<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
>
<channel>
	<title>ThaiPR.NET</title>
	<atom:link href="https://www.thaipr.net/tag/%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thaipr.net/tag/ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</link>
	<description>Press Release Distribution Center of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Thu, 07 May 2026 17:38:10 +0700</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.1.1</generator>
	<item>
		<title><![CDATA[สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3699769</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 13:14:47 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3699769</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิกฤตการณ์จากการโจมตี “Operation Epic Fury” เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่านและการตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรงทั่วภูมิภาค ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญ ซึ่งกระทบต่ออุปทานพลังงานและส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันของการผลิตปิโตรเคมีขั้นกลางและขั้นปลายตามมา นอกจากนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างภาวะชะงักงันต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักที่ยากจะทดแทนได้ ด้านโลจิสติกส์ สายการเดินเรือยักษ์ใหญ่ได้ระงับเส้นทางผ่านคลองสุเอซและเปลี่ยนไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทน ขณะที่การปิดน่านฟ้าและความเสียหายต่อบางสนามบินโดยเฉพาะในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้สายการบินต้องยกเลิกหรือบินอ้อมเส้นทาง และส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินดีดตัวสูงขึ้นถึง 4-5 เท่าจากสภาวะปกติ ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนเป็นความเสี่ยงขั้นต้นของเศรษฐกิจไทย ตลาดน้ำมันโลกตอบสนองต่อวิกฤตการณ์อย่างรุนแรง โดยในวันที่ 3 มี.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากเดิมที่ระดับ 70 ดอลลาร์ฯ ขณะที่ราคา LNG ในยุโรปกระโดดสูงขึ้นกว่า 40% และตลาดเอเชีย (JKM) ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 20% ภายในวันเดียว ผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการหยุดชะงักของโรงกลั่นสำคัญ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมิน 3 ฉากทัศน์ตามความยืดเยื้อของสถานการณ์ ดังนี้ ฉากทัศน์ ความเป็นไปได้ ระดับราคาน้ำมันสูงสุด (USD/ barrel) ราคาน้ำมันเฉลี่ย (USD/ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3699769">สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การประชุม กนง. 25 ก.พ. คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.25% หลัง GDP ไทยออกมาสูงกว่าคาด]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3695582</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 16:20:31 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3695582</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในการประชุมกนง. วันที่ 25 ก.พ. 2569 คาดว่าที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% หลังจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาด และความเสี่ยงทางการเมืองมีแนวโน้มลดลงภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% ในปีนี้ โดยคาดว่าอาจเกิดขึ้นในการประชุมรอบเดือนมิ.ย. 2569 เพื่อรอประเมินตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ที่จะออกมาในเดือนพ.ค. 2569 ซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและอาจเป็นจุดต่ำสุดของปี ปัจจัยกดดันหลักมาจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐชะลอลง ประกอบกับแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนที่แผ่วลงหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง คนละครึ่ง เฟส 1 และมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 สิ้นสุดลง ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสทยอยฟื้นตัวหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วและมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมากขึ้น และภาครัฐจำเป็นต้องลดการขาดดุลตามแผนการคลังระยะปานกลาง นอกจากนี้ สินเชื่อมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ โดยสินเชื่อในกลุ่ม SMEs และสินเชื่อรายย่อยยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสภาพคล่องและการฟื้นตัวของรายได้ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.00% อาจช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้บางส่วน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3695582">การประชุม กนง. 25 ก.พ. คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.25% หลัง GDP ไทยออกมาสูงกว่าคาด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง 1 ปีหลังภาษีทรัมป์ การค้าโลกไม่เหมือนเดิม]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3695446</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 13:51:40 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3695446</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองนโยบาย “America First Trade Policy” เปลี่ยนทิศทางการค้าสหรัฐฯ และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกผ่านมาตรการภาษีนำเข้าที่ขยายจากจีนไปยังหลายประเทศ สู่การเก็บภาษีนำเข้ากับนานาประเทศทั่วโลกและในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ปี 69 จะมีเหตุการณ์สำคัญต่อทิศทางการค้า เช่น การพบผู้นำจีน–สหรัฐฯ การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement: USMCA) และติดตามคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อออกนโยบายภาษีจะเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งสหรัฐฯ ใช้นโยบายภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ สำหรับไทยต้องเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่แข่งกับอินเดียโดยตรง นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การประกาศนโยบาย “America First Trade Policy” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3695446">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง 1 ปีหลังภาษีทรัมป์ การค้าโลกไม่เหมือนเดิม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คว้ารางวัล Best Research Advisory House ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านงานวิจัยทางเศรษฐกิจ]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3693832</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 09:22:20 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3693832</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล Best Research Advisory House จากงาน International Finance Awards 2025 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนางานวิจัยและบทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำบทบาทของศูนย์วิจัยกสิกรไทยในฐานะผู้นำด้านการให้คำปรึกษาเชิงวิชาการ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุนของธนาคาร ภาคธุรกิจ และลูกค้าในทุกภาคส่วน สำหรับ International Finance Awards เป็นรางวัลระดับนานาชาติที่มอบให้แก่องค์กรที่มีความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมทางการเงินและบริการที่เกี่ยวข้องในระดับภูมิภาคและระดับสากล จัดโดย International Finance นิตยสารด้านธุรกิจและการเงินชั้นนำระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3693832">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คว้ารางวัล Best Research Advisory House ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านงานวิจัยทางเศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[KResearch wins Best Research Advisory House Award, reinforcing leadership in economic research]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/en/finance_en/3693828</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 09:21:39 +0700</pubDate>
				<category>finance_en</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3693828</guid>

					<description><![CDATA[<p>Mr. Burin Adulwattana, Managing Director and Chief Economist of KASIKORN RESEARCH CENTER (KResearch), represented the organization in receiving the Best Research Advisory House Award at the International Finance Awards 2025. This award reflects the organization’s commitment to continuously elevating economic research and analysis, and reinforces KResearch’s position as a leader in providing academic and analytical [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/en/finance_en/3693828">KResearch wins Best Research Advisory House Award, reinforcing leadership in economic research</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เงินเฟ้อไทยเดือนม.ค. 2569 ติดลบที่ -0.66% ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 ที่ 0.4%]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3690549</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Feb 2026 08:46:45 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3690549</guid>

					<description><![CDATA[<p>อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนม.ค. 2569 ยังติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และในอัตราที่เพิ่มขึ้นที่ -0.66%YoY จากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ -0.28% ส่วนหนึ่งจากฐานสูงในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้ ขณะที่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านเงินฝืด โดยสัดส่วนรายการสินค้าในตระกร้าเงินเฟ้อที่ราคาปรับลดลงเห็นการขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอุปสงค์ที่ชะลอลงและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของผู้ประกอบการจากสินค้านำเข้า อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเงินเฟ้อไทยอาจยังไม่ได้ถือว่าอยู่ในภาวะเงินฝืดอย่างชัดเจน แต่ถือว่าอยู่ในภาวะเงินเฟ้อต่ำและมีแรงกดดันเงินด้านเงินฝืดเพิ่มขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยยังคงเป็นบวกและการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ ซึ่งปกติจะถือว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืดก็ต่อเมื่อเห็นเงินเฟ้อพื้นฐานติดลบต่อเนื่อง และอุปสงค์รวมหดตัวอย่างชัดเจน เงินเฟ้อไทยเดือนม.ค. 2569 ยังติดลบจากราคาพลังงานในประเทศเป็นสำคัญ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3690549">เงินเฟ้อไทยเดือนม.ค. 2569 ติดลบที่ -0.66% ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 ที่ 0.4%</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การส่งออกไทยปี 2566 หดตัว -1.0% โดยไตรมาสสุดท้ายมีแรงส่งจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัว]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3436535</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jan 2024 08:39:05 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3436535</guid>

					<description><![CDATA[<p>การส่งออกไทยในเดือนธันวาคม 2566 ยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 อยู่ที่ 4.7%YoY ซึ่งส่งผลให้การส่งออกไทยในไตรมาสที่ 4/2566 ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส จากปัจจัยฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า ประกอบกับมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบในปีนี้ที่สามารถส่งออกไปยังตลาดคู่ค้ารองของไทยได้มากขึ้น อาทิ ออสเตรเลีย ซาอุดิอาระเบีย ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรเผชิญกับการหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนตามแรงสนับสนุนจากการส่งออกผลไม้ที่ลดลงหลังสิ้นสุดฤดูกาล ดังนั้น จึงส่งผลให้ภาพรวมในปี 2566 มีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 284,561.8 ล้านดอลลาร์ฯ หดตัว -1.0% ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ ขณะที่มีมูลค่าการนำเข้าที่ 289,754.3 ล้านดอลลาร์ฯ หดตัว -3.8% ส่งผลให้ไทยยังคงเผชิญกับการขาดดุลทางการค้า (ตามระบบกรมศุลกากร) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ 5,192.5 ล้านดอลลาร์ฯ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3436535">การส่งออกไทยปี 2566 หดตัว -1.0% โดยไตรมาสสุดท้ายมีแรงส่งจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย แซงขึ้นเป็นอันดับ 1]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/travel/3433770</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jan 2024 13:03:24 +0700</pubDate>
				<category>travel</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/travel/3433770</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงวันที่ 1-14 มกราคม 2567 นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยมากเป็นอันดับ 1 โดยมีจำนวน 186,424 คน เป็นผลมาจาก (1) ปัจจัยด้านฤดูกาล ที่ชาวจีนมักเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ (2) ผลบวกจากมาตรการวีซ่าฟรี ช่วง 25 ก.ย. 2566-29 ก.พ. 2567 เอื้อให้การเดินทางสะดวกขึ้น ในช่วงถัดไป จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะเป็นอันดับ 1 ได้ต่อเนื่องหรือไม่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในระยะเฉพาะหน้า คงต้องติดตาม 3 ประเด็น ได้แก่ (1) ช่วงก่อนและหลังตรุษจีน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะเร่งตัวมากน้อยเพียงใดจากช่วงครึ่งเดือนแรกของมกราคม (2) ข้อสรุปเรื่องมาตรการวีซ่าถาวรจากทางการทั้งสองประเทศ จะมาทันหลังมาตรการวีซ่าฟรีชั่วคราวหมดในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์หรือไม่ (3) บรรยากาศและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวจีนในไทย ซึ่งหากทุกฝ่ายสามารถรักษาและกระตุ้นการทำการตลาดได้ตรงจุด ก็น่าจะเป็นผลบวกต่อโมเมนตัมการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนได้ สำหรับทั้งปี 2567 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย น่าจะสามารถจบปีที่อันดับ 1 ได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/travel/3433770">จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย แซงขึ้นเป็นอันดับ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การประชุม FOMC รอบแรกของปี วันที่ 31 ม.ค. &#8211; 1 ก.พ. 66 คาดเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่ชะลอลงที่ร้อยละ 0.25 หลังเงินเฟ้อมีทิศทางอ่อนแรงลง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3295480</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Jan 2023 10:34:25 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3295480</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในการประชุม FOMC รอบแรกของปี วันที่ 31 ม.ค. &#8211; 1 ก.พ. นี้ คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่ชะลอลงที่ร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ระดับ 4.50-4.75% หลังเงินเฟ้อมีทิศทางอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี จุดสนใจคงอยู่ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปถึงระดับใด ซึ่งเส้นทางดอกเบี้ยนโยบายในระยะข้างหน้าคงขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ออกมาเป็นสำคัญ ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าเงินเฟ้อเริ่มอ่อนแรงลง ดังนั้น เฟดจึงแนวโน้มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่ชะลอลงที่ร้อยละ 0.25 ในการประชุมที่จะถึงนี้ หลังจากปรับขึ้นร้อยละ 0.50 ในการประชุมครั้งก่อนหน้า ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. 2565 ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน โดยอยู่ที่ระดับ 6.5% YoY ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ ต.ค. 2564 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาอาหารและพลังงานก็ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันโดยอยู่ที่ 5.7% YoY ในเดือน ธ.ค. อย่างไรก็ดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3295480">การประชุม FOMC รอบแรกของปี วันที่ 31 ม.ค. &#8211; 1 ก.พ. 66 คาดเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่ชะลอลงที่ร้อยละ 0.25 หลังเงินเฟ้อมีทิศทางอ่อนแรงลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ปี 2568 PHEV และ BEV อาจมียอดสะสม 3 แสนคัน…แม้ความต้องการชาร์จไฟเพิ่ม แต่การลงทุนจุดชาร์จในที่สาธารณะบางพื้นที่ยังมีความเสี่ยงมาก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3287016</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Dec 2022 14:42:24 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3287016</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมรถยนต์พลังงานสะอาด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ในปี 2568 มีโอกาสที่รถยนต์ PHEV และ BEV สะสมในประเทศอาจพุ่งไปสูงถึง 300,000 คัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการชาร์จไฟฟ้าในประเทศที่จะเร่งตัวขึ้นนับจากนี้ การพัฒนา Ecosystem อย่างจุดชาร์จไฟฟ้าในที่สาธารณะจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากเทียบเคียงกับกรณีต่างประเทศ จำนวนจุดชาร์จไฟสาธารณะทั่วประเทศอาจควรมีสะสมไม่น้อยกว่า 19,000 ช่องจอด แบ่งเป็นในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลไม่ต่ำกว่า 14,000 ช่องจอด เพื่อรองรับปริมาณรถยนต์เสียบปลั๊กไฟฟ้าสะสมที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้จะคาดว่าจำนวนจุดชาร์จไฟสาธารณะน่าจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นมากดังกล่าว แต่เมื่อผู้ซื้อรถยนต์ PHEV และ BEV ยุคบุกเบิกนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มติดตั้ง Wall Charger ส่วนตัวในที่พัก ทำให้โอกาสที่จะใช้จุดชาร์จนอกบ้านยิ่งน้อยลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่า จนถึงปี 2568 จำนวนช่องจอดชาร์จไฟสาธารณะสะสมอาจจะต่ำกว่าตัวเลขที่มองไว้ข้างต้นได้ ซึ่งผู้ประกอบการที่มีแผนจะลงทุนอาจต้องพิจารณาในการเลือกพื้นที่ติดตั้งที่คุ้มค่าให้ดีโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆที่ต้องเจอรวมถึงปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยกลุ่มที่คาดว่าจะก้าวเข้ามาลงทุนได้ก่อนและมีโอกาสอยู่รอดจนผ่านช่วงยากลำบากนี้ไปได้ คือ กลุ่มที่อยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีสายป่านทางการเงินยาว เช่น ธุรกิจพลังงาน ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ และโรงแรม เป็นต้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3287016">ปี 2568 PHEV และ BEV อาจมียอดสะสม 3 แสนคัน…แม้ความต้องการชาร์จไฟเพิ่ม แต่การลงทุนจุดชาร์จในที่สาธารณะบางพื้นที่ยังมีความเสี่ยงมาก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การประชุมกนง.วันที่ 30 พ.ย. 65 คาดกนง. ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจเริ่มอยู่ในเส้นทางการฟื้นตัว]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3273656</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2022 14:29:35 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3273656</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในการประชุมกนง. ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นการประชุมกนง. ครั้งสุดท้ายของปีนี้ คาดว่ากนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การพลิกกลับมาแข็งค่าของค่าเงินบาทตามการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ฯ ส่งผลให้กนง. เผชิญแรงกดดันจากประเด็นด้านค่าเงินลดลง กนง. ยังคงเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อในระดับสูง แม้ตัวเลขเงินเฟ้อคาดว่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเดือนส.ค. ที่ผ่านมาและเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนต.ค. ที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน แต่ยังคงอยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายของกนง. โดยอยู่ที่ระดับ 5.98% YoY ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเร่งขึ้นมาจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อยโดยอยู่ที่ระดับ 3.17% YoY สะท้อนราคาสินค้าในภาพรวมยังคงเร่งตัวสูงขึ้น แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องหลังจากในไตรมาส 3/2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัวถึง 4.5% YoY โดยการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นแรงหนุนหลักของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ดังนั้น จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง คงส่งผลให้กนง. พิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.25 ในการประชุมที่จะถึงนี้ ซึ่งกนง. คงจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามที่ได้ส่งสัญญาณไว้ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและยังมีความเปราะบางจากหนี้ในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่แรงกดดันจากประเด็นด้านค่าเงินนั้นเริ่มมีลดลง หลังจากค่าเงินบาทพลิกภาพมาแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ฯ เนื่องจากตลาดคาดว่าเฟดอาจเริ่มชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแรงกว่าคาด ทั้งนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3273656">การประชุมกนง.วันที่ 30 พ.ย. 65 คาดกนง. ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจเริ่มอยู่ในเส้นทางการฟื้นตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[APEC CEO Summit 2022 &#8230;สะท้อนวิสัยทัศน์ของภาคธุรกิจในเวทีโลก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3268884</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Nov 2022 17:10:06 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3268884</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงเวลาการประชุม APEC 2022 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ หนึ่งในการประชุมที่น่าจับตาคือการประชุม APEC CEO Summit 2022 ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนชั้นแนวหน้าของสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีระดับโลก โดยหัวข้อประชุมเน้นการเปิดกว้างสู่โอกาสด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน การใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ การสาธารณสุข และความเท่าเทียมกันทางเพศ การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะได้เสนอแนวทางออกแบบนโยบายให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการเติบโตแบบมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เรื่องต่างๆ ที่อยู่ในวาระการประชุม APEC CEO Summit 2022 ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาในระยะข้างหน้า แต่ภายใต้บริบทความท้าทายทางเศรษฐกิจไทยที่เผชิญข้อจำกัดในการเติบโตและปัญหาโครงสร้างประชากรไทยที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ประเด็นที่ควรเร่งพัฒนาจึงอยู่ที่ 2 เรื่องหลัก คือการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive growth) และความเสมอภาคทางเพศ (Gender equity) สะท้อนมุมมองสำคัญของภาคเอกชนในการแก้โจทย์เฉพาะหน้าที่อาจมีผลต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจและธุรกิจในช่วงหลายปีต่อจากนี้ โดยเฉพาะการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม กล่าวคือการสนับสนุนการเติบโตในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ จะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้จนสามารถผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการประชุมเอเปคในครั้งนี้ รวมถึงความเสมอภาคทางเพศ ที่เป็นการให้โอกาสสตรีเข้ามามีบทบาทในตลาดแรงงานได้อย่างเท่าเทียมก็จะช่วยชดเชยการขาดแคลนแรงงานในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาความไม่สมดุลของประชากรในประเทศได้ในระยะยาว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศในภาวะที่ไทยและหลายประเทศสมาชิกต่างกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งวิสัยทัศน์ดังกล่าวของภาคเอกชนยังสอดคล้องกับภาครัฐบาลนำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทยที่ล้วนให้น้ำหนักกับประเด็นข้างต้นโดยบรรจุอยู่ในแผนการดำเนินงานในระยะข้างหน้าเพื่อเพิ่มโอกาสให้เศรษฐกิจของไทยบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังคงต้องจับตาบทบาทของภาครัฐในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค (APEC 2022) ที่มีกรอบแนวคิดหลัก “การเปิดกว้าง สร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงสู่สมดุล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3268884">APEC CEO Summit 2022 &#8230;สะท้อนวิสัยทัศน์ของภาคธุรกิจในเวทีโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[บลจ.กสิกรไทย ชวนลงทุนเทอมฟันด์พันธบัตรไทย 6 เดือน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3266539</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2022 15:25:45 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3266539</guid>

					<description><![CDATA[<p>บลจ.กสิกรไทย มองบวกตลาดตราสารหนี้ไทย ชวนลงทุนระยะสั้นผ่านกองทุนเปิดเค พันธบัตร 6 เดือน N (KGB6MN) โดยเน้นลงทุนในพันธบัตรไทยคุณภาพดี เปิดเสนอขาย 15 &#8211; 21 พ.ย.นี้ นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทย เสนอขายหน่วยลงทุนในกองทุนเปิดเค พันธบัตร 6 เดือน N (KGB6MN) ประมาณการผลตอบแทน 0.95% ต่อปี โดยมีกำหนดเปิดขายในระหว่างวันที่ 15 &#8211; 21 พฤศจิกายน 2565 นายชัชชัยกล่าวต่อไปว่า KGB6MN เป็นกองทุนแบบกำหนดระยะเวลาลงทุนที่มีอายุโครงการประมาณ 6 เดือน มีนโยบายลงทุนในตั๋วเงินคลัง หรือ พันธบัตรรัฐบาลไทย หรือ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านกลยุทธ์การลงทุนแบบถือครองทรัพย์สินที่ลงทุนไว้จนครบอายุโครงการ (Buy and Hold) ทั้งนี้ หากมีการลงทุนในพันธบัตรประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3266539">บลจ.กสิกรไทย ชวนลงทุนเทอมฟันด์พันธบัตรไทย 6 เดือน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การประชุม FOMC วันที่ 1-2 พ.ย. คาดเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3259257</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Nov 2022 09:12:01 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3259257</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในการประชุม FOMC วันที่1-2 พ.ย. นี้ คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูง ซึ่งประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คงต้องติดตามการส่งสัญญาณของเฟดต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า โดยท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงมีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยลงในระยะข้างหน้า จากตัวเลขเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่ออกมาล่าสุด เฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเป็นหลัก และมีมุมมองที่แข็งกร้าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในการประชุม FOMC ที่จะถึงนี้ เฟดจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ซึ่งจะนับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.75 ต่อครั้งในการประชุม 4 รอบติดต่อกัน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.75-4.00% ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากตัวเลขทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน โดยในเดือนก.ย. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 8.2% YoY อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนสูงนั้นยังคงเร่งตัวสูงขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีที่ 6.6% ขณะที่ดัชนีราคาพื้นฐานจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ที่เฟดให้ความสำคัญนั้นยังคงเร่งสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยในเดือนก.ย. ดัชนี Core PCE เพิ่มสูงขึ้น 5.1% YoY [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3259257">การประชุม FOMC วันที่ 1-2 พ.ย. คาดเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan) …การเรียนรู้และปรับตัวของผู้ประกอบการ]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3238310</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Sep 2022 11:23:05 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3238310</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากการสำรวจการเข้าถึงบริการทางการเงินภาคครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2563 พบว่า มีครัวเรือนไทยที่เข้าใช้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบเพียงร้อยละ 30.5 หรือ 6.7 ล้านครัวเรือน ขณะเดียวกัน มีครัวเรือนไทยที่จำเป็นต้องใช้บริการสินเชื่อนอกระบบอยู่ประมาณร้อยละ 1.7 และสินเชื่อกึ่งในระบบอีกประมาณร้อยละ 13.3 อีกทั้ง ยังมีครัวเรือนไทยส่วนหนึ่งราวร้อยละ 5 ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสินเชื่อ สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังต้องการการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการสินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการและสามารถเอื้อให้ผู้บริโภครายย่อยสามารถเข้าถึงและเข้าใช้บริการสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan) เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศไทย และถูกคาดหวังว่าจะสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงและอัตราการใช้บริการสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อหรือกลุ่ม Unserved และ Underserved ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทางธนาคารพาณิชย์ต้องการขยายฐานลูกค้าเพื่อให้บริการสินเชื่อรายย่อยเป็นทุนเดิม อาทิ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ รับจ้างทั่วไป ค้าขาย เป็นต้น เนื่องจากมีจุดเด่นด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative data) ในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้นมาใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและประเมินความสามารถหรือความเต็มใจที่จะชำระหนี้ อาทิ ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าออนไลน์ การชำระบิลค่าสินค้าและบริการ รวมถึงค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าข้อมูลทางเลือกเหล่านี้จะไม่ใช่ข้อมูลทางด้านรายได้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2565 การทำการตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้ข้อมูลทางเลือกในการพิจารณาสินเชื่อ คงมีลักษณะของการ “ทยอยเติบโต” มากกว่า โดยมียอดคงค้างที่ไม่สูงมากนัก ประมาณ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3238310">สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan) …การเรียนรู้และปรับตัวของผู้ประกอบการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การประชุมกนง. วันที่ 10 ส.ค. 65 คาดกนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 0.25 ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3221965</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Aug 2022 15:31:49 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3221965</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในการประชุมกนง. ที่จะถึงนี้ คาดว่ากนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 0.75 ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้กนง. มีแนวโน้มที่จะทยอยถอนคันเร่งทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระดับสูง โดยจากตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนก.ค. 2565 อัตราเงินเฟ้อไทยวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น 7.61% YoY ชะลอลงเพียงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 7.66% YoY โดยมีปัจจัยผลักดันมาจากราคาพลังงานและอาหารที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งแม้ว่าดัชนีราคาหมวดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับลดลงมาตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกแต่ก็ยังคงทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งหักอาหารสดและพลังงานออกแล้วเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่เร่งขึ้นที่ 2.99% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 2.51% YoY สะท้อนให้เห็นว่าการส่งผ่านต้นทุนจากไปยังผู้บริโภคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและในวงกว้างขึ้น ดังนั้น แม้ว่าราคาน้ำมันจะย่อลงมาบ้างและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอลงเล็กน้อย แต่แรงกดดันจากเงินเฟ้อภายในประเทศมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับสูงอยู่ ดังนั้น กนง. มีแนวโน้มที่จะให้น้ำหนักต่อปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเป็นสำคัญ เนื่องจากเงินเฟ้อที่สูงจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบางอย่างผู้มีรายได้น้อย ทั้งนี้ แม้ว่าเงินเฟ้อที่เร่งสูงขึ้นจะมาจากปัจจัยในฝั่งอุปทานเป็นหลัก ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาได้โดยตรง อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยสร้างความมั่นใจต่อประชาชนว่าเงินเฟ้อจะได้รับการดูแลไม่ให้สูงขึ้นต่อไปในระยะข้างหน้า โดยหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่ต่ำนานเกินไป การคาดการณ์เงินเฟ้อ (inflation expectations) ก็อาจจะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยภาคส่วนต่างๆ พากันคาดว่าเงินเฟ้อจะลากยาวและพากันกำหนดราคาหรือเรียกร้องค่าจ้างตามการคาดการณ์นั้น ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆตามการคาดการณ์ นอกจากนี้ หากเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นแต่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับเดิมก็จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริงลดลงไปอีก ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการดำเนินนโยบายการเงินยิ่งผ่อนคลายมากขึ้นและเหยียบคันเร่งให้เศรษฐกิจ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องจากแรงหนุนของภาคการท่องเที่ยวส่งผลให้ความจำเป็นในการดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายนั้นลดลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3221965">การประชุมกนง. วันที่ 10 ส.ค. 65 คาดกนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 0.25 ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การประชุม FOMC วันที่ 26-27 ก.ค. คาดเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังคงเร่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3217159</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Jul 2022 09:58:53 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3217159</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในการประชุม FOMC วันที่ 26-27 ก.ค. นี้ คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูง โดยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิ.ย. ที่ออกมาล่าสุดยังคงเร่งตัวสูงขึ้นและแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 40 ปีที่ 9.1% YoY ส่งผลให้เฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเป็นหลัก เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาเร่งตัวสูงขึ้นจะยังคงเป็นแรงกดดันให้เฟดต้องให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเป็นหลัก และคงพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ในการประชุม FOMC ที่จะถึงนี้ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ วัดจากดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิ.ย. 2565 ยังคงเร่งสูงขึ้นและแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 40 ปีที่ระดับ 9.1% YoY ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 8.8% YoY ขณะที่หากเทียบกับเดือนก่อนหน้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นที่ 1.3% MoM ส่งผลให้เฟดเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเฟดคงพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 เช่นเดียวกับในการประชุมในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่มองความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึงร้อยละ 1.00 นั้นยังคงมีน้อยกว่าความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 0.75 ในการประชุม FOMC ที่จะถึงนี้ เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึงร้อยละ 1.00 จะถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อครั้งที่มากสุดในรอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3217159">การประชุม FOMC วันที่ 26-27 ก.ค. คาดเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังคงเร่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ตลาด BEV ในระยะสั้นเป็นของผู้เล่นที่มีความพร้อม&#8230;แต่ระยะยาวยังมีโจทย์ท้าทายให้ข้ามผ่าน เมื่อวงการนี้ยังพัฒนาต่อไม่หยุด]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3216505</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Jul 2022 09:04:01 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3216505</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบัน หน้าตาการแข่งขันของตลาดรถยนต์ในประเทศของไทยเปลี่ยนแปลงไปพอควร โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ BEV หลังไทยพยายามเปิดรับการลงทุนเพื่อรักษาอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ให้ยังอยู่ในประเทศให้ได้มากที่สุด ด้วยการเร่งให้แรงสนับสนุนต่างๆ นับตั้งแต่ปีนี้ถึงปี 2568 ซึ่งผลก็คือ ค่ายรถที่มีรถยนต์ BEV พร้อมทำตลาดก่อน เช่น จีนหรือไทยที่จับพันธมิตรกับจีน ต่างก็เร่งลุยทำตลาด BEV ทันทีเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดก่อน เช่นเดียวกับค่ายรถตะวันตกที่ก็เตรียมตัวจะก้าวเข้ามาลุยตลาดด้วย ส่วนค่ายรถญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าตลาดเดิมแม้จะยังเน้นสร้างยอดขายจากรถยนต์ไฮบริดเพื่อสร้างรายได้จากกลุ่มผู้ซื้อรถส่วนใหญ่ที่ยังกังวลต่อการใช้รถยนต์ BEV แต่ก็พร้อมหาจังหวะเหมาะเพื่อก้าวเข้าสู่ตลาด BEV ในอนาคต ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างนี้ แม้ส่งผลให้ในระยะสั้นส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ BEV อาจเป็นของผู้เล่นที่มีความพร้อมที่จะนำเสนอรถยนต์ BEV ออกมาได้ก่อน แต่ในระยะยาว ส่วนแบ่งตลาดที่เห็นอาจเปลี่ยนไปได้ เพราะตลาดรถยนต์ BEV ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้ ผู้ซื้อรถในไทยยังพิจารณาปัจจัยอีกหลายด้านก่อนซื้อ เช่น การบริการหลังการขายและความพร้อมอะไหล่ เป็นต้น อย่างไรก็ดี เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ BEV ก่อนในตลาดรถเช่าระยะยาว หลังองค์กรต่างๆกำลังปรับเข้าสู่โหมด Carbon Neutral โอกาสทำตลาดรถ BEV ไทย ในระยะสั้นอาจเป็นของผู้เล่นที่พร้อมก่อน แต่วงการรถยนต์ BEV ที่ยังพัฒนาไม่หยุดนิ่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3216505">ตลาด BEV ในระยะสั้นเป็นของผู้เล่นที่มีความพร้อม&#8230;แต่ระยะยาวยังมีโจทย์ท้าทายให้ข้ามผ่าน เมื่อวงการนี้ยังพัฒนาต่อไม่หยุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ปี 2565 ไทยเสี่ยงเผชิญอุปทานข้าวในประเทศที่ตึงตัว&#8230;ผลผลิตข้าวลดลง จากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3208257</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jun 2022 10:30:36 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3208257</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไทยเป็นประเทศที่มีผลผลิตข้าวจำนวนมากในปี 2562-2564 โดยเฉลี่ยที่ราว 21 ล้านตันข้าวสารต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่เหลือเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศหลังจากที่หักส่งออกแล้ว ซึ่งหากรวมสต๊อกด้วยแล้ว ไทยจะมีอุปทานข้าวเหลือในประเทศราว 6 ล้านตันข้าวสาร และแม้ในบางปีที่เกิดภาวะภัยแล้ง (ปี 2558-2559) จนทำให้ผลผลิตข้าวลดลงอยู่ที่ราว 19 ล้านตันข้าวสาร แต่ไทยก็ยังมีอุปทานข้าวเหลือในประเทศในระดับที่ไม่น่ากังวลนัก แต่ในปัจจุบัน สถานการณ์โลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนสำคัญคือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่สร้างผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสำคัญอย่างปุ๋ยเคมี ให้มีราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ปุ๋ย และทำให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงนำมาสู่คำถามว่า ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ไทยจะมีความเสี่ยงต่ออุปทานข้าวในประเทศที่ตึงตัวขึ้นหรือไม่ในปี 2565 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงขอสรุปมุมมองที่มีต่อประเด็นดังกล่าว ดังนี้ • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2565 ด้วยเหตุการณ์ไม่ปกติที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ดันราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนไปอยู่ที่ราว 950-1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ส่งผลกดดันผลผลิตข้าวไทยให้ลดลงโดยเฉพาะข้าวนาปีที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยแพง ทำให้ผลผลิตลดลงราว 1.2-1.8 ล้านตันข้าวสารเมื่อเทียบกับปีก่อน หรือลดลงราวร้อยละ 10 ของผลผลิตข้าวนาปี แม้ข้าวนาปรังจะไม่ได้รับผลกระทบจากปุ๋ยแพง เพราะเป็นช่วงที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้มีผลผลิตข้าวรวมสต๊อกอยู่ที่ราว 24.3 ล้านตันข้าวสาร และเมื่อผนวกกับอุปสงค์จากต่างประเทศที่มีรองรับ สะท้อนผ่านการส่งออกข้าวไทยที่แม้จะกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยไปอยู่ที่เป้าหมายราว 7 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3208257">ปี 2565 ไทยเสี่ยงเผชิญอุปทานข้าวในประเทศที่ตึงตัว&#8230;ผลผลิตข้าวลดลง จากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปีนี้เป็น 2.9% ขณะที่ไทยมีความเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวของอุปทานอาหาร]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3207256</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jun 2022 13:29:41 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3207256</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากแผนการเปิดประเทศและสถานการณ์โควิดที่คลี่คลายลง หนุนการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวมากกว่าที่คาดไว้เดิม และมีอานิสงส์ต่อเนื่องมายังการปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีสำหรับทั้งปี 2565 นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า แม้ไทยจะมีแรงส่งจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลงหลังสิ้นสุดหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กอปรกับมีการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าพลังงาน แต่เมื่อรวมผลจากจีดีพีไตรมาส 1/2565 ที่ออกมาดีกว่าที่คาด มุมมองการบริโภคภาคเอกชนที่ดีกว่าที่เคยประเมินเล็กน้อย รวมถึงแรงหนุนสำคัญจากรายได้นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีสำหรับทั้งปี 2565 จาก 2.5% มาอยู่ 2.9% โดยนางสาว เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ เพิ่มเติมว่าได้ปรับจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 4.0 ล้านคน มาเป็น 7.2 ล้านคน ซึ่งทำให้มีรายได้ท่องเที่ยวจากทั้งต่างชาติเที่ยวไทยและไทยเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นมาที่ 1.1 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะยังห่างจากช่วงก่อนโควิดที่ทำได้ถึงราว 3 ล้านล้านบาทก็ตาม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยติดตามสำคัญยังเป็นเรื่องเงินเฟ้อที่คงจะเข้าหาระดับสูงสุดในไตรมาส 3/2565 ซึ่งทำให้ กนง.อาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้าหาระดับ 1.0% ภายในสิ้นปีนี้ เทียบกับ 0.5% ในปัจจุบัน ท่ามกลางภาวะที่เฟดคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง แต่คาดว่าแบงก์ไทยจะยังไม่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของฝั่งเงินฝากและเงินกู้ตามในทันที โดยคงเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยสำหรับเฉพาะบางผลิตภัณฑ์มากกว่า เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินยังอยู่ในระดับสูงและยังมีโจทย์ในการช่วยเหลือลูกค้าให้ก้าวข้ามช่วงของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ส่วนเงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าเข้าหาระดับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3207256">ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปีนี้เป็น 2.9% ขณะที่ไทยมีความเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวของอุปทานอาหาร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
	</channel>
</rss>
