ข่าวประชาสัมพันธ์สุขภาพ

จิตเวชโคราชแนะ “ 2 เทคนิคหายใจ ”แบบพิเศษ!! แก้เครียด คลายรมณ์ฉุน ชี้ทำง่าย ให้ผลทั้งฟิน-ดีต่อกาย!

          โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมา แนะประชาชนทุกอาชีพ ทุกวัย ที่เผชิญความเครียดในชีวิต หันมาฝึกการผ่อนคลาย โดยการหายใจแบบพิเศษ 2 วิธี คือแบบสลับรูจมูก 2 ข้าง และแบบหายใจเข้าทางจมูกและเป่าลมหายใจออกทางปาก ชี้ทำง่าย ให้ผลดีทั้งต่อจิตใจทำให้มีสติ ใจเย็น สบายใจขึ้น สมองแจ่มใส กระฉับกระเฉง แก้ง่วง และอวัยวะภายในร่างกายอาทิหัวใจ ทำงานเป็นปกติ ให้ประโยชน์ได้ทั้งแก้และป้องกันปัญหาสุขภาพกาย-ใจ
          นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล(รพ.) จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่า วิถีชีวิตและสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเผชิญความเครียด หรือความไม่สบายใจได้ยากขึ้น วิธีการสังเกตง่ายๆที่จะรู้ว่าตนเองหรือคนรอบข้างเครียดหรือไม่นั้น ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือการแสดงออกของอารมณ์ ผู้ที่มีความเครียดมักจะมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย โมโหง่าย เนื่องจากความอดทนต่ำลง เมื่อเกิดความเครียดมักจะควบคุมตัวเองได้น้อยลง โดยขณะที่เกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เป็นสารแห่งความทุกข์ออกมา จะมีผลให้การทำงานของอวัยวะภายใน เช่น หัวใจเปลี่ยนแปลง หัวใจเต้นแรงและเร็วกว่าปกติคือจากนาทีละ 60-80 ครั้ง จะเพิ่มเป็น 100-120 ครั้ง มีอาการใจสั่น ถอนหายใจบ่อย และมีผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง เกิดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ คิ้วขมวดหรือที่เรียกว่าคิ้วผูกโบว์ ซึ่งเห็นกันได้บ่อย บางคนหากเครียดมากอาจทำให้ท้องเสียได้เช่นกัน 
          นายแพทย์กิตต์กวีกล่าวว่า ประชาชนสามารถแก้ความเครียดได้หลายวิธี เช่นนอกจากออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลงแล้ว ยังมีวิธีใกล้ตัวที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีเมื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ จะเรียกว่าเป็นอาวุธประจำตัวก็ได้ ทำได้ทุกคน ทุกอาชีพ คือ การใช้วิธีคลายเครียดด้วยการหายใจแบบพิเศษ 2 แบบ แบบที่1 คือการหายใจแบบสลับรูจมูก และแบบที่ 2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก สามารถนำมาใช้ในสภาวะจิตใจปกติก็ได้ ทั้ง 2 แบบนี้ให้ผลดีทั้งใจและกายพร้อมกัน 
          สำหรับการหายใจแบบสลับรูจมูก ทำได้ดังนี้ 1.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างขวา หรือมือข้างที่ถนัด กดที่รูจมูกข้างขวา แล้วหายใจเข้า-ออกทางรูจมูกข้างซ้าย 2.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างที่ถนัดกัดที่รูจมูกข้างซ้าย และหายใจเข้า-ออกทางรูจมูกข้างขวา ทำสลับกันทั้ง2 ข้างไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้นอกจากจะช่วยให้โพรงจมูกทั้ง 2 ข้างทำงานสมดุลกันแล้วจะช่วยให้เรามีสติจดจ่อที่ลมหายใจมากขึ้น และจับความรู้สึกในการหายใจง่ายขึ้น 
          ส่วนการหายใจแบบที่2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก วิธีการคือให้สูดลมหายใจเข้าทางจมูกเข้าอย่างช้าๆลึกๆ แล้วกลั้นไว้สักครู่ จากนั้นให้เป่าลมหายใจออกทางปากแรงๆ ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้จะเป็นการฝึกการทำงานของปอด การหายใจเข้าอย่างช้าๆลึกๆจะทำให้ลมหายใจเข้าไปเต็มปอด การกลั้นลมหายใจจะได้ประโยชน์จะเป็นการเพิ่มเวลาการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่อยู่ในเลือดที่ปอดได้นานขึ้น ส่วนการพ่นลมหายใจออกมาทางปากแรงๆจะเป็นการช่วยฝึกความดันของปอดด้วย ผลดีของการหายใจแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง ใช้แก้อาการง่วงได้อีกด้วย 
          "ขณะที่เราฝึกการคลายเครียด จะมีผลให้อัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลง หัวใจจะเต้นช้าลง อัตราการหายใจลดลง ระดับความดันโลหิตลดลง ความตึงตัวหรือการหดเกร็งกล้ามเนื้อคลายตัวลง หลังจากที่เราฝึกแล้ว จะรู้สึกว่าใจเย็นขึ้น ความกังวลใจน้อยลง สบายใจมากขึ้น สมาธิดีขึ้น ความจำดีขึ้น สมองแจ่มใส ความคิดโลดแล่น" นายแพทย์กิตต์กวีกล่าว 
          ทั้งนี้ในการฝึกการหายใจให้ได้ผล ควรทำติดต่อกันประมาณ 4-5 ครั้ง ควรฝึกทุกครั้งที่รู้สึกเครียด หรือรู้สึกโกรธ ไม่สบายใจหรือฝึกทุกครั้งที่นึกได้ จะให้ประโยชน์ทั้งการคลายเครียดและการป้องกันการเกิดโรคทางกายที่เป็นผลกระทบจากจิตใจ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูงได้ นายแพทย์กิตต์กวีกล่าว