<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
>
<channel>
	<title>ThaiPR.NET</title>
	<atom:link href="https://www.thaipr.net/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a5/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thaipr.net/tag/มหาวิทยาลัยมหิดล</link>
	<description>Press Release Distribution Center of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Thu, 30 Apr 2026 18:05:11 +0700</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.1.1</generator>
	<item>
		<title><![CDATA[“NUTRI-CARE MANGO PUDDING” นวัตกรรมอาหารกลืนง่าย สารอาหารครบ ตอบโจทย์ผู้สูงวัย พร้อมหนุนเกษตรกรไทย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3604430</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 May 2025 16:07:54 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3604430</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งกลุ่มวัยนี้ มักจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เนื่องจากร่างกายเสื่อมถอยตามวัย โดยเฉพาะความสามารถในการเคี้ยวและกลืนอาหารที่ลดลง จึงต้องรับประทานอาหารที่มีลักษณะและปริมาณสารอาหารที่เหมาะสม ประกอบกับผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ตามฤดูกาลมักเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และราคาตกต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียอาหาร (food loss) ที่ยังมีคุณภาพและความปลอดภัย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด และบริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อค จำกัด จึงผนึกกำลังพัฒนานวัตกรรม “NUTRI-CARE PUDDING” พุดดิ้งโภชนาการสูงพร้อมทาน จากผลไม้ล้นตลาดในประเทศไทย ที่ไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารครบถ้วน แต่ยังส่งเสริมเกษตรกรไทย และลดการสูญเสียอาหาร ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือการวิจัย โครงการ“การพัฒนาผลิตภัณฑ์พุดดิ้งเสริมโภชนาการชนิดยูเอชทีจากผลไม้ที่ล้นตลาดในประเทศไทย” รองศาสตราจารย์ ดร.นัฐพล ตั้งสุภูมิ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า “NUTRI-CARE MANGO PUDDING ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สูตรแรกของโครงการ ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาในการเคี้ยวกลืน ด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่ม กลืนง่าย มีโปรตีนสูง และเป็นแหล่งของใยอาหาร หวานน้อย มีพลังงานที่เหมาะสมในแต่ละกล่อง” โดยผลิตภัณฑ์นี้ ให้พลังงาน 250 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3604430">“NUTRI-CARE MANGO PUDDING” นวัตกรรมอาหารกลืนง่าย สารอาหารครบ ตอบโจทย์ผู้สูงวัย พร้อมหนุนเกษตรกรไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ฝึกบัลเล่ต์เสมือนจริง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/education/3526855</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 10:48:00 +0700</pubDate>
				<category>education</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3526855</guid>

					<description><![CDATA[<p>เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญแม้แต่ทางด้านศิลปะแห่งโลกตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการแสดงในหลากหลายสาขาอย่างเช่น “บัลเล่ต์” (Ballet) ที่ได้รับการบรรจุเป็นหลักสูตรพื้นฐาน เพื่อการเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญทั่วโลก ศาสตราจารย์ ดร.ไพศาล มุณีสว่าง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้มีโอกาสร่วมวิจัยกับนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยโตรอนโตเมโทรโพลิแทน (Toronto Metropolitan University) สหพันธรัฐแคนาดา ซึ่งมีชื่อเดิมว่า มหาวิทยาลัยรายเยอร์ซัน (Ryerson University) ที่มีชื่อเสียงด้านการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางสื่อศิลปะ (Media Arts) ร่วมด้วยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์ก (York University) สหพันธรัฐแคนาดา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกว่างตง (Guangdong University of Technology) และ มหาวิทยาลัยการสื่อสารแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Communication University of China) ที่ร่วมดูแลด้านการใช้ศิลปะเสมือนจริง (Virtual Arts) ภายใต้ทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหพันธรัฐแคนาดา เพื่อการสร้างสรรค์ “นวัตกรรม AI [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/education/3526855">ม.มหิดลสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ฝึกบัลเล่ต์เสมือนจริง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลร่วมพัฒนานวัตกรรม AI ติดตามสุขภาพผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยี IIoT]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/education/3526692</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Sep 2024 16:43:02 +0700</pubDate>
				<category>education</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3526692</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในขณะที่ IoT (Internet of Things) เนรมิตโลกแห่งความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ด้วยการเชื่อมต่อการทำงานของทุกอุปกรณ์ดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน แต่ IIOT (Industrial Internet of Things) ช่วย “ออกแบบชีวิต” ของผู้คนบนโลกให้ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น อาจารย์ ดร.ณัฐฐ หอมดี อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรมและชีวการแพทย์สารสนเทศ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (Virginia University) สหรัฐอเมริกา ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ติดตามสุขภาพผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยี IIoT ที่เชื่อมต่อทุกอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ให้เหมือนมี “ผู้ช่วย” ที่คอยดูแลตั้งแต่การรับประทานยาตามเวลาและอาการที่เหมาะสม ตลอดจนปรับสภาพแวดล้อมให้ไม่ส่งผลต่ออาการของผู้ป่วย จากการทดลองติดตามผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดต่างๆ พบว่าส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับ “ความเจ็บแบบเฉียบพลัน” (Breakthrough Pain) ซึ่งมีระดับที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี IIoT คอยติดตามว่าเกิดในช่วงใด และมีปัจจัยแวดล้อมอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทีมแพทย์ในการให้คำแนะนำที่เหมาะสม ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้อาการกำเริบ อาจเป็นได้ทั้งจากแสง เสียง และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ฯลฯ จนส่งผลให้เกิด “ความเครียด” ที่อาจส่งผลทำให้อาการของโรคมะเร็งทวีรุนแรงมากยิ่งขึ้นได้ โดยเป็นเฟสแรกของงานวิจัยที่จะขยายผลไปสู่การออกแบบวิธีการแก้ไขปัญหา (Intervention) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/education/3526692">ม.มหิดลร่วมพัฒนานวัตกรรม AI ติดตามสุขภาพผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยี IIoT</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลเจาะลึกโรคมะเร็ง-มอบองค์ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อประชาชน ‘ใช้ชีวิตด้วยปัญญา’ในโลกที่เปลี่ยนแปลง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/education/3518474</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Sep 2024 17:00:23 +0700</pubDate>
				<category>education</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3518474</guid>

					<description><![CDATA[<p>การดื่มแอลกอฮอล์นอกจากปลายทางจะพบกับ “ความสูญเสีย” จากอุบัติเหตุ ยังพบกับ “ความเสี่ยง” ต่อการเกิด “โรคมะเร็ง” หลายชนิด สาเหตุสำคัญเกิดจากสารเคมี “อะเซตัลดีไฮด์” (Acetaldehyde) ที่มาจาก “กระบวนการย่อยสลายแอลกอฮอล์” ของร่างกาย จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร ซึ่งดำเนินการทุก 3 ปี โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุดปี พ.ศ. 2564 จากการสำรวจร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 15.7 “ดื่มนานๆ ครั้ง” และ “ดื่มแล้วขับบางครั้ง” ร้อยละ 43.3 ในกลุ่มอายุ 25 &#8211; 44 ปี จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แม้ประเทศไทยจะมีการรณรงค์เมาไม่ขับอย่างต่อเนื่อง แต่คงไม่อาจตั้งเป้าหมายให้มีผู้ดื่มเครื่องดื่มจากแอลกอฮอล์เท่ากับศูนย์ แม้จะมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยบนท้องถนน ตั้งจุดตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาล ในฐานะสถาบันอุดมศึกษา การให้องค์ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน ด้วยปณิธานมุ่งสู่การเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้สามารถ “ใช้ชีวิตด้วยปัญญา“ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/education/3518474">ม.มหิดลเจาะลึกโรคมะเร็ง-มอบองค์ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อประชาชน ‘ใช้ชีวิตด้วยปัญญา’ในโลกที่เปลี่ยนแปลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลเตรียมสร้าง Digital Medical Hub ขยายผลโลจิสติกส์ จากภาคสาธารณสุข สู่ภาคการเกษตร]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3515158</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Aug 2024 08:49:04 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3515158</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากความสำเร็จที่ได้ออกแบบระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ นับตั้งแต่ช่วงวิกฤติ COVID &#8211; 19 ที่ผ่านมาของ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน (LogHealth) ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จนได้ส่งต่อเทคโนโลยีสู่ชุมชนทั่วประเทศ ปัจจุบันเตรียมยกระดับสู่การเป็น &#8220;Digital Medical Hub&#8221; พร้อมขยายผลจาก &#8220;ภาคสาธารณสุข&#8221; สู่ &#8220;ภาคการเกษตร&#8221; รองศาสตราจารย์ ดร.เดชรัตน์ สัมฤทธิ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน กลุ่มสาขาวิชาโลจิสติกส์และระบบขนส่งทางราง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอแบบโมเดล &#8220;Quadruple Innovation Helix&#8221; รองรับการเชื่อมโลกดิจิทัลเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรของไทย ภายใต้การสร้าง &#8220;ระบบนิเวศ&#8221; (Ecosystem) สำหรับรัฐ &#8211; มหาวิทยาลัย &#8211; อุตสาหกรรม และ กลุ่มประชาสังคม ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตร จากดั้งเดิมไปสู่ดิจิทัล การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งทางอุตสาหกรรม (IIoT) ในห่วงโซ่อุปทานภาคการเกษตรถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ และความโปร่งใสในกระบวนการผลิต ขนส่ง และกระจายสินค้า IIoT ช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ สามารถติดตามสถานะของสินค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว ขนส่ง จนถึงการจัดจำหน่าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3515158">ม.มหิดลเตรียมสร้าง Digital Medical Hub ขยายผลโลจิสติกส์ จากภาคสาธารณสุข สู่ภาคการเกษตร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลคิดค้น‘เครื่องมือ RRST’คัดกรองความเสี่ยงต่อการกลับมารักษาซ้ำในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3515105</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Aug 2024 08:37:58 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3515105</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง&#8221; อาจต้องกลายเป็น &#8220;ผู้พิการ&#8221; หรือ &#8220;เสียชีวิต&#8221; หากต้องกลับเข้ารับการรักษาซ้ำ อาจารย์ ดร.จันทรา แก้วภักดี อาจารย์พยาบาลประจำสาขาวิชาการพยาบาลสุขภาพชุมชน โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คือหนึ่งในความภาคภูมิใจของ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ &#8220;ปัญญาของแผ่นดิน&#8221; ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล จากผลงานวิจัยสร้าง &#8220;เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงต่อการกลับมารักษาซ้ำ&#8221; (RRST &#8211; Readmission Risk Screening Tool) ในผู้สูงอายุที่มีโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ &#8220;INQUIRY&#8221; และ &#8220;Trends in Sciences&#8221; ที่ได้วิจัยร่วมกับ ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข และภาควิชาชีวสถิติ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ School of Nursing, University of Massachusetts Lowell สหรัฐอเมริกา ด้วยความห่วงใยในคุณภาพชีวิตของ &#8220;ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง&#8221;  เพื่อเสนอเป็น &#8220;ทางเลือก&#8221; สู่ &#8220;ทางรอด&#8221; สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จากการประเมินด้วยเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงต่อการกลับมารักษาซ้ำก่อนกลับบ้าน อาจารย์ ดร.จันทรา แก้วภักดี กล่าวต่อไปว่า แม้โรคหลอดเลือดสมองจะพบมากใน &#8220;ผู้สูงวัย&#8221; แต่ &#8220;วัยทำงาน&#8221; ก็เสี่ยงได้หากขาดความระมัดระวังในพฤติกรรมการดูแลตัวเอง ได้แก่ รับประทานอาหาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3515105">ม.มหิดลคิดค้น‘เครื่องมือ RRST’คัดกรองความเสี่ยงต่อการกลับมารักษาซ้ำในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลเปิดหมวกดนตรีแนวใหม่ ชูพลัง‘Synergy’ เพราะ‘โลกของดนตรี’ไม่ได้มีแค่‘นักดนตรี’]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/education/3512370</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Aug 2024 16:23:42 +0700</pubDate>
				<category>education</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3512370</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ประเทศไทยจะมีวงดนตรีแนวใหม่ Thailand Philharmonic Pops Orchestra โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงคุ้นเคยกับภาพการแสดง “ดนตรีคลาสสิก” ของวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra &#8211; ThailandPhil) จุดกำเนิด “ดนตรีคลาสสิก” แห่งหนึ่งของไทย ที่เปล่งประกายไปยังเวทีโลกภายใต้การเรียนการสอนที่เชื่อมั่นได้ถึง “มาตรฐานยุโรป” จากสถาบันรับรองคุณภาพ “MusiQuE” และการได้ก้าวขึ้นสู่ “อันดับที่ 35 ของโลก” เมื่อเร็วๆ นี้ อาจารย์ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวไว้ โดยไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ดนตรีคลาสสิก” คือรากฐานสำคัญของ “ดนตรีสากล” และการแสดงแทบทุกแขนง ซึ่งทาง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นทักษะสำคัญที่จะต้องปูพื้นให้กับนักศึกษาทุกคน ก่อนผ่านการฝึกความชำนาญอย่างเข้มข้นสู่การเป็น “นักดนตรีคุณภาพ” ในสาขาที่แต่ละคนถนัด เช่นเดียวกับการสร้างสรรค์ “ดนตรีป๊อบ” หรือดนตรีแนวใหม่ไร้กรอบจินตนาการ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อสร้าง “สังคมสุขภาวะ” จากการ “สร้างสรรค์ดนตรีเพื่อสร้างสุข” “ดนตรีหรือเพลงป๊อบจะทำได้ยาก หากนักศึกษาขาดพื้นฐานการเล่นดนตรีที่ดี” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/education/3512370">ม.มหิดลเปิดหมวกดนตรีแนวใหม่ ชูพลัง‘Synergy’ เพราะ‘โลกของดนตรี’ไม่ได้มีแค่‘นักดนตรี’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดล-สธ. ร่วมวิจัยระบาดวิทยา HIV-โรคหัวใจ พร้อมขยายผล NCDs ตอบโจทย์ออกแบบจัดบริการองค์รวม]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3508865</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Aug 2024 11:18:49 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3508865</guid>

					<description><![CDATA[<p>สิ่งที่นับว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อสุขภาพมากที่สุด ไม่ใช่การมีโรคประจำตัว แต่คือการขาด “การเฝ้าระวัง” ดูแลตัวเองจนต้องกลายเป็นอีกโรคหนึ่งโดยไม่คาดคิด เพราะโรคบางโรคมีความเกี่ยวเนื่องกับอีกโรคด้วยตัวเอง ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ การ “ตัดท่อน้ำเลี้ยงแห่งรังโรค” เพื่อหยุดการพัฒนาต่อเนื่องไปสู่อีกโรค รองศาสตราจารย์ ดร.มธุรส ทิพยมงคลกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิชาการ และอาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาพัฒนาสุขภาพ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมหิดล โดย กลุ่มสาขาวิชาพัฒนาสุขภาพ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน ภาควิชาระบาดวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ร่วมกับ ผู้ทรงคุณวุฒิ กระทรวงสาธารณสุข วิจัยความชุกและปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ติดเชื้อ HIV ในภูมิภาคเอเชีย &#8211; แปซิฟิก ด้วยวิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถนำไปสู่การต่อยอดขยายผลในเชิงนโยบายได้ โดยได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสารวิชาการนานาชาติด้านสาธารณสุข “BMC Public Health” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา จากการวิจัยทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบจนค้นพบว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จากสาเหตุสำคัญที่ว่า “เชื้อไวรัส HIV” ส่งผลต่อการอักเสบของหลอดเลือด ดังนั้น หากไม่สามารถคุมระดับไวรัสได้จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น จากการวิเคราะห์เชิงสถิติแบบอภิมาน (Meta &#8211; analysis) เพื่อศึกษา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3508865">ม.มหิดล-สธ. ร่วมวิจัยระบาดวิทยา HIV-โรคหัวใจ พร้อมขยายผล NCDs ตอบโจทย์ออกแบบจัดบริการองค์รวม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลชูแนวคิดเกษตรยั่งยืน ‘Resilience Agriculture’ สร้าง ‘เศรษฐกิจชุมชน’ ก่อนก้าวสู่ ‘เศรษฐกิจโลก’]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/education/3508452</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Aug 2024 15:02:39 +0700</pubDate>
				<category>education</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3508452</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ไทยจะได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) มานานนับศตวรรษ โดยเริ่มต้นที่ด้านสาธารณสุข แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Change) ทำให้โลกในยุคปัจจุบันได้ขยายขอบเขตสู่ “การเกษตรและสิ่งแวดล้อม” ที่จะทำให้โลกยั่งยืนได้ต่อไปอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “Resilience Agriculture” รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ พิมพา ผู้ช่วยคณบดีด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability) และประธานสาขาการจัดการที่ยั่งยืน (Managing for Sustainability) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้ให้ความหมายของคำว่า “Resilience Agriculture” ว่าเป็น “ความจำเป็นใหม่เพื่อความยั่งยืน” ของเกษตรโลกที่ต้องดำเนินไปโดยมีตัวแปรที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อความยั่งยืน จากที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีความร่วมมือกับ  มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ โดยมี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เป็นฟันเฟืองหลักร่วมกับ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อร่วมค้นหาความหมาย และแนวทางสู่ “Resilience Agriculture” ภายใต้บริบทเพื่อการพัฒนา “เกษตรชุมชนนครสวรรค์”  ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักในประเด็น ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุตสาหกรรมหลักในประเทศไทย จากการจัดให้เครือข่ายที่มาจาก “ผู้นำชุมชนและเกษตรกรนครสวรรค์” ได้ร่วมระดมสมองในเสวนากลุ่มเพื่ออภิปราย และสร้างข้อสรุปในประเด็น สิ่งที่ท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และทำอย่างไรเพื่อทำให้ชุมชนได้เข้าถึงแก่นแท้ของปัญหาการเกษตรด้วยกรอบของความยั่งยืน โดยมีทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/education/3508452">ม.มหิดลชูแนวคิดเกษตรยั่งยืน ‘Resilience Agriculture’ สร้าง ‘เศรษฐกิจชุมชน’ ก่อนก้าวสู่ ‘เศรษฐกิจโลก’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลเปิด BSHA ทุ่มวิจัยชะลอวัยระดับโมเลกุล เตรียมพร้อมไทยก่อนเข้าสู่‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3500270</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jul 2024 08:46:47 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3500270</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศสถิติจำนวนประชากรไทย ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566 ว่ามีผู้สูงวัยจำนวน 13,064,929 คน คิดเป็นร้อยละ 20.08 ของประชากรทั่วประเทศไทย นับเป็น “ประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกในโลก” ที่ก้าวสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ที่คาดว่าจะมีประชากรสูงวัยไทยเป็นจำนวนร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมดในปี พ.ศ. 2578 มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ “มหาวิทยาลัยแห่งสุขภาวะ” โดย คณะเภสัชศาสตร์ จึงได้จัดตั้ง “หน่วยวิจัยชีวเภสัชศาสตร์เพื่อสุขภาวะวัยชรา“ (Centre of Biopharmaceutical Science for Healthy Aging; BSHA) เพื่อให้สอดคล้องต่อเป้าหมายเตรียมพร้อมสู่การเป็น “ศูนย์กลางทางการแพทย์และนวัตกรรมผู้สูงวัยอาเซียน” ของประเทศได้ตามทิศทางของ “วาระแห่งชาติ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรอาณัฐชัย ม้ายอุเทศ หัวหน้าหน่วยวิจัยชีวเภสัชศาสตร์เพื่อสุขภาวะวัยชรา (Centre of Biopharmaceutical Science for [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3500270">ม.มหิดลเปิด BSHA ทุ่มวิจัยชะลอวัยระดับโมเลกุล เตรียมพร้อมไทยก่อนเข้าสู่‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลผลักดันคนไทย 77 จังหวัด เลี้ยงลูกด้วยข้อมูลสุขภาวะ Child Health Informatics]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3500264</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jul 2024 08:43:37 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3500264</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกที่แข่งขันกันด้วยข้อมูลข่าวสารไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ครอบครองข้อมูลได้ “มากที่สุด” หรือ “เร็วที่สุด” คือ “ผู้ที่มีศักยภาพในการดำรงชีวิตมากที่สุด” แต่คือ ผู้ที่มีข้อมูล “ถูกต้อง” และ “ใช้เป็น” มากที่สุด รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล คือหนึ่งในความภาคภูมิใจของ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” ผู้เป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เด็กไทยในโลกยุคใหม่นับจากนี้ไป เติบโตด้วยทักษะแห่ง “ข้อมูลสุขภาวะ” (Child Health Informatics) พร้อมสร้าง “นักปฏิบัติการด่านหน้าเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว” ให้เกิดขึ้นในทุกระดับ ทั้ง 77 จังหวัด จากการทุ่มเทสร้าง “เครือข่ายเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว” จนปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 2 แสนราย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ได้เป็นแกนนำสำคัญในการทำให้ “ครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล” เพิ่มขยายออกไป จนอาจกล่าวได้ว่า ที่ผ่านมา ทั้ง 77 จังหวัดของประเทศไทยได้มี “ผู้เรียนรู้ (MU learners) และนักศึกษา (MU students) ของมหาวิทยาลัยมหิดล” ที่ถึงพร้อมด้วยทักษะแห่ง “ข้อมูลสุขภาวะ” (Child [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3500264">ม.มหิดลผลักดันคนไทย 77 จังหวัด เลี้ยงลูกด้วยข้อมูลสุขภาวะ Child Health Informatics</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลแนะออกกำลังกายแบบแอโรบิก‘ต่อลมหายใจและชีวิต’ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3500221</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jul 2024 08:10:35 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3500221</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในทางอารมณ์และจิตใจ “สารโดปามีน” จัดเป็น “สารแห่งความสุข” แต่ในทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ระดับ “สารโดปามีน” ที่ลดลงอาจหมายถึง “ความเสี่ยง” ต่อการเกิด “โรคพาร์กินสัน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กภ.เฟื่องฟ้า ขอบคุณ อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงอาการสำคัญของ “โรคพาร์กินสัน” คือ “การเคลื่อนไหวที่ช้าลง” ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการเสื่อมของเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้จากผู้ที่เคยมีการเคลื่อนไหวที่ปกติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ต้องประสบกับการเคลื่อนไหวช้า ร่วมกับอาการสั่นขณะพัก อาการแข็งเกร็ง ปัญหาการทรงตัว และการเดินที่ผิดปกติโดยไม่รู้ตัว เดิมพบว่า “โรคพาร์กินสัน” เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ในเบซัลแกงเกลีย (Basal Ganglia) ที่สร้างสาร “โดปามีน” ทำให้เกิดการ “ขาดสมดุล” ของวงจรประสาทที่เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้น และยับยั้งการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่ปัจจุบันมีการค้นพบเพิ่มเติมว่า “ความเสื่อมของระบบประสาทอัตโนมัติส่วนปลายที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้” ซึ่งทำให้เกิด “อาการท้องผูก” อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนถึงอาการเริ่มต้นของ “โรคพาร์กินสัน” “โรคพาร์กินสัน” มีอาการแสดงที่แตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรงของโรค ซึ่งการพิจารณาให้การรักษา และกายบำบัดด้วย “การออกกำลังกาย” อาจมีข้อจำกัดหากเกิดอาการโรคร่วมอื่น เช่น “ความดันโลหิตสูง” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3500221">ม.มหิดลแนะออกกำลังกายแบบแอโรบิก‘ต่อลมหายใจและชีวิต’ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลลงพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยงโผล่วทุ่งใหญ่นเรศวร วิจัยความมั่นคงทางอาหาร รับภัย Climate Change โลก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3496296</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2024 17:06:39 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3496296</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันทั่วโลกต้องระส่ำระสายไปด้วยภัยจาก “สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” (Climate Change) จนส่งผลกระทบไปถึง “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security) จาก “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) ในพื้นถิ่นที่ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ที่ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันโภชนาการ ร่วมกับ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ลงพื้นที่ศึกษาวิจัยเรื่องความมั่นคงทางอาหารร่วมกับชุมชนกะเหรี่ยงโผล่ว (Pwo Karen) ซึ่งอาศัยในพื้นที่กว่า 200 ปี ปัจจุบันเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ซึ่งระยะทางไม่ห่างมากนักจากที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี พบว่าชุมชนร่วมมือกันดูแลผืนดิน แหล่งน้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ผลตอบแทนกลับมาคือความหลากหลายอาหารกว่า 300 ชนิด หลายชนิดอุดมด้วยสารอาหารสำคัญดีต่อสุขภาพของคนในชุมชน ปัจจุบัน เพื่อสนองวิกฤติเร่งด่วน “ภาวะโลกร้อน” ได้มีการขยายบริบทงานวิจัยครอบคลุม “Climate Change” โดย สถาบันโภชนาการ ร่วมกับ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยกลุ่มนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโด (Hokkaido [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3496296">ม.มหิดลลงพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยงโผล่วทุ่งใหญ่นเรศวร วิจัยความมั่นคงทางอาหาร รับภัย Climate Change โลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง RDF จาก‘ขยะฝังกลบ’ เพิ่มคุณค่าเศรษฐกิจชุมชน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/energy/3490287</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Jul 2024 10:12:42 +0700</pubDate>
				<category>energy</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3490287</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ขยะ” ในโลกยุคปัจจุบันไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่ถูกทิ้งเพราะเป็นเพียง “ของเหลือใช้” หากเป็นสิ่งที่ใช้แล้ว แต่ยังคงมีคุณค่าที่รอคอยการค้นหา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธวัช เพชรไทย อาจารย์นักวิจัยประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจจากมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” จากผลงานวิจัยด้านการจัดการค้นพบคุณค่าของ “ขยะ” แม้ผ่านกระบวนการ “ฝังกลบ” สู่การผลิต “ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงขยะ“ หรือ RDF (Refuse Derived Fuel) ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม ประชาชนมีสุขภาพดี และเพิ่มเศรษฐกิจชุมชน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธวัช เพชรไทย ได้อธิบายถึงกระบวนการผลิต “ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงขยะ หรือ RDF” โดยทั่วไปได้วัตถุดิบจาก “การคัดแยกขยะ” ที่เกิดขึ้นในชุมชน และจากการนำขยะที่ถูกฝังกลบเป็นเวลานานแล้วมาผ่านกระบวนการคัดแยกวัสดุที่สามารถเผาไหม้ได้แล้วนำไปสร้างเป็นพลังงาน อาทิ พลาสติก ยาง และกระดาษ เป็นต้น โดยวิธีการหลังมีความท้าทายตรงที่จะต้องมี “การเตรียมขยะ” เพื่อให้ได้ “ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงขยะ หรือ RDF” ที่มีคุณภาพ โดยการทำให้มีค่าความร้อน ปริมาณเถ้า และโลหะหนักอยู่ในระดับมาตรฐาน กระบวนการเตรียมที่เหมาะสมทำให้ได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/energy/3490287">ม.มหิดลวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง RDF จาก‘ขยะฝังกลบ’ เพิ่มคุณค่าเศรษฐกิจชุมชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลวิจัยวางกลยุทธ์พัฒนาเมืองกาญจน์ เสนอ‘อ้อย’เป็นวัตถุดิบทางเลือก]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/education/3490223</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Jul 2024 08:38:28 +0700</pubDate>
				<category>education</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3490223</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้สถานการณ์ทางการตลาดจะมีความผันผวนไปตามสถานการณ์โลก แต่เทรนด์อาหารจากพืช (Plant &#8211; based Food) จะยังคง “ไม่ถึงทางตัน” หากได้รับการพัฒนาจากแหล่งอาหารที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรพงษ์ เที่ยงสมพงษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ได้ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีระชน สว่างเพราะ อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้ออาหารแพลนต์เบสออนไลน์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ “Heliyon” ว่าขึ้นอยู่กับ “ความไว้วางใจ” (Brand Trust) ของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่เลือกซื้ออาหารแพลนต์เบส มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกจากความ “ใส่ใจสุขภาพ” แต่สาเหตุที่คนไทยไม่สามารถเข้าถึงอาหารแพลนต์เบสเท่าที่ควรเป็นเพราะยังคงเป็นกลุ่มสินค้าที่มีราคาสูง โดยผู้วิจัยได้เสนอแนวทางสู่การสร้าง “ความไว้วางใจ” ให้กับผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อาหารแพลนต์เบสว่า นอกจากการเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายที่มีอัตลักษณ์แล้ว ยังสำคัญที่การสร้างคอนเทนต์ และกลยุทธ์ในการสื่อสาร ให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าต่อทั้งสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม ก่อนแชร์ให้โลกรู้ และปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์อาหารแพลนต์เบส คือการ “เข้าถึงแหล่งผลิตที่อุดมสมบูรณ์” ซึ่งถึงแม้จังหวัดกาญจนบุรีจะมีกำลังการผลิตแหล่งโปรตีนจากถั่วเหลืองปีละเพียง 31 ตัน แต่ด้วยพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพกว่า 3 ล้านไร่ พบว่ายังมีผลิตผลทางการเกษตรของท้องถิ่นอีกมากมายที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแพลนต์เบสภายในประเทศ โดยนอกจาก “ถั่วเหลือง” ซึ่งเป็นพืชโปรตีนสูงที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักของอาหารแพลนต์เบสแล้ว ยังพบว่า “อ้อย” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/education/3490223">ม.มหิดลวิจัยวางกลยุทธ์พัฒนาเมืองกาญจน์ เสนอ‘อ้อย’เป็นวัตถุดิบทางเลือก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลช่วยชาวนา &#8211; ชาวสวนไทยใช้ AI ตรวจสอบเมล็ดพืช และความหวานผลไม้เศรษฐกิจ]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/education/3488503</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jun 2024 14:18:40 +0700</pubDate>
				<category>education</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3488503</guid>

					<description><![CDATA[<p>เกษตรกรโลกยุคใหม่ “เก่งอุปกรณ์” พึ่งพาเทคโนโลยีอย่างเดียวอาจไม่พอ จะต้อง “ขยันปฏิบัติ” ลงมือทำด้วยตัวเอง รองศาสตราจารย์ ดร.ชมทิพ พรพนมชัย อาจารย์ประจำกลุ่มวิทยากรคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงผลงานในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาที่ทุ่มเทให้กับงานวิจัยเพื่อการทำหน้าที่ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล บ่มเพาะนักศึกษา และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ให้แก่เกษตรกรชาวนาและชาวสวนของไทยสร้างสรรค์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent หรือ AI) ด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลภาพ (Image Processing) กับ 2 ระบบหลัก คือ 1.ระบบการตรวจสอบการงอกของเมล็ดพืช และ 2.ระบบการตรวจสอบความหวานผลไม้ ด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลด้วยภาพ ที่อาศัยการทดลองจริง และติดตามผลเพื่อบันทึกภาพลงในฐานข้อมูลนับหมื่นภาพได้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาและชาวสวนของไทยให้ปลูกพืชได้ผลดี และมีคุณภาพด้วยระบบการประมวลผลภาพ และกล้องถ่ายภาพของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่เกษตรกรสามารถจัดหาได้ โปรแกรมที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้ในการตรวจสอบการงอกเมล็ดพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ ข้าว พริก และมะละกอ ด้วยคุณลักษณะของภาพ 3 คุณลักษณะ คือ สี พื้นผิว และ รูปร่าง ที่สามารถใช้ทำนายการงอก เจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์พืชได้โดยเริ่มจากการสร้างฐานข้อมูลการงอกของเมล็ดพืชแต่ละชนิด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/education/3488503">ม.มหิดลช่วยชาวนา &#8211; ชาวสวนไทยใช้ AI ตรวจสอบเมล็ดพืช และความหวานผลไม้เศรษฐกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลพิสูจน์บทบาท‘นักเทคนิคการแพทย์’ วิจัยเบิกทางขยายผลใช้ประโยชน์ยาเก่า จากห้องแล็บถึงห้องยา]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3488043</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jun 2024 08:45:08 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3488043</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดยทั่วไปร่างกายมนุษย์มักคุ้นเคยกับ “ยาเก่า” มากกว่า “ยาใหม่” หากเปรียบร่างกายเหมือน “แผนที่เดินทาง” ด้วยการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างยา และการออกฤทธิ์ต่อโปรตีนเป้าหมาย (Structure &#8211; Activity Relationship, SAR) จะคอยนำทางให้นักวิจัยค้นพบหนทางสู่การเยียวยาด้วย “ยาเก่า” ในกลุ่มโรคที่แตกต่างกันได้ อาจารย์ ดร.ณัฐภัทร อนุวงศ์เจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคนิคการแพทย์ชุมชน คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหนึ่งในกลุ่มนักวิจัยที่พยายามไขความลับของคุณสมบัติของยาว่ามีความสัมพันธ์เพียงใดต่อโปรตีนชนิดต่างๆ ในร่างกาย โดยในยาหนึ่งชนิด อาจไม่ได้มุ่งรักษาโรคเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง การทำงานของโปรตีนว่ามีความสัมพันธ์เพียงใดต่อคุณสมบัติของยา โดยในยาหนึ่งชนิด แต่อาจใช้รักษาโรคที่มีคุณสมบัติของโปรตีนซึ่งมีองค์ประกอบคล้ายกันได้ โดยการค้นพบดังกล่าวถือเป็น “ใบเบิกทาง” สู่การส่งต่อเพื่อวิเคราะห์ในเชิงลึกสู่การใช้จริงต่อไป ถือเป็นบทบาทที่สำคัญในฐานะนักเทคนิคการแพทย์ จากห้องแล็บถึงห้องยา หนึ่งในการค้นพบที่น่าสนใจด้วยเทคนิค Proteochemometric (PCM) คือการค้นพบว่า “ยารักษาโรคมะเร็ง” และ “ยาต้านจุลชีพ” หลายชนิด สามารถออกฤทธิ์กับโปรตีนเป้าหมายที่หลากหลาย (Polypharmacology) จึงมีแนวโน้มสำหรับประยุกต์ใช้รักษาโรคที่หลากหลายได้ ซึ่งเทคนิคนี้อาศัยคลังข้อมูลขนาดใหญ่ ร่วมกับการประมวลผลด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนนำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำนายคุณสมบัติการออกฤทธิ์ของยาได้อย่างแม่นยำ และสามารถต่อยอดไปสู่การทดสอบทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันคุณสมบัติที่ค้นพบได้ ประโยชน์ที่ได้นอกการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับผลการรักษาที่ดีขึ้นแล้ว ยังสามารถต่อยอดสร้างมูลค่า ลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการพัฒนายาใหม่ โดย อาจารย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3488043">ม.มหิดลพิสูจน์บทบาท‘นักเทคนิคการแพทย์’ วิจัยเบิกทางขยายผลใช้ประโยชน์ยาเก่า จากห้องแล็บถึงห้องยา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลคลายปมสุขภาวะ‘สังคมดี สู่การมีชีวิตยืนยาว’]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3487544</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jun 2024 09:00:09 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3487544</guid>

					<description><![CDATA[<p>คณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศาสตร์สุขภาพ (หลักสูตรนานาชาติ) (Doctor of Philosophy Program in Health Social Sciences (International Program) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.มาร์ก สเตฟาน เฟลิกซ์ (Associate Professor Dr.Mark Stephan Felix) ร่วมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ฟรังซัวส์ เรเน ลามี (Associate Professor Dr.Francois Rene Lamy) รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐณีย์ มีมนต์ และ ดร.ตุน ซายาร์ มิน (Dr.Tun Zayar Min) นักศึกษาชาวเมียนมา ได้ศึกษา “วิธีการทำอย่างไรให้ผู้ป่วยสูงวัยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้สามารถควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)” โดยเป็นงานวิจัยคุณภาพ ผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้วในวารสารวิชาการนานาชาติ “Asia &#8211; Pacific Social [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3487544">ม.มหิดลคลายปมสุขภาวะ‘สังคมดี สู่การมีชีวิตยืนยาว’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ม.มหิดลวิจัยจุดคุ้มทุนรักษา‘โรคลมชักในเด็ก’ด้วยวิธีการผ่าตัด เตรียมยกระดับสิทธิการรักษาในเชิงนโยบาย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/health/3487474</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jun 2024 08:44:36 +0700</pubDate>
				<category>health</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3487474</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โรคลมชัก” (Epilepsy) คือหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการของลูกน้อย การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แม้สาเหตุบางส่วนเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยบางรายที่ดื้อต่อยากันชัก สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วย “การผ่าตัด” ซึ่งยังคงมีสิทธิการรักษาที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเพียงบางส่วน จึงได้นำไปสู่การศึกษาถึง “จุดคุ้มทุน” เพื่อผลักดันสู่การยกระดับสิทธิการรักษาในเชิงนโยบาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงกิ่งทอง อนุรัตน์ อาจารย์แพทย์ประจำสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการผลักดันให้การรักษาโรคลมชักในเด็กได้รับการพิจารณายกระดับสิทธิการรักษาในระดับนโยบาย โดยได้ทำการวิจัยประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการผ่าตัดลมชักในเด็กที่ไม่ตอบสนองต่อยากันชัก (Cost &#8211; Effectiveness Analysis) เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลระหว่างการรักษาโรคลมชักในเด็กด้วยการผ่าตัด กับการรักษาด้วยยากันชัก พบว่าการรักษาโรคลมชักในเด็กด้วยการผ่าตัดมีแนวโน้มคุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว เนื่องจากหากผ่าตัดได้ผลดี จะทำให้ครอบครัวผู้ป่วยเด็กโรคลมชักและรัฐบาลไม่ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากไปกับการรักษาด้วยการรับประทานยารักษาโรคลมชัก เพื่อประคับประคองอาการไปตลอดทั้งชีวิต อย่างไรก็ดีตามผลงานวิจัยโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงกิ่งทอง อนุรัตน์ และคณาจารย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี อาทิ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงลัลลิยา ธรรมประทานกุล รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ คงคติธรรม และรองศาสตราจารย์ นายแพทย์อัตถพร บุญเกิด ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ “Journal of Clinical Neuroscience” ได้มีการเก็บข้อมูลผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ซึ่งอาจจะเป็นข้อกังวลของผู้ปกครอง พบว่าหากสามารถผ่าตัดรักษาได้เฉพาะจุดโดยไม่กระทบกระเทือนต่อสมองในส่วนอื่น อาจไม่แสดงผลข้างเคียง แต่หากกระทบต่อจุดอื่นด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/health/3487474">ม.มหิดลวิจัยจุดคุ้มทุนรักษา‘โรคลมชักในเด็ก’ด้วยวิธีการผ่าตัด เตรียมยกระดับสิทธิการรักษาในเชิงนโยบาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เปิดผลงานเด็ดจากนักศึกษาไฟแรง เผยมุมมองการสื่อสารยุคต่อไปจากคนรุ่นใหม่ในงาน “Me[I]dia” ครั้งที่ 9 กับผลงานกว่า 47 ชิ้น จากนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/education/3487311</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2024 16:37:31 +0700</pubDate>
				<category>education</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/?p=3487311</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาควิชาสื่อและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญ อาจารย์ บุคลากร นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และสื่อสารมวลชนทุกท่านเข้าร่วมชมการแสดงผลงานประจำปี &#8220;Me[I]dia&#8221; (มี[ไอ]เดีย) จากนักศึกษาซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน โดยภายในงานจะมีผลงานของน้องๆ นักศึกษามากความสามารถกว่า 47 ชิ้นงานซึ่งล้วนแล้วแต่อัดแน่นด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ที่แสดงออกมาผ่านผลงานเหล่านั้นทั้งด้านดิจิทัลมีเดีย งานสื่อสารมวลชน งานภาพยนตร์ และการสร้างคอนเทนต์ผ่านแคมเปญของนักศึกษา IMC โดยงานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 ที่ House Samyan สามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่เวลา 10.00 &#8211; 20.00 น. ขอเชิญนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และคนในวงการการสื่อสารและโฆษณาที่สนใจร่วมชมการแสดงผลงานของนักศึกษาภาควิชาสื่อและการสื่อสาร ที่จะกลายเป็นพลังสำคัญในการสร้างงานด้านสื่อและการสื่อสารในอนาคต ในปัจจุบันที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักโฆษณาและการสื่อสารจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจความซับซ้อนของการหลอมรวมกันของสื่อดิจิทัล การสร้างคอนเทนต์ และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน เพื่อใช้งานสื่อและคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ งาน &#8220;Me[I]dia&#8221; มีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่านักศึกษาของภาควิชาได้ทำความเข้าใจและตีความพลวัตทางสื่ออย่างไร และได้เตรียมตัวเข้าสู่ธุรกิจนี้ที่ต้องการทั้งความสามารถในการปรับตัว พลังความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจแพลตฟอร์มสื่อในยุคปัจจุบันและอนาคตอย่างไร การเฉลิมฉลองในพลังความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม คำว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/education/3487311">เปิดผลงานเด็ดจากนักศึกษาไฟแรง เผยมุมมองการสื่อสารยุคต่อไปจากคนรุ่นใหม่ในงาน “Me[I]dia” ครั้งที่ 9 กับผลงานกว่า 47 ชิ้น จากนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
	</channel>
</rss>
