็นเด็กของทุกวัย แล้วเราก็รู้ว่าลูกเราเกิดมาในครอบครัวที่เขาโชคดี มีการศึกษา มีชีวิตที่ดี และได้รับโอกาสดี ๆ แต่เราก็รู้ดีว่าไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีโอกาสแบบนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3635311">ลีเดีย ดีน จับมือยูนิเซฟ ร่วมแคมเปญ “For Every Child, a PROMISE” เพื่อช่วยจัดส่งน้ำสะอาดให้เด็กที่ขาดแคลนทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟและสภาพัฒน์ชี้แนวโน้มน่ากังวลด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3625561</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Jul 2025 11:30:17 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3625561</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานฉบับใหม่ที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ เผยถึงสถานการณ์การพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทยที่ยังน่ากังวล โดยชี้ว่าช่องว่างที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องและโอกาสการพัฒนาที่สูญเสียไป อาจบั่นทอนต่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว รายงาน “การพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ช่องว่าง อุปสรรค และทางเลือกเชิงนโยบาย” ซึ่งจัดทำโดย สศช. ร่วมกับยูนิเซฟ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า แม้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในการขยายการเข้าถึงการศึกษาและบริการพื้นฐาน แต่ยังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ยังไม่สามารถพัฒนาทักษะ ความรู้ และสุขภาพที่จำเป็นต่อการเติมเต็มศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ในการประชุมเผยแพร่รายงานฉบับนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือระหว่าง สศช. ยูนิเซฟ และสหภาพยุโรป นาง คยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในเด็กและเยาวชน โดยกล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญในการรับมือกับความท้าทายระยะยาวจากจำนวนประชากรที่ลดลงและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ และประโยชน์จาก ”เศรษฐกิจสูงวัย” อย่างเต็มที่ ซึ่งเป้าหมายความท้าทายเหล่านี้นี้ควรต้องสอดคล้องกับการลงทุนในประชากร โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง” รายงานระบุว่า ภาวะทุพโภชนาการยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กเล็กในประเทศไทย โดยพบว่าภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ ทั้งภาวะเตี้ยแคระแกร็น ผอมแห้ง และน้ำหนักเกิน ยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล ขณะเดียวกัน มีเด็กอายุ 2–5 ปี เพียง 3 ใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3625561">ยูนิเซฟและสภาพัฒน์ชี้แนวโน้มน่ากังวลด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟเปิดตัวแคมเปญ “กินไรดี” รณรงค์ลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก พร้อมส่งเสริมการกินดีในประเทศไทย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3590513</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Apr 2025 14:45:19 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3590513</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยูนิเซฟเปิดตัว แคมเปญ “กินไรดี” เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในประเทศไทยหันมาเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น แคมเปญนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Gen Z (อายุ 13–24 ปี) และพ่อแม่ของเด็กเล็ก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลเสียจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และนำเสนอแนวทางง่าย ๆ ในการสร้างพฤติกรรมการกินที่ดีในชีวิตประจำวัน แม้ว่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กจำนวนมาก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความคืบหน้าในด้านนี้กลับชะลอตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ยังพบว่าเด็กกว่า 1 ใน 5 คนมีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ขณะเดียวกัน ปัญหาอีกด้านที่น่ากังวล คืออัตราเด็กที่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมือง ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เด็กที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยเพิ่มจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 13 ในกลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี ในส่วนของวัยรุ่นอายุ 15–18 ปี พบว่าร้อยละ 14 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป สหพันธ์โรคอ้วนโลกคาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3590513">ยูนิเซฟเปิดตัวแคมเปญ “กินไรดี” รณรงค์ลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก พร้อมส่งเสริมการกินดีในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟเร่งให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวในเมียนมา]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3586336</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Apr 2025 16:10:20 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3586336</guid>

					<description><![CDATA[<p>เฟรนด์ออฟยูนิเซฟ เช่น เป๊ก ผลิตโชค ร่วมสนับสนุนการระดมทุนเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางอุปสรรคในการเข้าถึงพื้นที่ ยูนิเซฟได้ส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่เด็กและครอบครัวหลายพันครอบครัวในเขตมัณฑะเลย์ สะกาย และเนปิดอว์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยความช่วยเหลือฉุกเฉินรวมถึงชุดเวชภัณฑ์ น้ำสะอาด ที่พักพิง และการดูแลด้านจิตใจ ยูนิเซฟเป็นองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแรกที่จัดส่งเที่ยวบินลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์เร่งด่วนไปยังเมียนมา โดยเที่ยวบินแรกลงจอดที่กรุงย่างกุ้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมสิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 80 เมตริกตันจากคลังของยูนิเซฟในกรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยประกอบไปด้วยชุดเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ เต็นท์ และชุดสันทนาการสำหรับเด็ก ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเที่ยวบินเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้ แผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันรายและบาดเจ็บอีกหลายพันคน ซึ่งจำนวนมากเป็นเด็ก ประชากรหลายครอบครัวกำลังขาดแคลนน้ำสะอาด การรักษาพยาบาล ที่อยู่อาศัย และบริการขั้นพื้นฐาน โดยหลังเกิดแผ่นดินไหว ยูนิเซฟได้รีบจัดส่งสิ่งของจากคลังสินค้าในกรุงย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ซึ่งประกอบด้วย ชุดเวชภัณฑ์ฉุกเฉินจำนวน 147 ชุด เพื่อให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนราว 1.4 ล้านคนในช่วงสามเดือนข้างหน้า พร้อมแจกจ่ายเม็ดทำน้ำสะอาด ชุดสุขอนามัย ผ้าอนามัย และน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงมอบเต็นท์ ผ้าห่ม และเครื่องใช้จำเป็นให้กับครอบครัวที่สูญเสียที่อยู่อาศัยจากแผ่นดินไหว ยูนิเซฟยังทำงานร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่เพื่อให้การดูแลด้านจิตสังคมแก่เด็กที่ได้รับผลกระทบ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3586336">ยูนิเซฟเร่งให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวในเมียนมา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟชี้เด็ก 13.6 ล้านคนในประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากฝุ่น PM2.5]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3564808</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jan 2025 15:41:21 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3564808</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยูนิเซฟมีความกังวลอย่างยิ่งต่อระดับค่าฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กประมาณ 13.6 ล้านคนทั่วประเทศ สถานการณ์ที่น่าห่วงนี้ต้องการการดำเนินการเร่งด่วนและจริงจังเพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของเด็ก จากรายงาน Over the Tipping Point report ของ ยูนิเซฟ ในปี 2566 พบว่า จำนวนเด็กในประเทศไทยที่เผชิญความเสี่ยงสูงจากฝุ่น PM2.5 นั้นมีมากกว่าจำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางสภาพอากาศอื่น ๆ เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยแล้ง “เราต้องการความมุ่งมั่น ความร่วมมือ และการดำเนินการที่เด็ดขาดจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อจัดการกับสาเหตุของมลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง” นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “นี่เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เด็กทุกคนได้เติบโตในโลกที่ปลอดภัย สะอาด และยั่งยืน” ในประเทศไทย ระดับฝุ่น PM2.5 ที่เป็นอันตรายในช่วงนี้ ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น เพื่อที่เด็ก ๆ จะได้ไม่ต้องเสียวันเรียนไปโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งนี้ ยูนิเซฟกำลังจัดทำการศึกษาวิจัยโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนทั่วประเทศ โดยเน้นการปรับปรุงอาคารและห้องเรียนให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติทางสภาพอากาศ รวมถึงฝุ่น PM2.5 ได้ดียิ่งขึ้น งานวิจัยนี้ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ในปีนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3564808">ยูนิเซฟชี้เด็ก 13.6 ล้านคนในประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากฝุ่น PM2.5</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[รายงานใหม่โดยยูนิเซฟและทีดีอาร์ไอ พบว่า เด็กยากจนร้อยละ 34 ไม่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3520577</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Sep 2024 11:45:03 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3520577</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาล่าสุด โดยองค์การยูนิเซฟและสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ให้เห็นว่าเด็กจากครัวเรือนยากจนกว่า ร้อยละ 34 ไม่ได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนที่พวกเขามีสิทธิ์ได้รับตามโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ยูนิเซฟได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขยายโครงการนี้ให้ครอบคลุมเด็กทุกคนที่อายุต่ำกว่า 6 ปี ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาครัวเรือนตกหล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังมีอัตราการเกิดที่ต่ำและจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “การลงทุนในช่วงปีแรกของชีวิตคือการลงทุนที่ฉลาดที่สุดในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยมีงบประมาณเพียงพอที่จะทำได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลัง ตามการคาดการณ์ของยูนิเซฟและทีดีอาร์ไอ ทั้งนี้ช่วงหกปีแรกของชีวิตคือโอกาสสำคัญในการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้เด็กมีสุขภาพดี เรียนรู้เต็มที่ มีอาชีพที่ดี และมีส่วนร่วมในสังคม ในทางกลับกัน การไม่ลงทุนในช่วงนี้อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของประเทศไทยโดยรวมในอนาคต” งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าเงินอุดหนุนมีประโยชน์มากต่อสุขภาพและโภชนาการของเด็ก แต่เนื่องจากยังมีครอบครัวที่ตกหล่นจำนวนมากประกอบกับจำนวนเงินช่วยเหลือรายเดือนที่น้อย ทำให้โครงการยังไม่สามารถลดความยากจนได้เท่าที่ควร ดร. สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึงของทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า “หลักฐานจากทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าปัญหาการตกหล่นเกิดขึ้นเสมอกับโครงการที่เน้นให้สิทธิ์เฉพาะประชากรบางกลุ่ม ซึ่งมักเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการคัดกรองและการลงทะเบียนเพื่อตรวจคุณสมบัติครอบครัวว่าเข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิ์หรือไม่ ข้อมูลใหม่ชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้ยังขาดประสิทธิภาพเนื่องจากยังมีอัตราการตกหล่นที่สูง” โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดริเริ่มขึ้นในปี 2558 และได้ขยายครอบคลุมจำนวนเด็กมากขึ้นเรื่อย ๆ และเพิ่มจำนวนเงินที่ได้รับต่อเดือน อย่างไรก็ตาม การศึกษาชี้ว่า จำนวนเงินอุดหนุนปัจจุบันที่ 600 บาทต่อเดือนยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของเด็ก ดร. สมชัยกล่าวเสริมว่า “รัฐบาลไทยสามารถขจัดปัญหาการตกหล่นได้ด้วยการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 7 พันล้านบาท เพื่อให้เข้าถึงเด็กอายุน้อยกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3520577">รายงานใหม่โดยยูนิเซฟและทีดีอาร์ไอ พบว่า เด็กยากจนร้อยละ 34 ไม่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[รายงานฉบับใหม่ชี้มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คน 8.1 ล้านคนทั่วโลกในปี 2564 และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการเสียชีวิตทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3484727</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Jun 2024 13:08:47 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3484727</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานฉบับนี้นำเสนอรายละเอียดผลกระทบทางสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของประชากรโลกแซงหน้าการสูบบุหรี่และการกินไม่ดี รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 (State of Global Air -SoGA) เปิดเผยวันนี้ว่า มลพิษทางอากาศกำลังส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นต่อสุขภาพของมนุษย์ และได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองต่อการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก รายงานนี้เผยแพร่โดย Health Effects Institute (HEI) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยอิสระที่ไม่แสวงหากำไรในสหรัฐฯ พบว่า ในปี 2564 มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนถึง 8.1 ล้านคนทั่วโลก และอีกหลายล้านคนต้องเผชิญกับโรคเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยร่วมมือกับยูนิเซฟเป็นครั้งแรก และพบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ โดยส่งผลกระทบต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย โรคหอบหืด และโรคปอด รายงานชี้ว่า ในปี 2564 มลพิษทางอากาศเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีมากกว่า 700,000 คน และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองของการเสียชีวิตของเด็กกลุ่มอายุนี้ทั่วโลก รองจากภาวะทุพโภชนาการ โดยการเสียชีวิตของเด็กกลุ่มนี้ประมาณ 500,000 คนเกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศภายในครัวเรือน ซึ่งเกิดจากการทำอาหารภายในบ้านโดยใช้เชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชีย ปัญหาสุขภาพระดับโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3484727">รายงานฉบับใหม่ชี้มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คน 8.1 ล้านคนทั่วโลกในปี 2564 และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการเสียชีวิตทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟชี้เด็กเล็ก 1 ใน 10 ในประเทศไทยกำลังเผชิญความยากจนทางอาหารเด็กขั้นรุนแรง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3480011</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jun 2024 11:35:04 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3480011</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานฉบับใหม่ของยูนิเซฟเปิดเผยวันนี้ว่า เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีในประเทศไทยจำนวน 1 ใน 10 คนกำลังเผชิญภาวะความยากจนทางอาหารขั้นรุนแรง นั่นคือ เด็ก ๆ ได้รับประทานอาหารไม่เกิน 2 หมู่ต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพและพัฒนาการโดยรวมในระยะยาว รายงาน Child Food Poverty: Nutrition Deprivation in Early Childhood ถือเป็นรายงานแรกของยูนิเซฟที่ทำการวิเคราะห์ผลกระทบและสาเหตุการขาดแคลนอาหารของเด็กเล็กในเกือบ 100 ประเทศทั่วโลกและในทุกกลุ่มรายได้ โดยชี้ให้เห็นว่า นอกจากประเทศไทยแล้ว ทั่วโลกมีเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีราว 181 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 คน กำลังเผชิญความยากจนทางอาหารขั้นรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำ การสู้รบ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนราคาอาหารและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดย เด็กที่เผชิญความยากจนทางอาหารขั้นรุนแรง หมายความว่า พวกเขารับประทานอาหารไม่เกิน 2 หมู่ต่อวัน ทั้ง ๆ ที่เด็กจำเป็นต้องรับประทานอาหารอย่างน้อย 5 หมู่ต่อวัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3480011">ยูนิเซฟชี้เด็กเล็ก 1 ใน 10 ในประเทศไทยกำลังเผชิญความยากจนทางอาหารเด็กขั้นรุนแรง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟแต่งตั้งนวลพรรณ ล่ำซำ เป็นทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3384583</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Sep 2023 16:29:38 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3384583</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยูนิเซฟประกาศแต่งตั้งนางนวลพรรณ ล่ำซำ หรือ มาดามแป้ง เป็นทูตองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย โดยมาดามแป้งจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยยูนิเซฟรณรงค์สร้างความตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบความเป็นอยู่ของเด็ก พร้อมทั้งระดมการสนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก ๆ ในประเทศไทยและทั่วโลกโดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบางที่สุด “แป้งรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทยค่ะ แป้งขอขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีให้กับแป้งในการปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับเด็กทุกคนในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นงานที่แป้งให้ความสำคัญมาก เพราะแป้งเชื่อจากใจจริงว่าเด็กทุกคนคืออนาคตของชาติ ที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแล เอาใจใส่ เพื่อให้เติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ เฉกเช่นเดียวกับต้นไม้ที่จะเติบโตผลิดอกออกผลได้ดีก็ต่อเมื่อถูกปลูกในผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ ได้รับการรดน้ำ พรวนดินจากสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และด้วยความตั้งใจจริงกับศรัทธาที่แป้งมี แป้งจะพยายามทำทุกอย่าง โดยอาศัยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และความถนัดที่แป้งมีเพื่อร่วมสร้างสังคมและสภาพแวดล้อมที่เด็ก ๆ สามารถจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีคุณภาพ และมีความสุขที่ยั่งยืนค่ะ” การแต่งตั้งมีขึ้นในวันนี้ที่องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โดยมีนางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีกับมาดามแป้งในโอกาสการเข้ารับตำแหน่งทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับมาดามแป้งในฐานะทูตองค์การยูนิเซฟคนใหม่ของประเทศไทย คุณสมบัติที่เพียบพร้อมของมาดามแป้ง ตลอดจนความสำเร็จจากบทบาทอันหลากหลายและแรงบันดาลใจที่มาดามแป้งได้ส่งต่อให้กับสังคม จะมีส่วนช่วยให้ยูนิเซฟบรรลุภารกิจเพื่อเด็กทั้งในด้านการเป็นกระบอกเสียงให้กับเด็กและเยาวชน และการทำให้สังคมได้รับรู้และเข้าใจถึงความต้องการของเด็ก ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ มาดามแป้งจะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับชีวิตของเด็ก ๆ ในประเทศไทยและทั่วโลกอีกด้วย” ในฐานะทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย มาดามแป้งจะร่วมสนับสนุนงานของยูนิเซฟในหลากหลายด้าน โดยจะเน้นไปที่การพัฒนาเด็กปฐมวัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3384583">ยูนิเซฟแต่งตั้งนวลพรรณ ล่ำซำ เป็นทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟชี้ทารกเพียง 1 ใน 3 คนในประเทศไทยได้กินนมแม่อย่างเดียวหกเดือน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายโลก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3364735</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Aug 2023 09:59:09 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3364735</guid>

					<description><![CDATA[<p>เนื่องในสัปดาห์นมแม่โลก ซึ่งตรงกับวันที่ 1-7 สิงหาคมของทุกปี ยูนิเซฟเรียกร้องให้ภาครัฐและภาคธุรกิจเพิ่มการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยเฉพาะแม่ที่ต้องทำงาน หลังจากผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยล่าสุด ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟและสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีทารกเพียง 1 ใน 3 คนเท่านั้น (ร้อยละ 29) ที่ได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายโภชนาการโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 50 ภายในปี 2568 นางคยอนซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวหกเดือนในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ยังมีทารกอีกจำนวนมากที่ไม่ได้กินนมแม่และพลาดโอกาสที่จะได้เริ่มต้นชีวิตอย่างดีที่สุด นมแม่เปรียบเหมือนพลังวิเศษของแม่ ฉันเองก็เป็นแม่คนหนึ่งและรู้ดีว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องกลับไปทำงาน ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างต่อเนื่องและสำเร็จได้นั้น คือ การสนับสนุนจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกครอบครัว แพทย์ พยาบาล ตลอดจนนายจ้างและเพื่อนร่วมงาน ทุกคนมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ทารกได้รับอาหารที่ดีที่สุดนี้สำหรับการเริ่มต้นชีวิตและการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของพวกเขา” นมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ซึ่งเต็มไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ที่ทารกต้องการในการเจริญเติบโต เด็กที่ได้กินนมแม่มีโอกาสที่จะมีภาวะผอมแห้งหรือภาวะเตี้ยแคระแกร็นน้อยกว่า และมักจะมีพัฒนาการทางสมองที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟแนะนำให้แม่ให้นมลูกภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และให้นมลูกอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นแม่สามารถให้นมลูกได้ต่อเนื่องจนถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3364735">ยูนิเซฟชี้ทารกเพียง 1 ใน 3 คนในประเทศไทยได้กินนมแม่อย่างเดียวหกเดือน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินและยูนิเซฟเพื่อส่งเสริมการปกป้องสิทธิเด็ก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3265489</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Nov 2022 11:46:32 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3265489</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการปกป้องสิทธิเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย ความร่วมมือระหว่างสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย มุ่งเน้นเพื่อยกระดับมาตรฐานการฝึกทักษะด้านอาชีพและการจ้างงานให้กับเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา หรือการฝึกอบรมใด ๆ เพื่อให้เยาวชนทุกคนจะมีความรู้ความสามารถและทักษะในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3265489">การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินและยูนิเซฟเพื่อส่งเสริมการปกป้องสิทธิเด็ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟและกรมสุขภาพจิตชี้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยน่าเป็นห่วง  ต้องยกระดับบริการสุขภาพจิตโดยเร่งด่วน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3232909</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Aug 2022 11:13:58 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3232909</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานการศึกษาล่าสุดของยูนิเซฟซึ่งเผยแพร่วานนี้ระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพและความรวดเร็วของบริการสุขภาพจิตสำหรับเด็กและวัยรุ่น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ พัฒนาการ และอนาคตของพวกเขา รายงาน การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบและบริการสนับสนุนทางจิตใจและจิตสังคมสำหรับเด็กและวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ฉบับประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ กรมสุขภาพจิต สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และสถาบันเบอร์เน็ต ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า วัยรุ่นไทยอายุ 10-19 ปี ประมาณ 1 ใน 7 คน และเด็กไทยอายุ 5-9 ปี ประมาณ 1 ใน 14 คน มีความผิดปกติทางจิตประสาทและอารมณ์ ปัจจุบัน การฆ่าตัวตายคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามของวัยรุ่นไทย โดยการสำรวจภาวะสุขภาพนักเรียนทั่วโลกในส่วนของประเทศไทยเมื่อปี 2564 (2021 Global School-based Student Health Survey) พบว่า ร้อยละ 17.6 ของวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย ในงานเปิดตัวรายงานฉบับนี้ซึ่งจัดขึ้นที่กระทรวงสาธารณสุขเมื่อวานนี้ นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3232909">ยูนิเซฟและกรมสุขภาพจิตชี้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยน่าเป็นห่วง  ต้องยกระดับบริการสุขภาพจิตโดยเร่งด่วน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ญี่ปุ่นมอบอุปกรณ์สำหรับจัดเก็บและขนส่งวัคซีนเพื่อช่วยไทยต่อสู้กับโควิด-19]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3170489</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Mar 2022 15:56:33 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3170489</guid>

					<description><![CDATA[<p>รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับองค์การยูนิเซฟมอบอุปกรณ์เพื่อใช้จัดเก็บและขนส่งวัคซีนมูลค่า 25 ล้านบาท (ประมาณ 750,000 ดอลล่าสหรัฐ) ภายใต้ โครงการ Last One Mile Support เพื่อช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนซึ่งรวมถึงประชากรกลุ่มเปราะบางที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง จากการร่วมมือในครั้งนี้ อุปกรณ์สำหรับระบบลูกโซ่ความเย็นซึ่งใช้เพื่อจัดเก็บและขนส่งวัคซีนเหล่านี้ได้ถูกจัดส่งไปยังโรงพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ โดยจะช่วยให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดเก็บและกระจายวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนป้องกันโรคอื่น ๆ ไปยังประชากรทุกกลุ่มได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ อุปกรณ์ที่ได้ทำการส่งมอบแล้ว ประกอบด้วย หีบเย็น 1,720 ชิ้น กระติกวัคซีน 1,000 ชิ้น และอุปกรณ์วัดและบันทึกอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง 1,000 ชิ้น อุปกรณ์คุณภาพสูงเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถลงพื้นที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนตามหมู่บ้านห่างไกลได้ เช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และในเร็ว ๆ นี้ จะมีการจัดส่งตู้เย็นประเภท Ice-lined จำนวน 230 ตู้ และตู้เย็นแช่แข็งสำหรับจัดเก็บเวชภัณฑ์อีกจำนวน 50 ตู้ เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้อย่างถ้วนหน้า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนประเทศไทยในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านหลากหลายโครงการนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาด ยกตัวอย่างเช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3170489">ญี่ปุ่นมอบอุปกรณ์สำหรับจัดเก็บและขนส่งวัคซีนเพื่อช่วยไทยต่อสู้กับโควิด-19</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟและกรมสุขภาพจิตชี้โควิด-19  ส่งผลให้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3108231</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Oct 2021 15:38:14 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3108231</guid>

					<description><![CDATA[<p>เนื่องในวันสุขภาพจิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี องค์การยูนิเซฟ และกรมสุขภาพจิต ได้แสดงความห่วงใยต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย หลังจากที่วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้วัยรุ่นจำนวนมากต้องเผชิญกับความเครียด ความกังวล และภาวะซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยโดยกรมสุขภาพจิต พบว่า ร้อยละ 28 ของเด็กและวัยรุ่นมีภาวะเครียดสูง, ร้อยละ 32 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ในขณะที่อีกร้อยละ 22 มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย โดยเป็นการเก็บข้อมูลจากเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีจำนวน 183,974 คนที่เข้ามาประเมินสุขภาพจิตตนเองผ่านแอปลิเคชั่น Mental Health Check-in ของกรมสุขภาพจิตในช่วง 18 เดือนของการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2564 การสำรวจโดยยูนิเซฟเมื่อปีที่แล้วยังพบว่า เด็กและเยาวชนจำนวน 7 ใน 10 คนมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่กังวลกับรายได้ของครอบครัว การเรียน การศึกษาและการจ้างงานในอนาคต นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3108231">ยูนิเซฟและกรมสุขภาพจิตชี้โควิด-19  ส่งผลให้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟมอบเครื่องผลิตออกซิเจน 550 เครื่องเพื่อสนับสนุนประเทศไทยสู้โควิด-19]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3101963</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Sep 2021 10:18:46 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3101963</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยูนิเซฟมอบเครื่องผลิตออกซิเจน 550 เครื่อง มูลค่า 17 ล้านบาท เพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทย โดยส่งมอบให้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อกระจายแก่โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ระบาดหนัก พร้อมกับเดินหน้าสนับสนุนประเทศไทยในด้านอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “การรับมือกับโควิด-19 ระลอกนี้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและช่วยเหลือคนกลุ่มเปราะบาง และด้วยการสนับสนุนจากผู้บริจาคและพันธมิตร ยูนิเซฟได้รวบรวมกำลังในการสนับสนุนบุคลากรด่านหน้า เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยและบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ และครอบครัวที่กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งนี้” ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากการส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจนแล้ว ยูนิเซฟได้สนับสนุนภาคีทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทยในด้านต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น แจกจ่ายอุปกรณ์เพื่อสุขอนามัยกว่า 607,000 ชิ้น เช่น สบู่ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สเปรย์แอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ หน้ากากอนามัยสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ให้แก่เด็กและประชากรกลุ่มเปราะบางกว่า 275,000 คน แจกจ่ายกล่องมหัศจรรย์และถุงมหัศจรรย์ 8,360 ชุด แก่เด็กในชุมชนยากจน เด็กที่ไม่มีผู้ดูแล เด็กที่ถูกกักตัวหรือแยกตัว (เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือติดเชื้อ) และเด็กข้ามชาติในชุมชนและแคมป์ก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบ โดยแต่ละชุดประกอบด้วย หนังสือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3101963">ยูนิเซฟมอบเครื่องผลิตออกซิเจน 550 เครื่องเพื่อสนับสนุนประเทศไทยสู้โควิด-19</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟแนะไม่ควรแยกเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือเสี่ยงสูงจากครอบครัว]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3063142</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Jun 2021 15:23:30 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/health/3063142</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากการแพร่ระบาดของโควิด -19 ระลอกล่าสุดในประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้มีจำนวนเด็กที่ติดเชื้อมากกว่าทุกครั้ง องค์การยูนิเซฟและกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้ออก แนวทางการดูแลเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือมีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการถูกแยกจากครอบครัว โดยเน้นย้ำว่า การแยกผู้ติดเชื้อหรือกักตัวผู้ใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงสูง ควรลดการแยกเด็กจากครอบครัวและส่งเสริมให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันมากที่สุด แนวทางปฏิบัตินี้นำมาจากแนวปฎิบัติสากลของยูนิเซฟ เรื่อง “การกักหรือแยกตัวเด็ก: การคุ้มครองและป้องกันการแยกเด็กจากครอบครัวในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย โดยต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อเด็ก โดยมาตรการที่ใช้ควบคุมการแพร่ระบาด เช่น การกักตัวผู้มีความเสี่ยงสูง และการให้เข้ารักษาในสถานพยาบาล ทำให้เด็กมีโอกาสที่จะถูกแยกจากครอบครัว ซึ่งส่งผลเสียต่อความเป็นอยู่ของเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ แนวปฏิบัติดังกล่าว ระบุว่า การตัดสินใจแยกเด็กที่ติดเชื้อหรือกักตัว ควรคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก โดยไม่ควรขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินแบบองค์รวมโดยคำนึงถึงผลกระทบอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการแยกเด็กออกจากครอบครัวด้วย เช่น ความเครียดของเด็กจากการต้องปรับตัว การต้องไปอยู่กับผู้ใหญ่คนอื่น ๆ อาจเป็นญาติที่ไม่ได้สนิทนัก หรือการที่กิจวัตรต่างๆ ที่เด็กเคยทำอาจต้องเปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่เด็กจะเผชิญกับความรุนแรง การถูกทำร้าย การถูกละเลยทอดทิ้ง และการถูกแสวงประโยชน์ในระหว่างที่ต้องถูกแยกจากครอบครัว ทั้งนี้ มาตรการแยกหรือกักตัวหรือการดูแลเด็กที่เฉพาะเจาะจงใด ๆ ควรพิจารณาเป็นรายกรณี โดยขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วย ความจำเป็นที่ต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ปัจจัยเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค และสภาพที่บ้าน รวมถึงการมีผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่ในครัวเรือน นางคิม คยองซัน ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3063142">ยูนิเซฟแนะไม่ควรแยกเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือเสี่ยงสูงจากครอบครัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ยูนิเซฟชี้เด็กและเยาวชนอย่างน้อย 1 ใน 7 คน ทั่วโลกเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต จากการที่ต้องอยู่แต่ในบ้านเกือบทั้งปีตามมาตราการควบคุมการแพร่ระบาด]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3034855</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2021 16:19:36 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3034855</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์การยูนิเซฟ ระบุวันนี้ว่า นับตั้งแต่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาด มีเด็กและเยาวชนทั่วโลกราว 332 ล้านคน หรืออย่างน้อย 1 ใน 7 คน ต้องอยู่แต่ในบ้านมาแล้วอย่างน้อย 9 เดือนตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ส่งผลให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นเสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพจิตและสุขภาวะโดยรวม ผลวิเคราะห์ล่าสุดของยูนิเซฟ ซึ่งใช้ข้อมูลจาก Oxford COVID-19 Government Response Tracker ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2563 ซึ่งประกาศให้โควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่ มีเด็กจำนวน 139 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องอยู่แต่ในบ้านเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 9 เดือน เนื่องจาก คำสั่ง ให้ประชาชนทั่วประเทศอยู่แต่ในบ้านที่ประกาศใช้ในหลายประเทศ เช่น ปารากวัย เปรู และไนจีเรีย ขณะที่เด็กอีกจำนวน 193 ล้านคนก็มักใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านเช่นกัน หลังจากที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีมาตราการ แนะนำ ให้ประชาชนทั่วประเทศอยู่ในบ้าน นางเฮนเรียตตา โฟร์ ผู้อำนวยการบริหาร องค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3034855">ยูนิเซฟชี้เด็กและเยาวชนอย่างน้อย 1 ใน 7 คน ทั่วโลกเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต จากการที่ต้องอยู่แต่ในบ้านเกือบทั้งปีตามมาตราการควบคุมการแพร่ระบาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
	</channel>
</rss>
