<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
>
<channel>
	<title>ThaiPR.NET</title>
	<atom:link href="https://www.thaipr.net/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thaipr.net/tag/องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่ง</link>
	<description>Press Release Distribution Center of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Wed, 22 Apr 2026 08:45:28 +0700</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.1.1</generator>
	<item>
		<title><![CDATA[องค์พิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย รณรงค์ต้านเชื้อดื้อยาจากฟาร์มอุตสาหกรรม คิกออฟแคมเปญ “บึ๊ด จ้ำ บึ๊ด ฮึดสู้เพื่อสัตว์ฟาร์ม”]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3405652</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Nov 2023 08:51:37 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3405652</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์พิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย รณรงค์ต้านเชื้อดื้อยาจากฟาร์มอุตสาหกรรม คิกออฟแคมเปญ “บึ๊ด จ้ำ บึ๊ด ฮึดสู้เพื่อสัตว์ฟาร์ม” แทคทีม มารีญา พูลเลิศลาภ และ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตร ผนึกพลังทีม “พายซัพ” ล่องแม่น้ำสามสาย ดีเดย์ แม่น้ำสายแรก “บางปะกง” องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย World Animal Protection จึงได้จัดแคมเปญ “บึ๊ด จ้ำ บึ๊ด ฮึดสู้เพื่อสัตว์ฟาร์ม” ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อาทิ เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา อาสาสมัคร ตลอดจนเยาวชนให้มีส่วนร่วมสร้างสังคมตระหนักถึงปัญหาและภัยของเชื้อดื้อยาเพื่อป้องกันและสร้างความปลอดภัยในชุมชน พร้อมเผยผลตรวจเชื้อแบคทีเรียดื้อยาล่าสุดในแหล่งน้ำรอบฟาร์มอุตสาหกรรมที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ผ่านกิจกรรมพายซัพบอร์ดในวันที่ 4 พ.ย. 2566 นำร่องแม่น้ำสายแรกแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา จากนั้นในวันที่ 11 พ.ย. 2566 จะล่องแม่น้ำสายที่สอง แม่น้ำนครชัยศรี จ.นครปฐม และปิดท้ายกิจกรรมในวันที่ 21 พ.ย. 2566 ที่แม่น้ำสายที่สาม แม่น้ำเจ้าพระยา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3405652">องค์พิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย รณรงค์ต้านเชื้อดื้อยาจากฟาร์มอุตสาหกรรม คิกออฟแคมเปญ “บึ๊ด จ้ำ บึ๊ด ฮึดสู้เพื่อสัตว์ฟาร์ม”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ผลศึกษาชี้ชัด ยุติฟาร์มอุตสาหกรรมลดปัญหาโลกร้อน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3232272</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Aug 2022 11:16:58 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3232272</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุด พบแนวโน้มการบริโภคเนื้อหมูและเนื้อไก่ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสภาพภูมิอากาศ เรียกร้องรัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรลุเป้าหมายตามข้อตกลงปารีส พร้อมแนะแนวทางร่วมสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อลดปัญหา “โลกร้อน” (Climate Change) องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จัดทำรายงานเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความโหดร้ายทารุณ – เผยผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากฟาร์มอุตสาหกรรม (Climate Change and Cruelty: Revealing the True Impact of Factory Farming) ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประเมินผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศของโลกจากการลดการบริโภคเนื้อไก่และเนื้อหมู ควบคู่กับการยุติความโหดร้ายทารุณในฟาร์มอุตสาหกรรม โดยการศึกษาครั้งนี้เกิดจากการคาดการณ์ว่าการทำฟาร์มอุตสาหกรรมจะเติบโตขึ้นอย่างมากจากความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก ผลการศึกษาพบว่า ในแต่ละปีสัตว์ประมาณ 80 ล้านตัวทั่วโลกถูกนำมาเลี้ยงในฟาร์ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฟาร์มอุตสาหกรรมที่โหดร้ายทารุณ และเมื่อวิเคราะห์ถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกรณีตัวอย่างของฟาร์มผลิตเนื้อไก่และหมู ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 4 แห่ง ได้แก่เนเธอร์แลนด์ สหรัฐฯ บราซิล และจีน โดยเมื่อเจาะเฉพาะส่วนการผลิตเนื้อไก่เพียงอย่างเดียวพบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณเทียบเท่ากับที่ถูกปล่อยจากรถยนต์ 29 ล้านคันในช่วงเวลา 1 ปี และนี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องมีการควบคุมการขยายตัวของฟาร์มอุตสาหกรรมและส่งเสริมโปรตีนทางเลือกเพิ่มมากขึ้น การประเมินฟาร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใน 4 จุดสำคัญของโลก (เนเธอร์แลนด์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3232272">ผลศึกษาชี้ชัด ยุติฟาร์มอุตสาหกรรมลดปัญหาโลกร้อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกร่วมวางแนวทาง ให้กับบริษัทท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3211773</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Jul 2022 11:54:22 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3211773</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มสปีซ (Spies Group) จะรวมแนวทางการทำงานที่สอดคล้องกับประเด็นด้านสวัสดิภาพสัตว์ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเพื่อความยั่งยืนโดยเริ่มตั้งแต่ฤดูร้อนปีนี้ บริษัทท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของสแกนดิเนเวียชื่อ สปีซ (กลุ่มบริษัทท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจแห่งนอร์ดิก) ที่รวมถึงบริษัทโกลบทร็อตเตอร์ (Globetrotter) บริษัทวิงไกเซอร์ (Ving Rejser) และบริษัทแชร์บอร์ก (Tjaereborg) ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศเดนมาร์ก โดยรับรองว่าจะนำเรื่องสวัสดิภาพของสัตว์มาพิจารณาเป็นอันดับแรกสำหรับจุดหมายการท่องเที่ยวทั้งหมดที่มีมากกว่า 400 แห่งทั่วโลก “เราตั้งตารอความร่วมมือครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง” สเตฟานี ครูซ เคลาเซ่น นักสัตวศาสตร์จากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศเดนมาร์กกล่าว: “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในสแกนดิเนเวียได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่และจะนำความเชี่ยวชาญของเราไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การที่ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพร้อมทั้งยืนยันที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง” แม้ว่ากลุ่มสปีซจะมีนโยบายที่คำนึงถึงสัตว์และธรรมชาติในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันนี้ด้วยความร่วมมือกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กลุ่มสปีซก็ได้พัฒนานโยบายที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่าการมีประสบการณ์กับสัตว์ป่าในจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวนับแต่บัดนี้ไป จะมุ่งเน้นไปที่การมีประสบการณ์กับสัตว์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติและคำนึงถึงสวัสดิภาพของสัตว์เป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้น นอกจากกลุ่มสปีซจะไม่นำเสนอการเดินทางเพื่อไปชมการแสดงของโลมา หรือการให้บริการนักท่องเที่ยวขี่ช้างแล้ว ยังจะมุ่งเน้นเป็นพิเศษในการให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้เข้ากิจกรรมที่มีเบื้องหลังที่โหดร้าย เช่น การสัมผัสสิงโตหรือเสือ การถ่ายรูปเซลฟี่กับสัตว์ป่าหรือการจ่ายเงินเพื่อชมลิงหรือหมีเต้นระบำ “การดำเนินการต่างๆเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือครั้งนี้กำลังไปได้ดี เรามีความมั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวของเราและเรายังเชื่อมั่นว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพันธมิตรทางธุรกิจในท้องถิ่นแน่นแฟ้นขึ้น” โซฟี โฟลเดน ลุนด์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารและสื่อมวลชนของกลุ่มสปีซทราเวลส์กล่าว: “ความร่วมมือครั้งใหม่นี้ถือเป็นหลักประกันว่า นักท่องเที่ยวจะได้รับความเพลิดเพลินจากสัตว์ได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบเมื่อได้เลือกจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่เรานำเสนอ อีกทั้งเรายังมองว่า นี่คือโอกาสพิเศษในการพัฒนาประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นใหม่ๆในอนาคตด้วย” ผู้จัดการฝ่ายการสื่อสารของกลุ่มสปีซกล่าวเพิ่มเติม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3211773">องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกร่วมวางแนวทาง ให้กับบริษัทท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เผยรายงานภัยร้ายคุกคามสุขภาพมนุษย์ ที่ซ่อนอยู่ในระบบปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรมเนื่องในวันอนามัยโลก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3178066</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Apr 2022 14:54:13 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3178066</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เผยงานวิจัยล่าสุดเนื่องในวันอนามัยโลก ชี้ชัดว่าการทำฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษยอย่างมหาศาล ซึ่งเชื่อมโยงให้เห็นถึงภัยของ ซูเปอร์บั๊ก&#8217; (Superbug) หรือ &#8216;เชื้อดื้อยา&#8217; ซึ่งกำลังเป็นวิกฤตของประเทศไทย รวมถึงภัยด้านสุขภาพอื่น และสถานการณ์นี้ก็จะเลวร้ายลงไปอีก หากความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รายงาน “ภัยคุกคามสุขภาพที่ซ่อนไว้ในระบบปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม” ฉบับนี้ เผยให้เห็นว่ารัฐบาลทั่วโลกเพิกเฉยต่อปัญหาสุขภาพมนุษย์ที่เกิดจากฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมและความทุกข์ทรมานของสัตว์ในฟาร์มนับพันล้านตัว โดยภายในปี พ.ศ. 2573 การบริโภคเนื้อสัตว์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ต้องแลกมาด้วยชีวิตสัตว์นับหลายพันล้านตัวที่ต้องเผชิญกับความเครียด จากการถูกตัดตอนอวัยวะและต้องอยู่ในกรงที่คับแคบมาทั้งชีวิต โดยในแต่ละปีร้อยละ 70 ของสัตว์ฟาร์มจำนวน 80,000 ล้านตัว* ทั่วโลกนั้น ถูกเลี้ยงและถูกฆ่าในระบบฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมอย่างโหดร้าย รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นตามแนวคิด 5 ประการที่ “ระบบอาหารส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพ” ในรายงาน “Food Systems Delivering Better Health” iโดยองค์การอนามัยโลก เมื่อปี พ.ศ. 2564 นอกจากนี้ ในรายงานยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของผลเสียต่อสุขภาพที่เกิดจากการทำฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมโดยตรง ซึ่งยังหมายรวมถึงประเด็นวิกฤติเชื้อดื้อยาในประเทศไทย ที่ยังคงขาดการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรค ตลอดจนขาดการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มให้สูงขึ้น “การใช้ยาปฏิชีวนะที่มากเกินจำเป็นในฟาร์มเป็นผลจากการเลี้ยงสัตว์แบบไม่มีสวัสดิภาพที่ดี ส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาขึ้นในฟาร์มและปนเบื้อนออกมายังแหล่งน้ำสาธารณะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3178066">เผยรายงานภัยร้ายคุกคามสุขภาพมนุษย์ ที่ซ่อนอยู่ในระบบปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรมเนื่องในวันอนามัยโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ความสำเร็จในการช่วยเหลือหมีตัวแรกจากประเทศยูเครน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3173103</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 09:58:08 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3173103</guid>

					<description><![CDATA[<p>Masha หมีสีน้ำตาลสายพันธุ์ยูเรเซียนที่เคยต้องใช้ชีวิตในคณะละครสัตว์ ได้ถูกเคลื่อนย้ายผ่านพื้นที่อันตรายจากประเทศยูเครนอย่างปลอดภัย และมาถึงสู่เขตรักษาพันธุ์หมี Libearty ในประเทศโรมาเนียแล้ว Masha ได้เดินทาง 140 ไมล์ข้ามประเทศยูเครนที่เคยเป็นเขตพื้นที่สงครามไปยังประเทศโรมาเนีย โดย Masha จะได้อยู่ร่วมกับหมีอีก 116 ตัวที่ศูนย์พักพิงแห่งนี้ และมีความสุขกับการได้พักหลักจากที่ต้องรอคอยมายาวนาน โดย Lionel de Lange ผู้อำนวยการด้านการกุศลของ Warriors of Wildlife ได้ช่วยดูแลช่วงแรกของการเดินทางข้ามประเทศยูเครน และองค์กรพันธมิตรในประเทศโรมาเนีย คือ องค์กร Millions of Friends Association (Asociația Milioane de Prieteni &#8211; AMP) รับผิดชอบการเคลื่อนย้ายจากเขตชายแดนมายังเขตรักษาพันธุ์หมี เพื่อดูแลให้ความสุขพร้อมความปลอดภัยในขั้นสุดท้าย โดยได้รับงบประมาณในการดูแลเลี้ยงดู Masha ได้รับทุนสนับสนุนจาก องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection แผนการช่วยเหลือ Masha มีกำหนดการที่จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์การบุกรุกโดยกองกำลังรัสเซีย แผนการดังกล่าวจึงถูกระงับไว้ก่อน แต่ในที่สุดแล้ว Masha ได้เดินทางจากประเทศยูเครนไปยังประเทศโรมาเนียอย่างราบรื่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3173103">ความสำเร็จในการช่วยเหลือหมีตัวแรกจากประเทศยูเครน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเห็นพ้องสหภาพยุโรป ออกกฎเข้มจำกัดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ฟาร์ม]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3151980</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Feb 2022 09:56:02 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3151980</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา สหภาพยุโรปบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่มีผลในการห้ามใช้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่องในสัตว์ฟาร์ม องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection เห็นพ้องว่าการบังคับใช้กฎหมายครั้งสำคัญนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวด้านนโยบายที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในโลก ในแต่ละปี ทั่วทวีปยุโรปมีการเลี้ยงสัตว์ฟาร์มในกรงขังกว่า 300 ล้านตัว[1] และในแต่ละปีมีการผลิตไก่พันธุ์เนื้อถึง 7,200 ล้านตัว[2] สัตว์เหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์ทรมานในฟาร์มขนาดใหญ่ และได้รับยาปฏิชีวนะทางอาหารหรือน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากวิธีการเลี้ยงที่โหดร้าย ซึ่งกฎระเบียบฉบับใหม่ของสหภาพยุโรปได้กำหนดให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาสัตว์ที่ป่วยเท่านั้น (ไม่ใช่ให้รวมทั้งคอก) ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อแก้ปัญหาจากการเลี้ยงสัตว์ฟาร์มที่มีสวัสดิภาพต่ำนับแต่นี้ไปจึงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขทั่วโลก[3] ในแต่ละวันมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากถึง 3,500 คนจากการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ (Superbugs)4 ซึ่งประมาณ 3 ใน 4 ของปริมาณยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ทั่วโลกถูกใช้กับสัตว์ฟาร์ม[5] โดยเฉพาะในฟาร์มอุตสาหกรรมที่มีการเลี้ยงดูอย่างทารุณโหดร้าย ในทางกลับกันสัตว์ที่ได้รับการเลี้ยงในฟาร์มที่มีสวัสดิภาพสูงจะมีสุขภาพดีกว่า มีภูมิต้านทานโรคได้ดีกว่า และแทบไม่ต้องพึ่งพายาปฏิชีวนะ เนื่องจากทวีปยุโรปเป็นแหล่งนำเข้าอาหารรายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้นกฎระเบียบใหม่นี้จะส่งผลกระทบไปยังผู้ผลิตทั่วโลก เนื่องจากสหภาพยุโรปจะสามารถปฏิเสธการนำเข้าสัตว์ที่มีชีวิตหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเติบโตของสัตว์ สหภาพยุโรปจะดำเนินการบังคับใช้กฎระเบียบใหม่นี้สำหรับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งภายในทวีปยุโรปและรวมถึงประเทศคู่ค้า Jacqueline Mills หัวหน้าฝ่ายสัตว์ฟาร์ม องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวว่า “เราพบเห็นสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ฟาร์มในกรงขังที่น่าหดหู่ เช่น ไก่ที่มีอัตราการเจริญโตเร็วมากจนยืนไม่ได้ และลูกหมูก็ถูกตัดตอนอวัยวะอยู่เป็นประจำ สัตว์นับพันล้านตัวที่เกิดในฟาร์มอุตสาหกรรมต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยาก นี่อาจทำให้เราได้บริโภคเนื้อสัตว์ราคาถูก แต่เรากลับลืมนึกถึงสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยปัญหาสุขภาพของเราเอง” “วันนี้สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าแนวทางใหม่ที่เข้มข้นขึ้นในการแก้ไขปัญหาวิกฤต Superbugs ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ฟาร์มจะต้องยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์ ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องลุกขึ้นเผชิญความจริงที่ว่า เราต้องยุติการเร่งผลิตเนื้อสัตว์ที่เต็มไปด้วยยาปฏิชีวนะที่เป็นผลจากการปกปิดปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3151980">องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเห็นพ้องสหภาพยุโรป ออกกฎเข้มจำกัดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ฟาร์ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก มอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 20,100 เข็มให้กรมปศุสัตว์]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3129946</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Dec 2021 08:52:22 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3129946</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย (World Animal Protection) นำโดย นางสาวโรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการองค์กรฯ มอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจำนวน 20,100 เข็ม ให้แก่กรมปศุสัตว์ โดยมี น.สพ.ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้แทนรับมอบวัคซีน เพื่อนำไปฉีดให้กับสุนัขจรจัดและยังเป็นการช่วยเหลือให้สัตว์ในชุมชนปลอดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า พร้อมสนับสนุนงบพัฒนาระบบฐานข้อมูลประชากรสัตว์ และมี สพ.ญ. ชนัดดา เครือประดับ, พิมพ์มนัส ลัยท์นันท์ และ ธนกร สุริยะ เข้าร่วมในกิจกรรม ณ กรมปศุสัตว์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ เรียงจากซ้ายไปขวา สพ.ญ.สุนทรี วีรกิจพานิช นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ น.สพ.พรพิรุณ ชินสอน นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมป้องกันโรคสัตว์เลี้ยง สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ น.สพ.บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ น.สพ.ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3129946">องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก มอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 20,100 เข็มให้กรมปศุสัตว์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ร่วมสร้างความตระหนักหยุดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นผ่านเว็บไซต์ “สืบรอยเท้ายาปฏิชีวนะในตัวคุณ”]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3124028</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2021 09:56:37 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3124028</guid>

					<description><![CDATA[<p>หน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกซ์ฟอร์ด (MORU) ร่วมมือกับ กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เปิดตัวเว็บไซต์ “สืบรอยเท้ายาปฏิชีวนะในตัวคุณ” หรือ Antibiotic Footprint – Individual Calculator (https://www.antibioticfootprint.net/calculator/th) ซึ่งเป็นแพล็ตฟอร์มแบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่มีวัตถุประสงค์ให้คนสามารถเข้ามาเรียนรู้และลดปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะนำไปสู่ปัญหาเชื้อดื้อยาซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก วิกฤตเชื้อดื้อยานั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตที่สำคัญในปัจจุบัน รศ. ดร.นพ. ดิเรก ลิ้มมธุรสกุล หน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า “เว็บไซต์ “สืบรอยเท้ายาปฏิชีวนะในตัวคุณ” หรือ Antibiotic Footprint – Individual Calculator เป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play education) ที่ได้นําแนวคิดมาจากการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบุคคล (Carbon Footprint Individual Calculator) นํามาปรับใช้เป็นการคำนวณการบริโภคยาปฎิชีวนะของแต่ละคน จากทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ จากการรับประทานยา และการบริโภคเนื้อสัตว์ ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์สามารถวัดขนาดรอยเท้ายาปฏิชีวนะของตนเอง และเปรียบเทียบรอยเท้ายาปฏิชีวนะกับของผู้อื่นทั้งในประเทศและผู้อื่นทั่วโลก ซึ่งการวัดรอยเท้ายาปฏิชีวนะและการอ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ในขณะที่เล่น จะกระตุ้นให้ผู้เล่นเข้าใจถึงปัญหา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3124028">ร่วมสร้างความตระหนักหยุดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นผ่านเว็บไซต์ “สืบรอยเท้ายาปฏิชีวนะในตัวคุณ”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกชี้ภัยเสี่ยง ตลาดค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายสู่ภัยคุกคามด้านสาธารณสุข]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3111496</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Oct 2021 08:41:58 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3111496</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection เผยรายงานล่าสุด &#8216;ธุรกิจสุดเสี่ยง: สัตว์และผู้คนในเปรูเผชิญความเสี่ยงจากตลาดค้าสัตว์ป่าได้อย่างไร&#8217; เปิดเผยข้อมูลสัตว์ป่ากว่า 200 สายพันธุ์ที่มาจากป่าฝนอเมซอนถูกขายอย่างผิดกฎหมายที่ตลาดในเมืองอีกีโตส ประเทศเปรู ซึ่งเป็นแหล่งค้าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และนกทั้งที่มีชีวิตและซากสัตว์ ตลาดเบเลนซึ่งถือเป็นตลาดกลางแจ้งที่ขายสัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดในเขตอเมซอน ซึ่งมีมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยเพื่อป้องกันโรคจากสัตว์สู่คนจากการแพร่กระจายจากสัตว์ป่าสู่ผู้คน ผู้เชี่ยวชาญของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กังวลว่าสิ่งนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมากต่อผู้คน เนื่องจากสัตว์ป่าเป็นที่รู้จักในการแพร่โรคร้ายแรงสู่มนุษย์ เช่น โควิด-19 โรคซาร์ส (โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง) และอีโบลา สัตว์ป่านานาชนิด อาทิ เสือจากัวร์ สัตว์ตระกูลไพรเมต สลอธ โลมา พะยูน เต่า นกมาคอว์ งู และคาปิบารา สามารถพบได้ในตลาด บางตัวยังมีชีวิตอยู่และอยู่ในสภาพที่เลวร้าย สัตว์เหล่านี้มักขายเป็นเนื้อสัตว์ป่า แต่ยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่หรูหราและเพื่อการใช้งานทางจิตวิญญาณ ยา และการตกแต่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประมาณหนึ่งในสิบ ของสายพันธุ์เหล่านี้ถูกคุกคามด้วยเสี่ยงจากการสูญพันธุ์ จากการเข้าสำรวจพื้นที่พบภาพที่น่าตกใจแสดงให้เห็นซากลิงแห้งที่ถูกตัดอวัยวะภายในออก เล็บสลอธ หนังแมวป่า และเนื้อจากสัตว์ต่างๆ รวมถึงนกป่าที่ถูกขังในกรงโลหะเล็กๆ เพื่อขายให้กับการค้าสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ การค้าสัตว์ป่าในตลาดเบเลน ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศเปรู อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3111496">องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกชี้ภัยเสี่ยง ตลาดค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายสู่ภัยคุกคามด้านสาธารณสุข</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกร่วมกับองค์กรภาคี	เครือข่าย ร่วมช่วยเหลือหมีสามตัวสุดท้ายจากเมือง Lang Son ประเทศเวียดนาม]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3082536</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2021 15:36:14 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3082536</guid>

					<description><![CDATA[<p>หมีสายพันธุ์เอเชียจำนวนสามตัวได้รับการช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานจากฟาร์มดีหมีที่เมือง Lang Son ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม จากการแสวงหาประโยชน์โดยการนำหมีมากักขังเพื่อรีดเอาน้ำดี เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุดของการทรมานสัตว์ในโลกปัจจุบันของเรา องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก และองค์กรภาคี Education for Nature Vietnam (ENV) และ Animal Asia Foundation ร่วมกับหน่วยงานราชการในท้องถิ่นในภารกิจเข้าให้การช่วยเหลือ เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันว่าหมีทั้งสามตัวจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในศูนย์อนุรักษ์ ซึ่งดำเนินการโดย Animal Asia Foundation ในเมือง Vinh Phuc ซึ่งตั้งอยู่ประมาณ 60 กม. ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงฮานอย หมีทั้งสามตัวนี้ถูกค้นพบระหว่างการเข้าพื้นที่เพื่อฝังไมโครชิฟทื่เมือง Lang Son เมื่อปี 2019 สู่อิสระภาพ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้ร่วมมือกับหน่วยงานราชการของประเทศเวียดนามในการขึ้นทะเบียนและฝังไมโครชิพให้กับหมีทุกตัวที่อยู่ในฟาร์มทั่วประเทศ และเฝ้าติดตามหมีเหล่านี้โดยการเข้าตรวจสอบ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีหมีตัวใหม่ถูกนำมากักขังเพื่อแสวงหาประโยชน์จากอุตสาหกรรมดีหมี และหากมีหมีถูกพบว่าไม่มีเอกสารขึ้นทะเบียนหรือไมโครชิพ จะถูกยึดและนำส่งให้กับศูนย์พิทักษ์สัตว์ของทางราชการ หรือศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าของหน่วยงานเอกชน หมีทั้งสามตัวนี้ถูกตรวจพบครั้งแรกในภารกิจตรวจสอบไมโครชิพในเดือนพฤศจิกายน 2019 หมีเพศเมียหนึ่งตัวถูกพบว่ามีการครอบครองโดยผิดกฎหมายเนื่องจากไม่มีไมโครชิพ หน่วยงานราชการจึงมีคำสั่งให้ตรวจยึด หลังจากที่ได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยทีมตรวจสอบ เจ้าของหมีจึงเลือกที่จะส่งมอบหมีที่เหลืออีกสองตัวให้กับศูนย์อนุรักษ์โดยความสมัครใจ หมีเหล่านี้ถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ กรงเหล็กคับแคบที่แทบไม่มีแสงจากธรรมชาติ กรงขังมีขนาดกว้างเพียง 1.5 เมตร และสูง 1.8 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3082536">องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกร่วมกับองค์กรภาคี	เครือข่าย ร่วมช่วยเหลือหมีสามตัวสุดท้ายจากเมือง Lang Son ประเทศเวียดนาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[‘อ่าวอัลกัว’ ในแอฟริกาใต้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกวาฬแห่งใหม่]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3070612</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Jun 2021 10:37:14 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3070612</guid>

					<description><![CDATA[<p>การขึ้นทะเบียนมรดกโลกของวาฬแห่งใหม่นี้ ทำให้แอฟริกาใต้เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีแหล่งมรดกโลกของวาฬถึงสองแห่งด้วยกัน แหล่งมรดกโลกของวาฬ (Whale Heritage Sites; WHS) เป็นรูปแบบการประเมินสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วโลก ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดย World Cetacean Alliance ภายใต้การสนับสนุนจากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของชุมชนในการเคารพและการปฏิบัติต่อวาฬ โลมา และกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในน้ำ อย่างเป็นมิตร โดยก่อนหน้าการแต่งตั้งอ่าวอัลกัว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีก 4 แห่งทั่วโลกได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกของวาฬซึ่ง ได้แก่ Hervey Bay ในประเทศออสเตรเลีย, พื้นที่คุ้มครองทางทะเล Tenerife-La Gomera ใน Southwest Tenerife ของประเทศสเปน, Dana Point ในรัฐแคลิฟอเนียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และ the Bluff ใน Durban ประเทศแอฟริกาใต้ การขึ้นทะเบียนอ่าวอัลกัวเป็นมรดกโลกวาฬถือเป็นแบบอย่างของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทะเล แหล่งมรดกทางธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ: เฝ้าดูวาฬและโลมาตามธรรมชาติสู่เทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ การประกาศสถานะแหล่งมรดกโลกของวาฬช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกสถานที่ชมวาฬและโลมาด้วยความรับผิดชอบได้ง่ายขึ้น โดยนักท่องเที่ยวจะยังได้รับประสบการณ์จากการเฝ้าดูวาฬ โลมา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในน้ำชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติอย่างเหมาะสมและไม่เป็นการรบกวน Nick [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3070612">‘อ่าวอัลกัว’ ในแอฟริกาใต้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกวาฬแห่งใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกร่วมกับนักกวีหนุ่มชื่อดัง Tomfoolery เผยบทกวี &#8216;Dancing Dolphins&#8217; เนื่องในวันมหาสมุทรโลก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3069233</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Jun 2021 14:45:43 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3069233</guid>

					<description><![CDATA[<p>เนื่องในวันมหาสมุทรโลก องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection ร่วมกับ Tomfoolery นักกวีหนุ่มชื่อดัง แชร์คลิปวีดีโอชูบทกวี &#8216;Dancing Dolphins&#8217; เพื่อไขข้อสงสัยของสาวน้อยวัยแปดขวบว่า &#8216;ทำไมคนถึงใจร้ายกับสัตว์&#8217; เราหวังว่าบทกวีนี้จะเชื่อมโยงกับหัวใจ และความคิดของผู้คนให้มากที่สุด เพื่อลดการยอมรับสถานที่ที่สัตว์ป่าที่ต้องถูกกักขัง และช่วยจุดประกายการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า คลิปวีดีโอ &#8216;Dancing Dolphins&#8217; ที่เผยให้เห็นถึงชะตากรรมของโลมาที่ต้องถูกกักขัง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาประโยชน์จากสัตว์ป่าในวงกว้างที่มาพร้อมก้บการกักขังที่โหดร้าย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแสนซนและฉลาดเช่นโลมาเหล่านี้ ต้องถูกกักขังให้มีชีวิตอยู่สระขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่ามหาสมุทรที่เป็นบ้านโดยธรรมชาติของมันกว่า 200,000 เท่า ทำให้โลมาเหล่านี้ไม่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ นักกวีหนุ่ม Tom หวังให้บทกวี &#8216;Dancing Dolphins&#8217; ช่วยเชื่อมหัวใจและความคิดของผู้คน เพื่อจุดประกายการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นและเพื่อที่พวกเขาจะได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของคนกับสัตว์ป่าที่เกื้อกูลและยั่งยืน ภารกิจของ Tom คือการนำเสนอเรื่องราวแห่งความหวัง การมองโลกในแง่ดี และความคิดที่สร้างสรรค์และความก้าวหน้าในสังคม ผ่านการเรียงร้อยเป็นบทกวี ที่ผ่านมานักกวีหนุ่มมีผลงานบทกวี &#8220;The Great Realisation&#8221; ที่มีผู้ชมกว่า 60 ล้านครั้ง และถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ ไปทั่วโลก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3069233">องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกร่วมกับนักกวีหนุ่มชื่อดัง Tomfoolery เผยบทกวี &#8216;Dancing Dolphins&#8217; เนื่องในวันมหาสมุทรโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ร่วมยินดีกับช้างป่วย 20 ชีวิตที่ได้รับอิสรภาพจากธุรกิจท่องเที่ยวในอินเดีย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3033519</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Mar 2021 16:38:25 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3033519</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection ได้ร่วมรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่อช่วยเหลือช้างที่ป้อมอาเมร์ (Amber Fort) ในที่สุดกรมป่าไม้ของอินเดียได้สั่งปลดเกษียณช้างป่วยหนักจำนวน 20 ตัว ให้เป็นอิสระเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งช้างกลุ่มนี้เคยต้องถูกใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ป้อมอาเมร์มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังทีมสัตวแพทย์ได้ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพช้างเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 โดยพบว่าช้างกลุ่มนี้มีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์น่าเป็นห่วง กรมป่าไม้อินเดียจึงประกาศห้ามไม่ให้นำสัตว์ที่มีอาการป่วยหรือมีสภาพร่างกายไม่เหมาะสมมาใช้งานเพื่อให้ความบันเทิง ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสวัสดิภาพช้างในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของอินเดีย ตลอดจนสามารถเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ต่อไป ป้อมอาเมร์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของอินเดีย และเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในรัฐราชาสถาน สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้กว่าล้านคนต่อปี ก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีช้างทำงานอยู่ที่ป้อมอาเมร์กว่า 100 ตัว ช้างแต่ละตัวต้องแบกนักท่องเที่ยวมากกว่าหนึ่งคน พาขึ้นและลงป้อมปราการวันละหลายครั้ง ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว นอกจากนี้ พวกมันยังถูกควบคุมด้วยตะขอสับ และต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมย่ำแย่ หลังพบหลักฐานการทารุณกรรมสัตว์และความจำเป็นในการรักษาพยาบาลช้างที่ทำงานที่ป้อมอาเมร์ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้ประสานงานและเรียกร้องไปยังภาครัฐของอินเดียให้เข้าช่วยเหลือช้าง เพื่อให้พวกมันได้มีโอกาสใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างปราศจากความโหดร้ายทารุณ สถิติสำคัญ: ช้าง 10 ตัวเป็นวัณโรค ช้าง 62 ตัวมีปัญหาเม็ดเลือด ช้าง 19 ตัวตาบอด ช้างส่วนมากขาดสารอาหาร ช้างทั้งหมด 102 ตัวมีปัญหาสุขภาพเท้า องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเชื่อว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญในการช่วยพลิกโฉมหน้ารูปแบบการท่องเที่ยวในได้ ผ่านการยุติการนำช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ป่า มาใช้งานเพื่อความบันเทิง ตลอดจนนำทางเลือกอื่นมาปรับใช้แทนการขี่หลังช้าง เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3033519">องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ร่วมยินดีกับช้างป่วย 20 ชีวิตที่ได้รับอิสรภาพจากธุรกิจท่องเที่ยวในอินเดีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เผยแหล่งมรดกโลกของวาฬใหม่ล่าสุดสองแห่ง  มุ่งสู่ก้าวที่สำคัญต่อการปกป้องสัตว์ทะเล]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3023850</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Jan 2021 15:40:43 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3023850</guid>

					<description><![CDATA[<p>พื้นที่คุ้มครองทางทะเล Tenerife – La Gomera ใน Southwest Tenerife ประเทศสเปน ได้รับการประกาศเกียรติยศ ให้เป็นแหล่งมรดกโลกของวาฬเป็นแห่งแรกของยุโรป แหล่งมรดกโลกของวาฬ (Whale Heritage Sites) เป็นรูปแบบการประเมินสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดย World Cetacean Alliance ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อปกป้องวาฬ โลมา และสัตว์ประเภทวาฬที่ใหญ่ที่สุดที่สุดในโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection ในการประกาศรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นด้านการดูวาฬและโลมาในธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ สถานที่แห่งนี้ในตอนใต้ของ Tenerife ได้รับความนิยมมาเป็นเวลายาวนานในฐานะแหล่งดูวาฬและโลมาในธรรมชาติ และการประกาศในครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นการยอมรับความมุ่งมั่นของชุมชนในการให้ความเคารพและชื่นชมสัตว์เหล่านี้ Dana Point ซึ่งมีชื่ออยู่ในรายการแหล่งดูวาฬและโลมาชั้นนำของโลก Dolphin and Whale Watching Capital of the World® คือหนึ่งในสถานที่ดีที่สุดที่จะได้ชมวาฬสีน้ำเงินที่สวยงาม การประกาศในครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นการยอมรับความมุ่งมั่นของชุมชนในการร่วมสร้างความรับผิดชอบต่อกิจกรรมการชมวาฬ โลมา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ในทะเล การขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของวาฬ เป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เลือกสถานที่ดูวาฬและโลมาด้วยความรับผิดชอบได้โดยสะดวก นักท่องเที่ยวจะสามารถได้รับประสบการณ์กับสัตว์ในกลุ่มวาฬและโลมาในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติอย่างเหมาะสมและไม่เป็นการรบกวน โดยมีสถานที่อีกเพียงสองแห่งในโลกนี้ที่ได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกของวาฬ อันได้แก่ The [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3023850">เผยแหล่งมรดกโลกของวาฬใหม่ล่าสุดสองแห่ง  มุ่งสู่ก้าวที่สำคัญต่อการปกป้องสัตว์ทะเล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
	</channel>
</rss>
