ข่าวประชาสัมพันธ์สุขภาพ

จิตเวชโคราช ย้ำเตือนพ่อแม่!!หากพบลูกวัย 2 เดือน “ไม่สบตา ไม่มองโมบาย” ให้สงสัยอาจเป็นออทิสติก ! รีบพาไปรพ.ใกล้บ้าน

          รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ เผยอัตราการเข้ารักษาฟื้นฟูของเด็กที่เป็นออทิสติกในเขตสุขภาพที่ 9 รอบ6 เดือนปีนี้ยังต่ำเพียงร้อยละ 25 จากจำนวนเด็กที่คาดว่าจะมีปัญหาประมาณ 1,900 คน ย้ำเตือนให้พ่อแม่สังเกตอาการผิดปกติให้เร็วที่สุด หากพบเด็กวัย 2 เดือนไม่สบตา ไม่มองโมบายเหมือนเด็กวัยเดียวกัน ขอให้สงสัยว่าอาจเป็นออทิสติก และควรเร่งกระตุ้นพัฒนาการเด็กเช่นใช้ของเล่นที่มีสีสันสดใส เคลื่อนไหวได้และมีเสียงช่วย และรีบพาไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาให้เร็วที่สุดตั้งแต่อายุยังน้อย จะให้ผลดีที่สุด 
          นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล(รพ.)จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา เปิดเผยเกี่ยวกับเด็กที่เป็นออทิสติก ( Autistic) ว่า สาเหตุของออทิสติก เกิดจากความผิดปกติในสมองของเด็กตั้งแต่กำเนิด ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดู ทำให้เด็กบกพร่องทางพัฒนาการ โดยเฉพาะทักษะทางสังคมและการสื่อสาร ไม่พูดหรือพูดไม่รู้เรื่อง พูดเป็นภาษาต่างด้าว พูดซ้ำๆ เลียนแบบโดยไม่เข้าใจความหมาย หรือพูดไม่มีความหมาย สื่อสารบอกใครไม่ได้ และไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนอื่น ยังไม่มีวิธีการป้องกัน และไม่มียารักษาหายขาด แต่สามารถดูแลฟื้นฟูให้เด็กใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับเด็กปกติได้ 
          ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตล่าสุดในปี 2558 พบว่าในกลุ่มเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบทุกๆ 1,000 คน จะพบเป็นออทิสติกได้ 6 คน ในส่วนของพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ซึ่งมี 4 จังหวัดคือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ซึ่งมีเด็ก 3 แสนกว่าคน คาดว่าจะมีเด็กเป็นออทิสติกประมาณ 1,900 คน โดยในปีงบประมาณ 2562 นี้ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯตั้งเป้าเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ได้มากกว่าร้อยละ 50 ผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนนี้ ในภาพรวมเข้าถึงบริการแล้วร้อยละ 25 ส่วนใหญ่มักมาเมื่ออายุเกิน 4 ขวบ ทำให้ประสิทธิภาพการฟื้นฟูได้ผลดีไม่เท่าที่ควร 
          " สาเหตุที่เด็กออทิสติกเข้าถึงบริการน้อย ส่วนหนึ่งเกิดมาจากพ่อแม่ผู้ปกครองขาดความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็ก ส่วนใหญ่มักจะดูเรื่องการเจริญเติบโตของเด็กเป็นหลัก ซึ่งเด็กที่เป็นออทิสติกจะมีหน้าตา การเจริญเติบโตในช่วงขวบปีแรกเหมือนเด็กปกติทั่วไป อีกทั้งพื้นฐานของสังคมไทยยังมองว่าเด็กพูดช้า พูดไม่ชัด ซึ่งเป็นความผิดปกติทางด้านพัฒนาการอย่างหนึ่งของเด็กว่าเป็นเรื่องปกติ สมัยที่พ่อหรือแม่ของเด็กยังเล็กๆ ก็เป็นเหมือนกัน นอกจากนี้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางแห่ง ยังใช้วิธีการดูแลเด็กที่มีปัญหาพูดล่าช้าตามความเชื่อที่สืบทอดกันมา เช่นใช้เขียดตบปาก เพื่อให้เด็กพูดเร็วขึ้น เป็นต้น ซึ่งหากเป็นเด็กออทิสติก จะทำให้เด็กขาดโอกาสได้รับการดูแลกระตุ้นแก้ไขพัฒนาการ มีผลเสียติดตัวไปจนถึงตอนโตหรือตลอดชีวิต" นายแพทย์กิตต์กวีกล่าว
          ทางด้านนายสันทัด ธีรพัฒนพงศ์ พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้าแผนกผู้ป่วยนอกรพ.จิตเวชนครราชสีมาฯกล่าวเพิ่มเติมว่า การจะรู้ว่าเด็กมีอาการผิดปกติเป็นออทิสติกหรือไม่นั้น วิธีการที่ใช้ได้ผลที่สุดคือการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเด็กทุกวัน พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถดูได้ หากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็จะเห็นได้ชัดขณะอุ้มลูกดูดนม โดยหากพบว่าเด็กอายุ 2 เดือน ยังไม่จ้องหน้า ไม่สบตาหรือไม่จ้องมองโมบายที่แขวนที่เปลนอน เหมือนกับเด็กวัยเดียวกัน ผู้ปกครองก็สามารถกระตุ้นตามคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่ได้รับแจกไป และให้รีบพาไปปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อประเมินซ้ำและดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และติดตามต่อเนื่องในช่วงอายุ 9, 18, 30, และ 42 เดือน จะให้ผลดีที่สุด เด็กจะมีพัฒนาการและต้นทุนชีวิตดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเด็กปกติที่สุด ประการสำคัญที่สุดพ่อแม่ควรเร่งกระตุ้นพัฒนาการลูกควบคู่กันไปด้วย โดยการเล่นกับลูกมากขึ้น เช่น จ๊ะเอ๋ ปูไต่ ฝึกการกระตุ้นพัฒนาการด้วยของเล่นที่มีสีสันสดใส เคลื่อนไหวได้และมีเสียง พูดคุยกับเด็ก เล่านิทานจากภาพ ชี้อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทำท่าทางประกอบการเล่า พาไปสนามเด็กเล่น ก็จะช่วยส่งเสริมพัฒนาลูกในเบื้องต้นได้มาก
          สำหรับการดูแลรักษาเด็กที่เป็นออทิสติกในเขตสุขภาพที่ 9 รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ นอกจากมีห้องสนูซีเลนที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทการรับรู้แล้ว ยังได้จัดคลินิกพิเศษ เพื่อฝึกกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างเต็มที่ภายใน 5 ขวบปีแรก 3 รูปแบบ รูปแบบแรกคือเน้นการใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ฝึกกับเด็ก กระตุ้นให้เด็กคิดเป็น แก้ไขปัญหาเป็น มีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่เต็มขั้น วิธีการนี้ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้นร้อยละ 80-90 รูปแบบที่ 2 คือการฝึกกิจกรรมบำบัด เพื่อให้เด็กใช้ชีวิตประจำวันได้ แสดงพฤติกรรมอารมณ์เหมาะสม และรูปแบบที่ 3 คือการกระตุ้นพัฒนาการทั้ง 5 ด้านได้แก่ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก การใช้ภาษา ความเข้าใจทางภาษา และทักษะทางสังคม สร้างความพร้อมให้เด็กกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมจริง ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม จากการศึกษาพบว่าเด็กร้อยละ 95 มีพัฒนาการดีขึ้นภายใน 6 เดือน และบูรณาการความร่วมมือใกล้ชิดต่อเนื่องระหว่างพ่อแม่ ทีมผู้รักษา และครูที่โรงเรียน โดยผลของการดูแลเด็กออทิสติกตั้งแต่อายุยังน้อย จะให้ผลเมื่อเด็กเติบโตขึ้น โดย 1ใน 3 จะพึ่งพาตนเองได้
          อย่างไรก็ตาม พ่อแม่นับว่ามีส่วนสำคัญในการดูแลให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ซึ่งต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ และใช้ความอดทน หากรู้สึกเครียดต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อที่รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯโทร 044-233999 หรือปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด24 ชั่วโมง นายสันทัดกล่าว