<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
>
<channel>
	<title>ThaiPR.NET</title>
	<atom:link href="https://www.thaipr.net/tag/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thaipr.net/tag/คอมมิวนิเคชั่น-อาร์ต</link>
	<description>Press Release Distribution Center of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Apr 2026 17:30:46 +0700</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.1.1</generator>
	<item>
		<title><![CDATA[กลยุทธ์ปลดล็อกศักยภาพ Superapp สู่โอกาสทางธุรกิจในไทย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3410929</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Nov 2023 16:11:05 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3410929</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจที่เกิดจาก Superapp ในประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย Superapp หรือซุปเปอร์แอป คือแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ของธุรกิจนานาประเภทบนมือถือที่ครอบคลุมทุกบริการและโซลูชันอันหลากหลายรวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้งานทำกิจกรรมทุกอย่างได้ครบจบภายในแพลตฟอร์มหรือระบบนิเวศเดียว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย  ประเทศไทยกำลังพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดตัวเลขของเศรษฐกิจด้านดิจิทัลสูงเกือบ 1 ใน 5 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม โดยคาดว่าจะมีมูลค่า 53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีพ.ศ. 2568 และมีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ 15%  และยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 90% โดยมีผู้ใช้เกือบ 90% ทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ ซึ่งอัตราความนิยมใช้งานประเภทดิจิทัลที่สูงมากขึ้น ผนวกกับความต้องการใช้บริการต่างๆ ผ่านช่องทางบนมือถือก่อนช่องทางประเภทอื่น (Mobile-first services) มากขึ้นนี้ ส่งให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์อย่างยิ่งยวดหากจะพัฒนาและใช้ประโยชน์จาก Superapp ในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และสร้างประสิทธิภาพของระบบให้ดียิ่งขึ้น  ไทเลอร์ มิวนอซ หุ้นส่วนอาวุโสประจำภูมิภาคอาเซียนที่ปับลิซีส เซเปียนท์กล่าวว่า “การใช้ Superapp ที่องค์กรได้รวบรวมบูรณาการบริการที่หลากหลายไว้ในแพลตฟอร์มเดียวนี้แล้ว จะช่วยองค์กรลดต้นทุนของการให้บริการสำหรับลูกค้าปลายทาง อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่มากมายนอกเหนือจากบริการหลักที่องค์กรมีอยู่  ปับลิซีส เซเปียนท์จึงเห็นว่า Superapp จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น สอดคล้องไปกับยุทธศาสตร์การเร่งใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเพื่อเปิดรับการขยายของภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน”  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3410929">กลยุทธ์ปลดล็อกศักยภาพ Superapp สู่โอกาสทางธุรกิจในไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ผู้บริโภคไทยมากกว่า 1 ใน 3 เคยใช้เครื่องมือด้าน Generative AI เมื่อทำงานและพักผ่อน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3407932</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Nov 2023 14:52:38 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3407932</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการปฏิวัติทางดิจิทัลที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยการนำเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ ทั้งนี้ Generative AI (GenAI) ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่แหวกแนวที่สร้างความแตกต่างจากสิ่งที่เคยมีมาและกำลังได้รับความนิยมในทุกอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ การใช้งานด้วย การสั่งงานด้วยเสียง (Voice assistants) ไปจนถึงแพลตฟอร์มการจดจำใบหน้า (Facial recognition) และเครื่องมือสำหรับผู้บริโภคอื่นๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวันอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย  จากรายงานประจำปี Guide to Next ฉบับล่าสุดของปับลิซีส เซเปียนท์ (Publicis Sapient) ซึ่งเป็นรายงานที่ให้ภาพรวมและเทรนด์เกี่ยวกับดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นสำหรับธุรกิจ ได้ครอบคลุมถึงรายงานด้าน Generative AI ซึ่งอ้างอิงจากการสำรวจผู้บริโภคมากกว่า 10,000 รายทั่วสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เยอรมนี และประเทศไทย โดยผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่กว่า (78%) เคยได้ยินเกี่ยวกับ GenAI ในขณะที่มีเพียง 30% ที่เคยใช้ GenAI  อย่างไรก็ตาม จากกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยจำนวนทั้งหมด 2,061 รายนี้ พบว่าผู้บริโภคมากกว่าหนึ่งในสาม (35%) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3407932">ผู้บริโภคไทยมากกว่า 1 ใน 3 เคยใช้เครื่องมือด้าน Generative AI เมื่อทำงานและพักผ่อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[เน็ตก้าแต่งตั้งอีไลฟ์ ซิสเต็มส์ (2BESHOP.COM) เป็นตัวแทนจำหน่าย ส่งโซลูชัน Ready-to-use จับตลาดเอสเอ็มอีไทย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3402323</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Oct 2023 11:36:53 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3402323</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ นี้ คุณชาญชัย เจียมโชติพัฒนกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท เน็ตก้า ซิสเต็ม จำกัด (ซ้าย) ได้ลงนามเซ็นสัญญากับคุณณัฐวุฒิ ชินวันธนานนท์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท อีไลฟ์ ซิสเต็มท์ จำกัด (ขวา) เพื่อแต่งตั้งอีไลฟ์เป็นตัวแทนจำหน่ายโซลูชันไอทีและบริหารเครือข่ายประเภท Ready-to-use ได้แก่ แอพพลายแอนซ์และคลาวด์โมเดลแบบจ่ายรายเดือน เน้นช่วยองค์กรเอสเอ็มอีเริ่มต้นปฎิรูปไอทีได้อย่างรวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายต่ำ ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ เอ็มแกลลอรี่ คุณชาญชัย เจียมโชติพัฒนกุล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท เน็ตก้า ซิสเต็ม จำกัดกล่าวว่า “เน็ตก้า ซิสเต็มเป็นผู้ออกแบบ ผลิต และพัฒนาซอฟต์แวร์ RegTech (Regulatory Technology) และ OpsTech (IT Operation Technology) เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบริหารเครือข่ายและรองรับข้อกำหนดต่างๆ อันรวมถึง พรบ. คอมพิวเตอร์และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ผลิตภัณฑ์และบริการของเราเป็นที่ไว้วางใจในองค์กรระดับเอ็นเตอร์ไพรส ผู้ให้บริการในทุกอุตสาหกรรมใน 14 ประเทศใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3402323">เน็ตก้าแต่งตั้งอีไลฟ์ ซิสเต็มส์ (2BESHOP.COM) เป็นตัวแทนจำหน่าย ส่งโซลูชัน Ready-to-use จับตลาดเอสเอ็มอีไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[Infoblox นำอุตสาหกรรม เน้นรวมทีมด้านเครือข่ายและความปลอดภัย เพื่อป้องกันการโจมตีไซเบอร์ให้ดียิ่งขึ้น]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3347592</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Jun 2023 13:25:47 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3347592</guid>

					<description><![CDATA[<p>อินโฟบล็อกซ์ อิงค์&#160; (Infoblox Inc.) องค์กรที่ให้บริการแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงเครือข่ายและความปลอดภัยที่จัดการโดยผ่านคลาวด์ได้อย่างง่ายๆ เพื่อประสิทธิภาพและการป้องกันที่ดียิ่งขึ้นได้ประกาศวันนี้ถึงจุดยืนอันแข็งแกร่งขององค์กร อินโฟบล็อกซ์เห็นความจำเป็นที่ที่ทีมงานด้านเครือข่ายและทีมรักษาความปลอดภัยต้องผนึกกำลังกัน เพื่อต่อสู้กับอาชญากรไซเบอร์ ทั้งนี้ บริการด้านความปลอดภัยใหม่และเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ปรับปรุงใหม่ของอินโฟบล็อกซ์ในครั้งนี้ได้สะท้อนถึงกลยุทธ์ ความเชื่อมั่น และการมุ่งเน้นธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างครอบคลุม ช่วยให้ธุรกิจขององค์กรเติบโตอย่างรวดเร็ว นายสก็อต ฮาร์เรล ซีอีโอและประธานของอินโฟบล็อกซ์กล่าวว่า “อินโฟบล็อกซ์เป็นบริษัทเดียวที่สามารถให้ศักยภาพการมองเห็นได้แบบเรียลไทม์และควบคุมได้ถึงผู้ใช้งานและอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายประเภทต่างๆ และสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ทั้งหมายได้เพื่อช่วยให้ลูกค้าสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นมากขึ้น  ด้วยการนำทีม NetOps และ SecOps มารวมกันจะสามารถสร้างการมองเห็น การแบ่งปันข้อมูล การทำงานของระบบที่เป็นอัตโนมัติและให้อำนาจในการควบคุมร่วมกันได้ ในขณะที่องค์กรยังสามารถป้องกันการแพร่กระจายของมัลแวร์และระบุแหล่งที่มาของภัยคุกคามชนิดต่างๆ และยกระดับประสิทธิภาพและการป้องกันให้สูงไปอีกขั้น”   นายพอล วิลค็อกซ์ รองประธานฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ที่อินโฟบล็อกซ์เปิดเผยว่า “ปัจจุบันธุรกิจต่างๆ หันมาใช้สภาพแวดล้อมแบบไฮบริดและมัลติคลาวด์มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งเป็นการสร้างความซับซ้อนและขยายพื้นผิวเสี่ยงต่อการถูกโจมตีมากยิ่งขึ้น  จึงไม่น่าแปลกใจที่รายงาน Infoblox’s 2023 Global State of Cybersecurity ของอินโฟบล็อกซ์พบว่า 60% ขององค์กรประสบกับการละเมิดข้อมูลอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมีการสูญเสียเฉลี่ย 2 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเหตุการณ์อันเป็นผลมาจากการละเมิดเหล่านี้ นอกจากนี้ 81% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3347592">Infoblox นำอุตสาหกรรม เน้นรวมทีมด้านเครือข่ายและความปลอดภัย เพื่อป้องกันการโจมตีไซเบอร์ให้ดียิ่งขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ริบบอนขยายธุรกิจในไทยรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ตั้งเป็นทางเลือกใหม่เพื่อสร้างเครือข่ายแห่งอนาคต]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3331758</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Apr 2023 14:35:33 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3331758</guid>

					<description><![CDATA[<p>ริบบอน คอมมิวนิเคชันส์ อิงค์ (Ribbon Communications Inc., Nasdaq: RBBN) ผู้ให้บริการระดับโลกด้านเทคโนโลยีการสื่อสารแบบเรียลไทม์และโซลูชันเครือข่ายไอพีและออปติคัลแก่ผู้ให้บริการ องค์กรและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและรายใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่ง เพื่อยกระดับและปกป้องเครือข่ายของตนให้ทันสมัยและปลอดภัย ยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนประเทศไทยก้าวสู่ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ให้บริการและองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำเครือข่าย 5G มาพัฒนาความเร็ว ความคล่องตัว ความปลอดภัย และความคุ้มค่าของเครือข่ายตนเอง ซึ่งเทคโนโลยี IP Wave ของริบบอนได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่าการลงทุน” นายแซม บุชชี่ รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของริบบอนเปิดเผย “เรามีความยินดีที่ได้ขยายการดำเนินงานของเราในประเทศไทยเพื่อตอบสนองตลาดโทรคมนาคมได้ดียิ่งขึ้นด้วยโซลูชั่นไอพีออปติคัลของเรา” ภายในปีนี้ ริบบอนจะเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์ไอพีและออปติคัลบางรุ่นในประเทศไทย ซึ่งเป็นการขยายเครือข่ายซัพพลายเชนระดับโลกให้กว้างขวางขึ้นไปอีก และจะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์ที่ใช้ในการผลิตแพลทฟอร์ม Apollo OT 9408 ที่ริบบอนเพิ่งประกาศเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ Apollo OT 9408 เป็นเทคโนโลยีออปติคอลขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเครือข่ายส่วนทรานสปอร์ตให้เร็วมากขึ้นและมีความจุสูงมากยิ่งขึ้น โดยมอบความเร็ว 1.2T ต่อความยาวคลื่น (1.2T per wavelength) ให้ขนาดความจุได้มากถึง 19.2T จึงให้ความคุ้มค่าและผลประโยชน์มากเมื่อเปรียบเทียบด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ “ริบบอนมีเป้าหมายที่จะขยายสำนักงานแห่งใหม่เพื่อรองรับกิจกรรมสนับสนุนให้กับลูกค้า พันธมิตรรวมถึงพนักงาน ของริบบอนให้คล่องตัวมากขึ้น” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3331758">ริบบอนขยายธุรกิจในไทยรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ตั้งเป็นทางเลือกใหม่เพื่อสร้างเครือข่ายแห่งอนาคต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[MVComm นำแบรนด์ Grandstream จากอเมริกาบุกตลาด Wi-Fi Ethernet Router ในไทย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3315374</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Mar 2023 10:45:32 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3315374</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ ต้องการสถาปัตยกรรมการเชื่อมโยงเครือข่ายที่ต้องจัดการง่ายและชาญฉลาดเพื่อรองรับธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและขยายตัวตลอดเวลา บริษัท เอ็มวี คอมมิวนิเคชั่นส์ จํากัด (เอ็มวี คอม, www.mvcoms.com) เป็นบริษัทชั้นนําในการจัดหาโซลูชั่นด้านสื่อสารและโทรคมนาคมในประเทศไทย มีความยินดีที่นำผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Grandstream (แกรนด์สตรีม, www.grandstream.com) ที่มีจุดเด่นในเรื่องประสิทธิภาพ และความง่ายในบริหารจัดการจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาตอบสนองความต้องการของตลาดไทยเป็นรายแรก จากที่เอ็มวี คอมอยู่ในตลาดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์คกิ้งมากกว่า 20 ปี และเป็นที่รู้จักในเรื่องของการจัดหาอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์คกิ้ง ที่มีบริการหลังการขายช่วยแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้เป็นอย่างดี เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ระบบโทรศัพท์ระบบไอพี หรือ VoIP ของแกรนด์สตรีมได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ขึ้นเป็นแบรนด์สินค้าอันดับหนึ่งในกลุ่มนี้ และเมื่อแกรนด์สตรีมมีผลิตภัณฑ์ใหม่ด้าน Wi-Fi Access Point, Wi-Fi Router และ Ethernet Switching เสริมเข้ามาเติมเต็มให้ครบครัน รวมถึงมีระบบบริหารจัดการอุปกรณ์ที่ทำให้ดูแลได้ง่ายขึ้น จึงทำให้ลูกค้าสามารถออกแบบการใช้งานได้ตรงตามโซลูชั่นที่ต้องการ แกรนด์สตรีมเป็นผู้ให้บริการระดับโลกในกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าระบบโทรศัพท์ระบบไอพี หรือ VoIP โดยมีสินค้าจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศสู่ลูกค้าหลายพันล้านคนทั่วโลก  และได้มอบให้เอ็มวี คอมเป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย ทำตลาด VoIP ในเมืองไทยมาเป็นเวลามากกว่า 15 ปี โดยทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่ายภาพในประเทศ ทำให้ได้การตอบรับในตลาดเมืองไทยในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้สูงเป็นอันดับหนึ่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3315374">MVComm นำแบรนด์ Grandstream จากอเมริกาบุกตลาด Wi-Fi Ethernet Router ในไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[แนะมารยาทสากลในวิถีทางการทำงานแบบไฮบริด]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/general/3297117</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2023 13:00:37 +0700</pubDate>
				<category>general</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/general/3297117</guid>

					<description><![CDATA[<p>องค์กรจำนวนมากขึ้นกำลังวางแผนให้พนักงานจำนวนมากกลับมาที่สำนักงาน ขณะเดียวกัน มีหลายองค์กรมอบทางเลือกอันยืดหยุ่นแก่พนักงาน เปิดให้สามารถเลือกสถานที่และวิธีทำงานได้ จากรายงานของ Center for Creative Leadership แสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดโรคระบาดโควิด 19 นั้น องค์กรจำนวนกว่าครึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคคาดหวังให้พนักงานปฏิบัติงานในสำนักงานเต็มเวลา ซึ่งในปัจจุบันตัวเลขนั้นลดลงเหลือเพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น รายงานฉบับเดียวกันนี้ยังได้อ้างถึงคุณเอลิซ่า มัลลิส กรรมการผู้จัดการและรองประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Center for Creative Leadership ผู้กล่าวว่าพนักงานเต็มใจที่จะได้รับค่าจ้างน้อยลง 20 เปอร์เซ็นต์หากสามารถปฏิบัติงานจากทางไกลได้ แสดงให้เห็นได้อย่างชัดว่า รูปแบบการทำงานสมัยใหม่จะเป็นแบบไฮบริด (Hybrid Work) ที่ผสมทำงานทั้งที่สำนักงานและจากทางไกล เมื่ออยู่ในสำนักงาน เราเห็นบรรทัดฐานทางสังคมและค่านิยมทางวัฒนธรรมในองค์กรได้ค่อนข้างง่ายด้วยทางวาจาหรือการสังเกต อย่างไรก็ตาม สำหรับการทำงานแบบไฮบริด การสร้างมารยาททางธุรกิจจะซับซ้อนกว่าเล็กน้อย เนื่องจากต้องสื่อสารกับทีมที่ไม่ได้ทำงานที่สำนักงานให้เข้าใจในเรื่องมารยาทและระเบียบปฏิบัติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถรับทราบข้อควรปฏิบัติเดียวกัน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและมีประสบการณ์ที่เท่าเทียมกันตลอดการประชุม ซึ่งทำงานยุคใหม่นี้เน้นการติดต่อสื่อสารทำงานทางออนไลน์เป็นหลัก แล้วพนักงานควรปฏิบัติตัวอย่างไร? โพลีร่วมมือกับ Debrett&#8217;s องค์กรที่มีชื่อเสียงด้านมารยาทสมัยใหม่ จัดทำคำแนะนำสำหรับมารยาทสากลที่สำคัญๆ สำหรับการทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน ไม่ว่าที่บ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ แต่งกายเพื่อความสำเร็จทุกครั้ง ไม่ว่าจะประชุมแบบเสมือนหรือแบบจริง เมื่อทำงานจากที่บ้าน พนักงานมักเลือกที่จะสวมเสื้อผ้าที่สบาย แม้ว่าการสวมชุดกีฬาหรือชุดนอนจะช่วยคุณประหยัดเวลาและสะดวก แต่เสื้อผ้าที่ใส่ระหว่างทำงานก็ส่งผลทางจิตใจและต่อประสิทธิภาพการทำงานเช่นกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/general/3297117">แนะมารยาทสากลในวิถีทางการทำงานแบบไฮบริด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[การทำงานในปี 2566 จะให้ความสำคัญในเรื่องความยืดหยุ่น เชื่อมโยงทีมงานและกลุ่ม Gen Z]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3289303</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Jan 2023 11:41:29 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3289303</guid>

					<description><![CDATA[<p>การทำงานได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการปะทุใช้งานทางอินเทอร์เน็ตจากสถานที่ต่างๆ เพิ่มขึ้นในช่วงก่อนเกิดโรคระบาด ไปจนถึงภาวะที่นายจ้างจำเป็นต้องจัดหากระบวนการทำงานจากทางไกลและแบบไฮบริดจากทุกๆ ที่เป็นวิธีการทำงานหลักเพื่อให้องค์กรเชื่อมต่อกันอยู่เสมอ และในปีพ.ศ. 2566 วิธีการปฏิบัติงานจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะไม่ใช่เป็นเพียงการรับรู้ของพนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสถานที่ทำงานอีกด้วย ซึ่งต่อไปจะเป็นเทรนด์ที่ทุกท่านควรให้ความสนใจมากขึ้นในพ.ศ. นี้ เทรนด์ #1: &#8216;งาน&#8217; หมายถึงการปฏิบัติงานแบบไฮบริดและต้องยืดหยุ่น ในปี 2566 ‘การทำงานแบบไฮบริด’ จะไม่ใช่เทรนด์อีกต่อไป แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานตามปกติในทุกวัน และต้องมีความยืดหยุ่น เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการถกประด็นถึงความเป็นไปได้ของการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ โดยรัฐสภาในประเทศสิงคโปร์เองได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวไปเมื่อต้นปีนี้ ได้พบว่า 2 ใน 3 ของพนักงานในสิงคโปร์ชื่นชอบการปฏิบัติงานแบบยืดหยุ่นที่จะเอื้อให้พนักงานสามารถควบคุมชั่วโมงการทำงานของตนเองได้ดีขึ้น ทั้งนี้ รายงานล่าสุดของไอดีซีแสดงให้เห็นว่าพนักงานทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความคิดที่คล้ายคลึงกัน โดยพนักงานมากกว่า 56% ในภูมิภาคนี้ต้องการลักษณะงานที่ยืดหยุ่นพร้อมออปชั่นให้เลือกการทำงานทั้งในสำนักงานและจากทางไกล ถึงแม้กระทั่งได้เกิดการแพร่ระบาดไปแล้ว โชคดีที่เราเห็นทัศนคติที่ตอบรับต่อการทำงานแบบไฮบริดมากขึ้น ในการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ที่จัดขึ้นโดย Center for Creative Leadership พบว่าผู้นำจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเวียดนามเปิดกว้างมากขึ้นในการเตรียมรับกรณีที่พนักงานจะไม่ทำงานในสถานที่ทำงานถึง 100% ทั้งนี้ สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่สูงที่สุดที่ยอมรับการทำงานแบบไฮบริดและให้ความยืดหยุ่นแก่พนักงานในการทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา และคาดหวังให้พนักงานปฏิบัติงานในสถานที่ตลอดเวลาน้อยที่สุด ถึงแม้การปฏิบัติงานแบบไฮบริดไม่ได้เหมาะสมกับทุกบทบาท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3289303">การทำงานในปี 2566 จะให้ความสำคัญในเรื่องความยืดหยุ่น เชื่อมโยงทีมงานและกลุ่ม Gen Z</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ปับลิซีส เซเปียนท์แนะ 4 ขั้นตอนในการสร้างธนาคารไร้สาขา]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/finance/3275708</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Dec 2022 13:40:41 +0700</pubDate>
				<category>finance</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/finance/3275708</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปับลิซีส เซเปียนท์ (Publicis Sapient) บริษัทผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น (Digital Business Transformation เปิดเผยว่า จากการธนาคารแห่งประเทศไทยวางแผนที่จะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับใบอนุญาตธนาคารไร้สาขา (Virtual bank) ในช่วงต้นปี 2566 นั้นถือว่าเป็นโอกาสยกระดับการรวมบริการทางการเงินครั้งใหญ่ในประเทศไทย โดยพบว่าประชากรกลุ่มผู้ใหญ่ชาวไทย 63% ยังเข้าไม่ถึงบริการด้านธนาคารและยังไม่ได้รับบริการด้านธนาคารอย่างเพียงพอ การแข่งขันที่มากขึ้นของธนาคารดั้งเดิมและผู้ที่เข้ามาใหม่ในการดำเนินธุรกิจในรูปแบบธนาคารดิจิทัลนี้จะช่วยเร่งให้เกิดการแข่งขันกันพัฒนานวัตกรรมบริการในรูปแบบใหม่ๆ จากกลุ่มฟินเทคและช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการทางธนาคารของผู้บริโภคให้สูงขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินดิจิทัลที่สำคัญ และได้ให้ความเห็นถึงรูปแบบของ Virtual bank หรือ Digital-only bank ว่าเป็นธนาคารไร้สาขา อันหมายถึง ธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินธุรกิจบนช่องทางดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยไม่มีจุดให้บริการที่มีสถานที่ตั้งทางกายภาพ ซึ่งรวมถึงสาขาและตู้เอทีเอ็ม และให้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลตลอดกระบวนการของการให้บริการ  แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังจะไม่อนุญาตให้สถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตการธนาคารพาณิชย์อยู่แล้วยื่นขอใบอนุญาตธนาคารไร้สาขา แต่นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของไทย องค์กรธุรกิจที่ให้บริการเฉพาะในแนวดิ่ง รวมถึงสตาร์ตอัปที่จะพิจารณาเข้าร่วมการแข่งขันพัฒนานวัตกรรมนำผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้คนได้มากขึ้นมาให้ลูกค้าได้เลือกใช้  อแมน ซุด Chief Growth Officer, ASEAN  ปับลิซีส เซเปียนท์กล่าวว่า &#8220;ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นและความคาดหวังต่อบริการธนาคารของลูกค้ากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่งให้อุตสาหกรรมการเงินของไทยในปัจจุบันก้าวเติบโตในระดับใหม่ ในขณะที่การสร้างธนาคารไร้สาขาในรูปแบบดิจิทัลจะเป็นเส้นทางสร้างการเติบโตของธุรกิจตามที่คาดหวัง แต่ความจริงก็คือมีหลายองค์กรมากมายที่มุ่งสร้างธนาคารไร้สาขาตั้งแต่แรกโดยไม่พิจารณาว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับธุรกิจของตนเองหรือไม่ โดยเห็นว่า ถ้าไม่มีแผนงานที่ถูกต้อง และสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการแล้ว องค์กรอาจจะสร้างผลกำไรได้ยาก”  ปกติแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/finance/3275708">ปับลิซีส เซเปียนท์แนะ 4 ขั้นตอนในการสร้างธนาคารไร้สาขา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ฟอร์ติเน็ตรับโล่ห์จากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติที่ช่วยพัฒนาบุคลากรปลอดภัยไซเบอร์]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3271887</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Nov 2022 16:53:40 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3271887</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ นี้ ฟอร์ติเน็ตได้รับเกียรติจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ขึ้นรับโล่ห์ขอบคุณในฐานะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนในการศึกษาดูงาน ในโครงการเร่งรัดการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Intensive Cybersecurity Capacity Building Program) ระยะที่ 1 จากท่านศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กลาง) โดยมีคุณภัคธภา ฉัตรโกเมศ ผู้จัดการประจำประเทศไทย (ขวา) เป็นตัวแทนจากฟอร์ติเน็ตขึ้นรับโล่ห์อันทรงเกียรติดังกล่าว  ทั้งนี้  ฟอร์ติเน็ตมีวิสัยทัศน์ในการช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยเพื่อช่วยสร้างสังคมดิจิทัลในประเทศไทยให้แข็งแกร่งและปลอดภัย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3271887">ฟอร์ติเน็ตรับโล่ห์จากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติที่ช่วยพัฒนาบุคลากรปลอดภัยไซเบอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[AspenTech ซื้อ inmation Software เสริมแกร่งช่วยลูกค้าใช้ข้อมูลเชิงอุตสาหกรรม สร้างคุณค่าสูงสุดให้แก่ธุรกิจ]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3271272</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Nov 2022 09:27:50 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3271272</guid>

					<description><![CDATA[<p>แอสเพ็น เทคโนโลยี อิงค์ (Aspen Technology, Inc. (NASDAQ: AZPN) บริษัทผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์เชิงอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลกประกาศวันนี้ว่า บริษัทได้เข้าซื้อกิจการของอินเมชั่น ซอฟต์แวร์ (inmation Software GmbH) ซึ่งเป็นผู้นำตลาดด้านการบริหารข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ การซื้อกิจการในครั้งนี้ส่งให้แอสเพ็นเทคยืนอยู่ในตำแหน่งอันโดดเด่น ช่วยกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ใช้เงินทุนสูงสามารถผสานรวม บริหาร และใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมของตนเองในการตัดสินใจทางธุรกิจที่สำคัญได้ จึงก้าวบรรลุเป้าหมายด้านผลกำไรและด้านความยั่งยืนได้เร็วมากยิ่งขึ้น ซอฟต์แวร์ที่มีความยืดหยุ่นสูงจากอินเมชั่นนี้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดียิ่ง ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เกิดในขั้นตอนการปฏิบัติงานทั่วทั้งมุมโลกขององค์กร นับตั้งแต่ข้อมูลที่เก็บอยู่ในระบบเดิมๆ ในจุดต่างๆ ภายในโรงงานเชื่อมโยงให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับระบบข้อมูลกลางขององค์กรได้อย่างราบรื่น จึงเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมของตนเองให้เป็นแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ เมื่อผสานรวมเทคโนโลยีของอินเมชั่นเข้ากับพอร์ตโฟลิโอของซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ของแอสเพ็นเทค อันรวมถึงโซลูชันระดับโรงงานประเภทต่างๆ ความเหนือชั้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และศักยภาพของในการเชื่อมต่อของแอสเพ็นเทคจะยิ่งเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบข้อมูลอันครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรที่ไม่มีใครเทียบได้  ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของแอสเพ็นเทคนั้นยังได้รวมเทคโนโลยีซีเคียวแอคเซสที่ให้การเชื่อมต่อและการเข้าถึงข้อมูลอันปลอดภัย ลูกค้าจึงสามารถเรียกดูข้อมูลและได้ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจที่เชื่อถือได้จากระบบข้อมูลทั้งหมดของตนได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่า อินเมชั่นจะกลายเป็นพื้นฐานอันสำคัญของ AspenTech IoT (AIoT)  ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจด้านข้อมูลอุตสาหกรรมและการเชื่อมต่อของแอสเพ็นเทค การผสานรวมของเทคโนโลยีกันนี้จะส่งให้แอสเพ็นเทคยืนเด่นในตำแหน่งผู้นำ ผู้ทรงพลังทางซอฟต์แวร์ด้านอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปทางดิจิทัลและสนับสนุนเป้าหมายต่างๆ ด้านความยั่งยืนและด้านผลกำไรของลูกค้า นิโคล เรนนอลส์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจ AIoT ของแอสเพ็นเทคกล่าวว่า &#8220;อุตสาหกรรมที่ใช้เงินทุนสูงมีความต้องการโซลูชันที่มีความยืดหยุ่นสูงปรับขนาดได้เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลจำนวนมหาศาลของตนเองมาสร้างความยั่งยืนและประสิทธิภาพในการดำเนินงานในทุกด้าน การที่ข้อมูลทางอุตสาหกรรมนี้เชื่อมต่อการอย่างราบรื่นและสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีในรูปแบบใหม่นี้ จะช่วยให้ลูกค้าของทั้งอินเมชั่นและแอสเพ็นเทคสามารถก้าวเดินตามเส้นทางสู่การปฏิรูประบบดิจิทัลได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้องค์กรจัดการกับความท้าทายสองประการ คือสามารถตอบสนองความต้องการบริโภคทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและต้องการมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น ในขณะที่ช่วยองค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กันได้อีกด้วย”    [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3271272">AspenTech ซื้อ inmation Software เสริมแกร่งช่วยลูกค้าใช้ข้อมูลเชิงอุตสาหกรรม สร้างคุณค่าสูงสุดให้แก่ธุรกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ปับลิซีส เซเปียนท์เผยรายงาน “Guide to Next” ประจำปี 2566 ครั้งที่สองสำหรับหลายอุตสาหกรรม ที่ต้องคำนึงถึง]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3270466</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Nov 2022 09:09:30 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3270466</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปับลิซีส เซเปียนท์ (Publicis Sapient) บริษัทผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น (Digital Business Transformation) เปิดเผยรายงานประจำปีพ.ศ. 2566 “Guide to Next&#8221; ซึ่งให้ภาพรวมของแนวโน้มสำคัญที่คาดว่าจะกำหนดทิศทางโลกแห่งธุรกิจของอุตสาหกรรมที่หลากหลายในปีหน้า ส่งให้องค์กรต่างๆ ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีกและให้บริการการเงิน ไปจนถึงพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน และธุรกิจยานยนต์ควรต้องคำนึงถึงในการก้าวสู่ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นขององค์กร ตามรายงานของปับลิซีส เซเปียนท์หลายฉบับดังกล่าวพบเทรนด์สำคัญ 3 ประการที่องค์กรควรยอมรับและต้องคำนึงถึง ได้แก่ องค์กรจะพัฒนาจุดสัมผัสดิจิทัลใหม่ (Touchpoints) ที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจมากขึ้น ใช้ข้อมูลในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้สูงมากขึ้น  และวางความยั่งยืนไว้ที่หัวใจของกลยุทธ์ทางธุรกิจขององค์กร จุดสัมผัสดิจิทัลใหม่จะสร้างคุณค่าให้มากขึ้น การเพิ่มขึ้นของจุดสัมผัสในรูปแบบดิจิทัลใหม่ๆ อาทิ ประสบการณ์ในโลกเสมือนจริงในรูปแบบต่างๆ และเมตาเวิร์สกำลังสร้างโอกาสและมูลค่าใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ และเมื่อองค์กรผสานรวมจุดสัมผัสดิจิทัลใหม่เหล่านี้เข้ากับรูปแบบธุรกิจและบริการขององค์กรทั้งในโลกออนไลน์และโลกทางกายภาพไว้ด้วยกันแล้วจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เช่น เมตาเวิร์สอาจเปลี่ยนแปลงวิธีที่องค์กรและผู้บริโภคโต้ตอบกับผลิตภัณฑ์ บริการและอื่นๆ อย่างลึกซึ้งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สามารถใช้เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่แบรนด์สามารถขายสินค้าให้กับผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเสมือนจริง หรือสินค้าที่ส่งถึงลูกค้าในโลกทางกายภาพ จากการสำรวจของปับลิซีส เซเปียนท์ “How Brands Can Level Up In The Metaverse” ที่จัดทำร่วมกับ YouGov สอบถามผู้ที่มีอายุมากกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3270466">ปับลิซีส เซเปียนท์เผยรายงาน “Guide to Next” ประจำปี 2566 ครั้งที่สองสำหรับหลายอุตสาหกรรม ที่ต้องคำนึงถึง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ปับลิซีส เซเปียนท์เผยข้อมูลลึกจาก Global Banking Benchmark Study 2022 ธนาคารในประเทศไทยและ SEA]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3264700</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Nov 2022 13:46:38 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3264700</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปับลิซีส เซเปียนท์ (Publicis Sapient) บริษัทผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น (Digital Business Transformation) เปิดเผยผลการสำรวจล่าสุด Global Banking Benchmark Study ของปับลิซีส เซเปียนท์ อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกและความคิดของผู้นำตลาด เกี่ยวกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมให้บริการทางการเงิน (Financial services) การสำรวจครั้งนี้ได้รวบรวมมุมมองจากเหล่าผู้บริหารอาวุโสด้านการธนาคารเพื่อการค้าปลีกและการพาณิชย์ (Retail and Commercial banking) กว่า 1,000 คนทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทั้งได้ประเมินความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ที่องค์กรพยายามสร้าง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายนวัตกรรมดิจิทัลของตนเองถึงแม้โควิด-19 จะเป็นอุปสรรคของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลดังกล่าว นอกจากนี้ ยังได้สัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงเพื่อค้นหาว่า สถาบันการเงินชั้นนำมีความก้าวหน้าอย่างไรบ้างบนเส้นทางสู่อนาคตที่เน้นดิจิทัล ผลการศึกษาในปีนี้เผยให้เห็นว่าธนาคารต่างเตรียมพร้อมอย่างจริงจังสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในระยะต่อไปหลังจากมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารต่างๆ กำลังให้ความสำคัญกับความคล่องตัวในการดำเนินงานโดยได้ลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และปรับปรุงใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น และแม้ว่าธนาคารจะมีความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้าเพื่อก้าวสู่ในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล แต่การสำรวจพบว่ายังมีอุปสรรคมากมาย ซึ่งรวมถึงอุปสรรคด้านกฎระเบียบและเทคโนโลยีที่ล้าสมัย ประเด็นที่สำคัญที่พบ: ธนาคารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีงานต้องทำมากขึ้นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล: การแพร่ระบาดของโควิด-19 เทคโนโลยีดั้งเดิม และการขาดความคล่องตัวในการดำเนินงานเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ธนาคารที่อยู่ในระดับที่ใหญ่ที่สุดในตลาดเห็นว่าการที่ต้องจัดการกับเทคโนโลยีเดิมๆ คือประเด็นที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของโควิด-19 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3264700">ปับลิซีส เซเปียนท์เผยข้อมูลลึกจาก Global Banking Benchmark Study 2022 ธนาคารในประเทศไทยและ SEA</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ฟอร์ติเน็ตจับมือมหาวิทยาลัยศรีปทุมเพื่อลดช่องว่างด้านทักษะเพื่อต่อสู้ภัยไซเบอร์ของบุคลากรไทย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/education/3261205</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Nov 2022 14:34:36 +0700</pubDate>
				<category>education</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/education/3261205</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฟอร์ติเน็ตผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติและครบวงจรได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับมหาวิทยาลัยศรีปทุมเพื่อจัดหลักสูตรการฝึกอบรมและออกประกาศนียบัตรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อันเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมระดับโลกให้นักศึกษาของไทย ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้จะช่วยให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยศรีปทุมเพิ่มทักษะด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ตรงกับความต้องการขององค์กรในประเทศไทยจากหลักสูตรที่ได้รับรางวัลของฟอร์ติเน็ตเพื่อเตรียมให้นักศึกษาพร้อมเป็นผู้เชี่ยวชาญ ลดช่องว่างด้านทักษะ ช่วยสร้างโลกดิจิทัลของไทยให้ปลอดภัย ด้วยข้อตกลงนี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพันธมิตรทางวิชาการ นับเป็นสถาบันการศึกษาล่าสุดที่เข้าร่วมโครงการ Academic Partner Program ของสถาบันอบรมฟอร์ติเน็ต (Fortinet Training Institute) ซึ่งเป็นสถาบันที่มุ่งมั่นทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาทั่วโลกในการสร้างแพลทฟอร์มแห่งการเรียนรู้เพื่อลดช่องว่างด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  ในฐานะพันธมิตรทางวิชาการที่ได้รับอนุญาตแล้วนี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุมจะเสนอหลักสูตรการฝึกอบรม Network Security Expert (NSE) ที่ได้รับรางวัลจากหลายสถาบันทั่วโลกของฟอร์ติเน็ตและหลักสูตรสำหรับประกาศนียบัตร สอนที่วิทยาลัยนานาชาติและคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  โดยคาดว่าจะมีนักศึกษาประมาณ 150 คนได้รับประโยชน์จากการศึกษาในหลักสูตรเหล่านี้ในการอบรมครั้งแรก และมีสิทธิ์จะเข้าเรียนต่อในระดับ NSE 4 พร้อมมีโอกาสในการได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมอีกต่อไป ทั้งนี้ อาจารย์ผู้สอนจะได้ใบประกาศการรับรองจากฟอร์ติเน็ต และจะเปิดหลักสูตรการฝึกอบรมวิชาต่างๆ และหลักสูตรที่เปิดเพื่อสอบรับประกาศนียบัตรในรูปแบบผสมผสานทั้งที่เป็นหลักสูตรที่เรียนรู้ด้วยตนเองและนำโดยผู้สอนในชั้นเรียนและห้องปฏิบัติการ รวมทั้งมีการฝึกหัดและลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้รับประสบการณ์จริง โดยคาดว่า หลักสูตรที่มีเนื้อหาเข้มข้นและเป็นเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยผลิตบัณฑิตที่มีคุณสมบัติสูงพร้อมกับทักษะด้านการจัดการกับความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อช่วยปกป้องเครือข่ายที่ตนเองดูแลจากภัยคุกคามที่มาจากทางไซเบอร์ทั่วโลกและเสริมสร้างโลกดิจิทัลของประเทศไทยให้ปลอดภัย ภัคธภา ฉัตรโกเมศ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฟอร์ติเน็ตกล่าวว่า “จากรายงานการวิจัยทั่วโลก Fortinet 2022 Cybersecurity Skills Gap แสดงให้เห็นว่า 91% ขององค์กรในประเทศไทยที่ตอบแบบสอบถามนั้นได้ยอมรับว่าตนเองประสบปัญหาในการรักษาพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไว้  และ 87% [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/education/3261205">ฟอร์ติเน็ตจับมือมหาวิทยาลัยศรีปทุมเพื่อลดช่องว่างด้านทักษะเพื่อต่อสู้ภัยไซเบอร์ของบุคลากรไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[โพลีแนะให้เน้นที่สไตล์ทำงาน เทคโนโลยีและการออกแบบพื้นที่ทำงานใหม่ต้อนรับพนักงานกลับออฟฟิส หลังวิกฤตไวรัสคลี่คลาย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3261131</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Nov 2022 14:10:59 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3261131</guid>

					<description><![CDATA[<p>การทำงานไม่ได้หมายถึงแค่สถานที่อีกต่อไป แต่หมายถึงสิ่งที่พนักงานขององค์กรปฏิบัติและสไตล์การทำงานเป็นอย่างไร ในปัจจุบัน โลกแห่งการทำงานเปลี่ยนได้ไปเป็นลักษณะการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid working) ที่พนักงานชื่นชอบเนื่องจากเป็นการทำงานได้ทั้งที่สำนักงานและที่ใดก็ได้ องค์กรจึงจำเป็นต้องหาวิธีรองรับในการที่พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงานหลังวิกฤติไวรัสร้ายคลี่คลาย เราได้ยินมามากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่องค์กรควรทำสำหรับโลกใหม่ของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนลักษณะการปฏิบัติงานของพนักงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน หรือการออกแบบและกำหนดการใช้พื้นที่ในสำนักงานขึ้นมาใหม่ ที่โพลี เราเชื่อว่าสูตรสำเร็จสำหรับโลกของการทำงานยุคใหม่ในระยะยาว จะเริ่มต้นด้วยส่วนผสมหลัก 3 ประการ ได้แก่: 1. พนักงาน อันเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร 2. องค์กรควรกำหนดความต้องการและสไตล์รูปแบบการทำงานของพนักงานส่วนใหญ่ เพื่อเลือกใช้โซลูชันเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและให้ประสิทธิผลในสถานที่พื้นที่ต่างๆ กัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม 3. หลังจากที่องค์กรทำความเข้าใจกับสไตล์รูปแบบการทำงานของพนักงานส่วนใหญ่แล้ว องค์กรจะสามารถออกแบบพื้นที่ในสำนักงานสำหรับการทำงานเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นเมื่อพนักงนทำงานในพื้นที่ต่างๆ โดยขจัดอุปสรรค และหาหนทางสร้างการทำงานร่วมกันที่ราบรื่นระหว่างสำนักงาน กับที่บ้าน และพื้นที่ทั่วทั้งสำนักงานหรือที่ใดก็ได้ในระหว่างการทำงานนั้น ซึ่งช่วยให้เกิดผลงานใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นได้ แนวทางการทำงานที่ให้ความสำคัญกับบุคคลผู้ทำงาน (People-focused approach) จะก้าวข้ามเรื่องของสถานที่ทำงานไปอย่างสิ้นเชิง แต่จะพยายามทำความเข้าใจในพนักงานผู้ที่ลงมือปฏิบัติงาน ทั้งนี้ โพลีได้ศึกษาวิวัฒนาการของรูปแบบการทำงานมาเกือบทศวรรษแล้ว และได้ระบุรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน 6 รูปแบบ ซึ่งมักเรียกกันว่ากลุ่มบุคคลในที่ทำงาน (Workplace personas) ได้แก่ 1. Connected executive (ผู้บริหารที่มีการเชื่อมต่อกับที่ทำงานอยู่เสมอ) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3261131">โพลีแนะให้เน้นที่สไตล์ทำงาน เทคโนโลยีและการออกแบบพื้นที่ทำงานใหม่ต้อนรับพนักงานกลับออฟฟิส หลังวิกฤตไวรัสคลี่คลาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ฟอร์ติเน็ตรุกตลาดประกันภัย จับมือพันธมิตร จัดงานเสวนาอุดช่องว่างความพร้อมขององค์กรที่ไม่เท่ากัน]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3249179</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Oct 2022 13:06:21 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3249179</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธุรกิจด้านการประกันภัยเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ ดังนั้นความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆองค์กรให้ความสนใจ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและปิดช่องโหว่ในการถูกโจมตีจากบุคคลที่ไม่หวังดี ฟอร์ติเน็ตจัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ การยกระดับความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจประกันภัย (Modernizing Your Security: A Growing Priority for Insurance Business) ไปเมื่อเร็วๆ นี้ งานนี้จัดขึ้นเพื่อลูกค้าในกลุ่มธุรกิจประกันภัย โดยได้เชิญพันธมิตรกูรูผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายองค์กรมาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์สมัยใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงภัยคุกคาม สร้างบริการที่แตกต่าง ช่วยพัฒนาทางธุรกิจได้อย่างปลอดภัย คุณณัฐวุฒิ ทิพย์กนก ผู้อำนวยการกลุ่มงานโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัย ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้กล่าวถึงก้าวต่อไปของประกันภัยไทยในยุคเน็กซ์นอร์มอลว่า  ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อองค์กรในธุรกิจประกันภัยทำงานได้จากทุกที่ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างความปลอดภัย โดยคำนึงถึงเรื่องประสิทธิภาพในการมองเห็นในเครือข่าย (Visibility) เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหวของข้อมูล พฤติกรรมที่ผิดปกติรวมถึงภัยคุกคามที่เข้ามา และดำเนินการโต้ตอบภัย ทั้งนี้ เมื่อพบเห็นภัยแล้ว  ศูนย์ CIT (Center of InsurTech, Thailand) ของคปภ. มีส่วนช่วยเหลือ คือจะแบ่งปันข้อมูลภัยแก่องค์กรในอุตสาหกรรมทันทีเพื่อให้องค์กรลงมือป้องกันองค์กรให้ทันต่อเหตุการณ์  อย่างไรก็ตาม องค์กรธุรกิจประกันภัยมีขนาดที่แตกต่างกันจึงมีความพร้อมในการบริหารการป้องกันภัยไซเบอร์ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโบรกเกอร์ที่มีข้อมูลสำคัญของลูกค้ามาก จึงยังไม่สามารถเอาข้อมูลไปใช้ในทันทีเพราะขาดทูลส์ที่จำเป็นในการทำงานบางส่วน รวมถึงการติดตามภัยที่เข้ามา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3249179">ฟอร์ติเน็ตรุกตลาดประกันภัย จับมือพันธมิตร จัดงานเสวนาอุดช่องว่างความพร้อมขององค์กรที่ไม่เท่ากัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ปับลิซีส เซเปียนท์แนะไทยชูดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น “ปลดล็อก” ศักยภาพองค์กร]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/business/3248734</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Oct 2022 13:21:40 +0700</pubDate>
				<category>business</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/business/3248734</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายไนเจล วาซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของปับลิซีส เซเปียนท์ (Publicis Sapient) บริษัทผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น (Digital Business Transformation) กล่าวว่า ประเทศไทยมีธุรกิจพื้นฐานที่มีโอกาสเติบโตอีกมากมาย เอื้อต่อการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นมาเป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยพัฒนา และปลดล็อกศักยภาพอันมหาศาลของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยให้เกิดโอกาสที่จะจินตนาการใหม่ (Re-imagine) ถึงธุรกิจในโลกใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม สร้างความสามารถ (Ability) ที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์  บริการ และประสบการณ์ซึ่งยากที่จะเลียนแบบในโลกธุรกิจใหม่ เพื่อปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ ประเทศไทยมีประชากรกลุ่มใหญ่ที่นิยมใช้บริการดิจิทัลใหม่ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีอายุระหว่าง 16 ถึง 64 ปีใช้อินเทอร์เน็ตในกิจกรรมด้านการเงินของตนเองสูงถึง 43.7%  และมีธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาคบริการ เช่น บริการทางการเงิน ธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และสาธารณสุขที่ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นสามารถเข้ามาช่วยยกระดับธุรกิจให้แตกต่างมากขึ้น สร้างสรรค์บริการรูปแบบใหม่ตอบสนองกลุ่มผู้ใช้บริการของตน สร้างประสบการณ์ของลูกค้าไทยให้ดียิ่งขึ้นได้ สำหรับการตอกย้ำความสำคัญตลาดประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคมในปีที่ผ่านมา ปับลิซีส เซเปียนท์ได้เข้าร่วมทุนในบริษัท เอสซีบี เทคเอ็กซ์ จำกัด (SCB Tech X) เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับตลาดฟินเทค ส่งให้เอสซีบี เทคเอ็กซ์ยืนเป็นผู้นำด้าน Data-first technology [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/business/3248734">ปับลิซีส เซเปียนท์แนะไทยชูดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น “ปลดล็อก” ศักยภาพองค์กร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[รายงานภัยคุกคามจากฟอร์ติการ์ดแล็บส์พบแรนซัมแวร์ขยายสายพันธุ์มากขึ้นเกือบ 2 เท่าใน 6 เดือนแรกของปีนี้]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3240939</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Sep 2022 13:54:33 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3240939</guid>

					<description><![CDATA[<p>เดอริค มันคี หัวหน้าสายงาน Security Insights และรองประธานกลุ่ม Global Threat Alliances แห่งฟอร์ติการ์ดแล็บส์รายงานว่า “อาชญากรทางไซเบอร์กำลังเร่งพัฒนาเพลย์บุ๊กของตนเองให้สามารถหลบเลี่ยงการถูกพบจากระบบป้องกันภัย ขยายความร่วมมือในเครือข่ายพันธมิตรร้าย ใช้กลยุทธ์ในเชิงรุก เช่น การขู่กรรโชกหรือการล้างข้อมูลของเหยื่อ เน้นใช้กลยุทธ์การลาดตระเวนก่อนการโจมตีเพื่อให้แน่ใจว่าการคุกคามครั้งนั้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ในการต่อสู้กับการโจมตีขั้นสูงและซับซ้อน องค์กรต้องการโซลูชันการรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการที่สามารถประมวลข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรวจจับรูปแบบภัยคุกคาม และเปรียบเทียบกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้แบบเรียลไทม์ &#160;เพื่อให้สามารถตรวจจับหาความผิดปกติ และเริ่มโต้ตอบภัยได้อย่างสอดประสานและอย่างอัตโนมัติในเครือข่ายไฮบริด” ฟอร์ติเน็ต (Fortinet®) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติและครบวงจรถึงรายงานรายครึ่งปี FortiGuard Labs Global Threat Landscape Report จากฟอร์ติการ์ดแล็บส์ที่จัดทำขึ้นสำหรับครึ่งปีแรกของปีพ.ศ. 2565 ล่าสุด โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้: Ransomware-as-a-Service (RaaS) เป็นบริการที่ส่งให้ภัยคุกคามแรนซัมแวร์ยังคงขยายสายพันธุ์ได้มากขึ้นต่อไป อาชญากรทางไซเบอร์ยังคงมุ่งไปที่อุปกรณ์ปลายทางของผู้ใช้งานในวิถีการทำงานจากทุกที่ (Work from anywhere: WFA) เพื่อใช้เป็นทางเข้าถึงเครือข่ายขององค์กร นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมของเทคโนโลยีปฏิบัติการ (โอที) ที่กำลังหลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) เปิดโอกาสให้เป็นเป้าหมายในการโจมตีมากขึ้น ภัยคุกคามที่มุ่งทำลายล้างข้อมูลยังคงเป็นเทรนด์ต่อไป ดังที่ได้พบว่ามัลแวร์ไวเปอร์ที่ผู้ประสงค์ร้ายใช้เป็นเครื่องมือนั้นแพร่กระจายมากขึ้น ศัตรูทางไซเบอร์ใช้เทคนิคการสอดแนมและเทคนิคหลบเลี่ยงการถูกตรวจพบและการป้องกันมากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3240939">รายงานภัยคุกคามจากฟอร์ติการ์ดแล็บส์พบแรนซัมแวร์ขยายสายพันธุ์มากขึ้นเกือบ 2 เท่าใน 6 เดือนแรกของปีนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ริบบอนแต่งตั้งคีธ ตันผู้มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีปฏิรูปเครือข่ายเป็น Country Head ดูธุรกิจในไทยและมาเลเซีย]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3227895</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Aug 2022 10:21:38 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3227895</guid>

					<description><![CDATA[<p>Ribbon Communications Inc. (Nasdaq: RBBN) ผู้ให้บริการระดับโลกด้านเทคโนโลยีการสื่อสารแบบเรียลไทม์และโซลูชันเครือข่ายไอพีและออปติคัลแก่ผู้ให้บริการ องค์กรและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและรายใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่ง เพื่อยกระดับและปกป้องเครือข่ายของตนให้ทันสมัยและปลอดภัย วันนี้ริบบอนประกาศแต่งตั้งนายคีธ ตัน (Keith Tan) ดำรงตำแหน่ง Country Head (หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย&#160;&#160; “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้คีธเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของริบบอน ผมมั่นใจว่าด้วยทักษะความเป็นผู้นำและความรู้ในอุตสาหกรรม เขาจะสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ นำเสนอบริการนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยลูกค้าเร่งเปลี่ยนแปลงเครือข่ายได้ตรงกับวัตถุประสงค์มากขึ้นและช่วยให้ลูกค้าก้าวยืนในตำแหน่งผู้นำในตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น” มิกกี้ วิลฟ์ ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและ EMEA ในธุรกิจไอพีและออปติคัลของริบบอนกล่าว คีธมีประสบการณ์นานเกือบ 20 ปี ในธุรกิจการปฏิรูปเครือข่าย มีความเชี่ยวชาญในด้านการขายและการวางแผนโซลูชัน การปฏิบัติการด้านเทคโนโลยี และเคยเป็นหัวหน้าโครงการขนาดใหญ่ทั่วเอเชียมาแล้ว เขาจะรับผิดชอบขับเคลื่อนธุรกิจของริบบอนให้เจริญเติบโตมากขึ้น โดยจะนำเสนอโซลูชันเครือข่ายนวัตกรรมใหม่ๆ ของไอพี ออปติคช่วยให้ผู้ให้บริการและองค์กรต่างๆ ยกระดับการสื่อสารทางธุรกิจ ก่อนหน้านี้ คีธเคยทำงานให้กับโนเกียในตำแหน่งหัวหน้าธุรกิจของเทคโนโลยีออปติคประจำประเทศไทย กัมพูชาและเมียนมาร์ และสั่งสมประสบการณ์มากมายในภาคโทรคมนาคมโดยได้ร่วมงานกับผู้ให้บริการชั้นนำของภูมิภาคหลายแห่ง รวมถึง เอไอเอส เทเลนอร์ ทรู Ooredoo ฮัทชิสันและอื่นๆ ริบบอนประสบความสำเร็จในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคมากมาย ซึ่งรวมถึงโครงการล่าสุดกับ Moratelindo ผู้ให้บริการบรอดแบนด์แบบตามสายที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย โซลูชันที่ใช้เทคโนโลยีด้านออปติคขั้นสูงของริบบอนช่วยให้ผู้ให้บริการเพิ่มขนาดความจุของเครือข่ายหลักที่ใช้ภายในเกาะสุมาตราขึ้นอีกสองเท่าเป็น 3.6 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3227895">ริบบอนแต่งตั้งคีธ ตันผู้มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีปฏิรูปเครือข่ายเป็น Country Head ดูธุรกิจในไทยและมาเลเซีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
		<item>
		<title><![CDATA[ฟอร์ติเน็ตเปิดตัวโซลูชัน Cloud native protection ปกป้องธุรกิจให้พ้นจากภัยบนคลาวด์ พร้อมให้ใช้งานแล้วบน AWS]]></title>
		<link>https://www.thaipr.net/it/3220130</link>
		<dc:creator><![CDATA[thaipr.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Aug 2022 11:10:13 +0700</pubDate>
				<category>it</category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thaipr.net/it/3220130</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฟอร์ติเน็ต Fortinet® ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติและครบวงจรประกาศเปิดตัวโซลูชันฟอร์ติซีเอ็นพี (FortiCNP) ใหม่สำหรับระบบคลาวด์ ทำงานโดยการเชื่อมโยงหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลด้านความปลอดภัยที่ส่งจากคลาวด์ทั่วทั้งองค์กรเพื่อการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยบนคลาวด์ที่ราบรื่น พร้อมชูเทคโนโลยี Resource Risk Insights (RRI)TM ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรของ FortiCNP ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ช่วยให้ทีมไอทีจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขและจัดการลดความเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบในด้านการรักษาความปลอดภัยของเวิร์คโหลดบนคลาวด์ (Cloud workload security) มากที่สุดโดยไม่ทำให้ธุรกิจช้าลง และในวันนี้ ฟอร์ติเน็ตประกาศถึงการร่วมเป็นพันธมิตรของ AWS ประเภท Amazon Web Services Launch Partner ที่ใช้บริการป้องกันมัลแวร์ Amazon GuardDuty Malware Protection ของ AWS ซึ่งสามารถตรวจจับมัลแวร์แบบไม่ต้องติดตั้งเอเจนต์ได้ทั่วทั้งในส่วนเก็บข้อมูล (Data store)  ในเนื้อที่เก็บข้อมูล (Disk volume) และในเวิร์คโหลดที่เป็นอิมเมจ (Workload image) เมื่อ FortiCNP สามารถทำงานร่วมกับคุณสมบัติการป้องกันมัลแวร์ของ Amazon GuardDuty ดังกล่าวจึงให้การป้องกันภัยคุกคามที่รวดเร็วเกือบเรียลไทม์และแข็งแกร่งในระดับ Zero-permission ด้วยเป้าหมายไม่อนุญาตให้มัลแวร์หลุดรอดเข้ามาคุกคามได้  ในขณะที่สแกนเวิร์คโหลดที่กำลังรับ-ส่งอยู่ได้โดยไม่มีผลกระทบหรือสร้างความล่าช้าในการปฏิบัติงานแต่อย่างใด องค์กรนำระบบคลาวด์มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมไอทีแบบไฮบริดเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ด้วยต้องการก้าวเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้นและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net/it/3220130">ฟอร์ติเน็ตเปิดตัวโซลูชัน Cloud native protection ปกป้องธุรกิจให้พ้นจากภัยบนคลาวด์ พร้อมให้ใช้งานแล้วบน AWS</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thaipr.net">ThaiPR.NET</a>.</p>
]]></description>
									</item>
	</channel>
</rss>
