ข่าวประชาสัมพันธ์ราชการ

เปิดวาร์ป! “วิสาหกิจบ้านอุ่มแสง” แชมป์นาแปลงใหญ่ไทย

          เปิดเบื้องหลังความสำเร็จ! "วิสาหกิจชุมชนบ้านอุ่มแสง" อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ แชมป์นาแปลงใหญ่ดีเด่นของไทย แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ครบวงจรทุ่งกุลาร้องไห้ ส่งขายตลาดทั่วโลกปีละ 50 ล้าน
          นายบุญมี สุระโคตร เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ตั้งอยู่ที่ 155 บ้านอุ่มแสง ต.ดู่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เจ้าของรางวัลชนะเลศนาแปลงใหญ่ระดับประเทศประจำปี 2561 เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการประกอบอาชีพของเกษตรกรส่วนใหญ่ ในพื้นที่ เป็นการทำนาแบบการหว่านข้าวแห้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชกันมากขึ้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มต้นทุนด้านปัจจัยการผลิตแล้วการใช้สารเคมียังเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีทั้ง ทางตรงและทางอ้อม ทั้งผู้ผลิตเองและผู้บริโภค กลุ่มเกษตรกรในหมู่บ้านอุ่มแสง จึงมีแนวความคิดที่จะช่วยกันลดต้นทุนด้านการผลิต และได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ด้วยการลดรายจ่าย ลดต้นทุนการปลูกข้าวควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประกอบกับได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่เกษตร ด้าน เกษตรอินทรีย์ การแปรรูปข้าวและการสร้างกลุ่มเครือข่าย
          โดย เริ่มจากการไม่เผาตอซังและไถกลบตอซังและหว่านพืชปุ๋ยสด ปอเทือง และถั่วพร้า และหาสมาชิกที่มีแนวคิดที่คล้ายกัน จัดตั้งกลุ่มขึ้นนามกลุ่มเกษตรทิพย์ เริ่มต้นด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้กันเอง ในกลุ่มสมาชิก ปีแรก มีสมาชิกร่วมกันก่อตั้งกลุ่มทั้งหมด 74 ราย ด้วยการระดมเงินทุน 608,000 บาท จากนั้นได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนขึ้นเมื่อ 13 มีนาคม 2549 เพื่อแปรรูปผลผลิตที่สมาชิกเกษตรกร ผลิตขึ้น เป็นการช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรในพื้นที่
          นายบุญมี กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอุ่มแสง ผู้ผลืตข้าวอินทรีย์จากถิ่นทุ่งกุลาร้องไห้ครบวงจร ได้พัฒนาตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าอบรมกับหน่วยงานรัฐ การเปิดตลาด การสร้างตลาดใหม่ และช่วงชิงโอกาสทางการตลาดต่างๆ ทางกลุ่มไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาตัวเองเลย จนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศวิสาหกิจชุมชนระดับจังหวัดศรีสะเกษมาครองได้สำเร็จ แต่ทางกลุ่มฯ ยังมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และไม่นานก็คว้ารางวัลชนะเลิศระดับเขต (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และยังคว้ารางวัลวิสาหกิจดีเด่นระดับประเทศด้วย
          นายบุญมี กล่าวต่อว่า ด้วยความเข้มแข็งที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีการขยายสมาชิกกลายเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวเกษตรอินทรีย์ครบวงจร โดยปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 1,258 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ 20,716 ไร่ (ข้าวหอมมะลิ 105 จำนวน 20,077 ไร่ , ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 539 ไร่ , ข้าวมะลินิล จำนวน 63 ไร่ , ข้าวมะลิแดง จำนวน 37 ไร่)บนผืนดินทุ่งกุลาร้องไห้ มีคณะกรรมการกลาง เป็นผู้กำหนดทิศทางการผลิตและการจัดการตลาด และมีคณะกรรมการกลุ่มย่อยอีก 5 กลุ่ม นำแนวทางดังกล่าวไปวางแผนการผลิตในกลุ่มของตนเองซึ่งสมาชิกรายย่อยแต่ละกลุ่มจะมีการวางแผนร่วมกัน การผลิตตามชนิดพันธุ์และมาตรฐานการตรวจรับรองคุณภาพที่ตนเองได้รับ และคณะกรรมการกลุ่มจะรวบรวมผลผลิตของสมาชิกในการจัดจำหน่าย ให้แก่คณะกรรมการกลางกลุ่มแปลงใหญ่ ภายใต้ชื่อ "วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง" จะได้นำมาแปรรูปและจัดจำหน่ายในตราสินค้าชื่อ "ลุงบุญมี" ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ทั้ง IFAOM , EU , NOP , Fair Trade และมีสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศกว่า 80 % มีการสั่งซื้อแบบ pre-order กับตลาดยุโรปเป็นตลาดหลัก และอีก 20 % เป็นการขายในประเทศในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ข้าวอินทรีย์แปรรูป จมูกข้าวกล้องงอกพร้อมดื่ม ขนมที่ทำจากข้าวกล้องงอก
          ซึ่งจากการรวมกันผลิตในลักษณะแปลงใหญ่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านรายได้ที่ทำให้เกษตรกรได้รับมูลค่าเพิ่มจากการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และการพัฒนาคุณภาพจนได้มาตรฐานอินทรีย์รวมมูลค่า 48.7 ล้านบาทต่อฤดูกาลผลิต หรือประมาณ 38,738 บาท/ครัวเรือน ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ยังมีการใช้พื้นที่การเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำกิจกรรมผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ การเพาะปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์หลังนา เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ให้เกิดการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน และมีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้งทุกวันนี้เราพึงพาตนเองได้แล้ว ไม่ได้ฝากชีวิตไว้กับคนอื่นทำเองจัดการเองทุกอย่าง
          ด้วยศักยภาพและพัฒนาการของกลุ่มฯ ทำให้ล่าสุดแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ ประจำปี 2561 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ล้วนเมาจากความสำเร็จทุกด้านของกลุ่มฯ ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต และสามารถ บริหารจัดการการผลิตได้เป็นอย่างดี และเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มฯ ที่จะขับเคลื่อนในการเปิดตลาดข้าวอินทรีย์ของไทยให้กว้างไกลไปทั่วโลกต่อไป