ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

มท.ส่งเฮลิคอปเตอร์ ปภ. ร่วม ทอ. ฝึกบินควบคุมไฟป่า ปี 63 เตรียมพร้อมสนับสนุนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง 9 จว.ภาคเหนือ

          มหาดไทยส่งเฮลิคอปเตอร์ ปภ. เข้าร่วมการฝึกบินควบคุมไฟป่า ปี 63 กับกองทัพอากาศ ซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่าให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เตรียมพร้อมปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมนำเฮลิคอปเตอร์ประจำ ณ กองบิน 41 เชียงใหม่ เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการดับไฟป่า แก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
          วันนี้ (27 ม.ค.63) ที่กระทรวงมหาดไทย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์ฝุ่นละอองในหลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลาย คุณภาพอากาศเริ่มดีขึ้น แต่ในบางจุดยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือที่ในช่วง 1- 2 เดือนข้างหน้ามักเกิดปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกหน่วยงานต้องเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาตาม "แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง" ให้มีประสิทธิภาพ กระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสานกองทัพอากาศ นำอากาศยานปีกหมุนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย "เฮลิคอปเตอร์ ปภ.32" จำนวน 2 ลำ เข้าร่วมการฝึกบินควบคุมไฟป่า ปี 63 ระหว่างวันที่ 27 – 31 ม.ค.63 เพื่อให้หน่วยปฏิบัติมีความเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่าที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถเผชิญกับภัยจากไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นการเตรียมพร้อมสนับสนุนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมทั้งได้ประสานให้นำเฮลิคอปเตอร์ของ ปภ. ประจำ ณ กองบิน 41 เชียงใหม่ เพื่อเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจขึ้นบินปฏิบัติการควบคุมไฟป่า สลายหมอกควัน และฝุ่นละอองในพื้นที่ตามแผนที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย 

          พลเอก อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเฮลิคอปเตอร์ ปภ.32 มีคุณสมบัติพิเศษสามารถเข้าพื้นที่แคบได้ดี บรรทุกหรือยกน้ำหนักได้มาก มีอุปกรณ์กู้ภัย ดับเพลิง รอกไฟฟ้า เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมถึงมีถังบรรทุกน้ำขนาด 3,000 ลิตร และกระเช้าตักน้ำขนาด 5,000 ลิตร จึงถือเป็นสรรพกำลังสำคัญของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสาธารณภัย