ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

กลุ่มเจมาร์ท มั่นใจปี 62 ทุกธุรกิจเดินหน้าโตแกร่ง ดันกำไรทุบสถิติใหม่

          กลุ่มเจมาร์ท ตั้งเป้าปี 2562 จะเทิร์นอะราวด์ พร้อมเดินหน้าเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม ได้เป็นพันธมิตรทางการค้ากับ AIS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายอันดับ 1 ของประเทศ เร่งดันยอด SIM ให้เติบโต ส่วนธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพภายใต้การบริหารของ JMT ยังคงโดดเด่น เตรียมจ่อทุบสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ตั้งเป้าโต 50% ขณะที่ ธุรกิจสินเชื่อของ J FINTECH และ SINGER ตั้งเป้าพลิกเป็นกำไรในปีนี้ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การบริหารของ J เตรียมโอนโครงการคอนโดมิเนียม Newera บางส่วนในปี 2562 และต่อเนื่องในปี 2563 ปิดท้ายด้วย JVC เผย การพัฒนาระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลางด้วยบล็อคเชน (DDLP) คาดแล้วเสร็จเร็วกว่าแผน และจะเริ่มรับรู้รายได้ตามกำหนดในปี 2562 
          นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า ภาพรวมกลุ่มเจมาร์ทในปี 2562 จะกลับมาเทิร์นอะราวด์ พลิกกลับมาเป็นกำไร และทำสถิติสูงสุดได้อย่างชัดเจน จากผลประกอบการของบริษัทย่อย และบริษัทร่วมที่ลงทุน โดยมีแกนนำของกำไรในปีนี้คือ บมจ.เจ เอ็ม ที ซึ่งจะเป็นฐานของกำไรในปี 2562 ที่สำคัญ ผนวกกับการพลิกฟื้นของผลประกอบการในธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล จะเริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่ไตรมาส 1/2562 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นผลจากการเข้าไปปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินงานในธุรกิจที่มีปัญหา การปรับลดต้นทุน และการสร้าง Synergy ภายในกลุ่ม พร้อมกับการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานให้มากขึ้น โดยคาดว่าธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลของ บมจ.เจ ฟินเทค จะเริ่มมีกำไรได้ในไตรมาส 1/2562 นี้ และปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต สำหรับธุรกิจจัดจำหน่ายมือถือจะกลับมาเป็นบวกได้ด้วยการร่วมกับพันธมิตรทางการค้า AIS และการปรับลดต้นทุน 
          นายดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแกน เปิดเผยถึง ธุรกิจจัดจำหน่ายมือถือและอุปกรณ์เสริม วางกลยุทธ์ปี 2562 ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องจากแผนทางการตลาด การบริหารช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายผ่านการ Synergy ของกลุ่มเจมาร์ท เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมาร์จิ้น รวมถึง การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และการบริหารผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ และปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นพันธมิตรแบบ Exclusive Partnership กับ AIS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอันดับ 1 ของประเทศไทย ในการการจัดจำหน่าย SIM และแพ็กเกจในช่องทางการจัดจำหน่ายของเจมาร์ท ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถจัดจำหน่ายมือถือที่มีโปรโมชั่นส่วนลดค่าเครื่องที่แข่งขันได้ และมีรายได้เพิ่มจากส่วนแบ่งรายได้ โดยตั้งแต่เริ่มความร่วมมือดังกล่าวในไตรมาส 4/2561 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มียอดจำหน่าย SIM เพิ่มขึ้น โดยจำนวน SIM Subscriber 4 เดือนล่าสุดมีจำนวนรวมเกือบ 50,000 SIM ตั้งเป้าปี 2562 จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 200,000 SIM 
          นายกิติพัฒน์ ชลวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด (J Fintech) บริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจทางด้านการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้แบรนด์ "J Money" เปิดเผยถึง ผลประกอบการในปี 2561 ที่ผ่านมา ขาดทุนจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญจากลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และมั่นใจว่าแนวโน้มธุรกิจปี 2562 มีทิศทางสดใส คาดจะพลิกกลับมาเป็นกำไร หลังจากการคัดกรองคุณภาพลูกค้าดีขึ้น โดยพิจารณาจากวงเงินเฉลี่ยของสินเชื่อต่อรายลูกค้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2561 หรือลูกค้าส่วนใหญ่มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาท การบริหารจัดการอย่างเข้มงวดรัดกุม
ทำให้มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บหนี้มีอัตราการจัดเก็บหนี้ปรับสูงขึ้นชัดเจน และการขยายไปยังธุรกิจแฟคตอริ่ง ซึ่งมียอดการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น และไม่มีหนี้ด้อยคุณภาพ ปีนี้ตั้งเป้าที่จะพลิกผลประกอบการให้เป็นกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2562 นี้
          นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยถึง ภาพรวมธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพปี 2562 จะสามารถทำนิวไฮได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมายเติบโต 50% ทั้งรายได้และกำไร จากความสามารถในการจัดเก็บหนี้ได้ดี และมีกองหนี้ที่จะตัดมูลค่าเงินลงทุนครบ 100% สนับสนุนการรับรู้รายได้และกำไรได้เต็มที่ พร้อมทั้ง ตั้งงบลงทุนมากถึง 4,500 ล้านบาท เพื่อซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหาร ทั้งที่มีหลักประกัน และไม่มีหลักประกัน จากสิ้นปี 2561 พอร์ตบริหารหนี้รวมอยู่ที่ 145,000 ล้านบาท สิ้นปี 2560 พอร์ตบริหารหนี้รวมอยู่ที่กว่า 125,000 ล้านบาท ขณะที่ ธุรกิจประกันภัยภายใต้การบริหารของ บริษัท เจพี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย JMT ถือหุ้นในสัดส่วน 55% คาดผลงานปีนี้เสริมกำไรให้บริษัทได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
          ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปี 2561 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.8% กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.9% กำไรสุทธิอยู่ที่ 505 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.6% จากปีก่อน โดย คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลังในอัตราหุ้นละ 0.54 บาท กำหนดวันจ่ายปันผลวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 โดยก่อนหน้านี้ ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท จึงรวมเป็นอัตราเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.74 บาท 
          นายสุพจน์ วรรณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจให้เช่าและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ในปี 2562 นี้ บริษัทฯ จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากที่ลงทุนไว้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และได้ปรับรูปแบบของศูนย์การค้าให้ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาศในการปรับเพิ่มอัตราค่าเช่าให้เหมาะสมกับการแข่งขัน และรายได้ รวมถึงการร่วมกันจัดกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับบริษัทในกลุ่มเจมาร์ท เช่น การทำพื้นที่ขายให้กับ SINGER เพื่อสร้าง Synergy ร่วมกันในการนำเอาสินค้าของ SINGER จัดทำเป็น Outlet มอบโปรโมชั่นดีๆ ให้กับผู้บริโภค ที่เป็นลูกค้าของบริษัทในแหล่งชุมชนใกล้เคียงกับศูนย์การค้า
          สิ่งสำคัญในปีนี้ คือ การก่อสร้างคอนโดมิเนียมจะเสร็จสิ้น และจะมีการทยอยโอนคอนโดมิเนียม Newera บางส่วนในปี 2562 และต่อเนื่องในปี 2563 พร้อมทั้ง หาช่องทางการขยายธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เพิ่มเติมอีก โดยได้มีแผนชัดเจนในการสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่ที่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมอมตะ จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีรูปแบบคอนเซ็ปต์ เน้นลงทุนไม่สูงมากและได้ผลตอบแทนค่อนข้างดี 
          โดยก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการลงทุนก่อสร้างโครงการศูนย์การค้าดังกล่าว มูลค่าโครงการกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงต้นไตรมาส 2/2562 และคาดว่าจะแล้วเสร็จ ปี 2563 ซึ่งบริษัทฯ มีแผนเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 601,058,766 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น พร้อมกับให้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) J-W1 อายุ 3 ปี จำนวนไม่เกิน 200,352,922 หน่วย เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ของบริษัท และได้รับจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกและเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Issue) และจองเกินจากสิทธิ ในอัตราส่วน 2 หุ้นที่ได้รับจัดสรรต่อ 1 หน่วยวอร์แรนต์ โดยไม่คิดมูลค่า กำหนดราคาใช้สิทธิ 2 บาท
          นายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) กล่าวถึง ภายหลังจากผู้ถือหุ้นไฟเขียวเพิ่มทุน กลยุทธ์ของบริษัทปี 2562 พร้อมที่จะเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแกร่ง จากการบริหารจัดการภายในที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา การวางระบบเข้าเสริมงานขายและการปล่อยสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพ โดยผลักดันธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน หรือ สินเชื่อรถทำเงิน ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตสูง ณ สิ้นปี 2561 มีพอร์ตสินเชื่อรถทำเงินอยู่แล้วที่ราว 1,200 ล้านบาท และตั้งเป้าปี 2562 จะเติบโตเท่าตัว หรืออยู่ที่ราว 2,500 ล้านบาท 
          ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2561 SINGER มีสัดส่วนยอดขายจากธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ประมาณ 50% , สินเชื่อรถทำเงิน และ สินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50% คาดว่าในปีนี้ สัดส่วนยอดขายจะมาจากธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าประมาณ 30% , สินเชื่อรถทำเงิน และสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 70% สะท้อนแผนการเพิ่มทุนในช่วงที่ผ่านมา เสริมศักยภาพการเติบโตของธุรกิจได้ตามคาดหมาย
          นอกจากนี้ ผลประกอบการปี 2561 มองว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว มีรายได้รวม 2,888 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22% ขณะที่ ขาดทุนสุทธิ 81 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการตั้งสำรองในไตรมาส 1/2561 ขณะที่ สามารถควบคุม NPL ให้ลดลงอยู่ที่ประมาณ 10% วางเป้าหมายปี 2562 เทิร์นอะราวด์ได้ตามเป้าหมาย
          นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC) เปิดเผยถึง ดิจิทัล โทเคน ของบริษัท JFIN Coin ได้เข้าเทรดในตลาด Satang Pro ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างเป็นทางการ รวมทั้ง ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ นำ JFIN Coin ใช้ประมูลสินค้าผ่านโมบายแอพพลิเคชัน VFIN ครั้งแรก ที่ได้นำเอาของสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเหล่าไอดอลมาร่วมประมูลในงาน Idol Expo 2019 ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการวางแผนนำ JFIN Coin มาใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
          สำหรับแผนการพัฒนาระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง (Decentralized Digital Lending Platform : DDLP) ของบริษัทฯ คาดจะแล้วเสร็จและเริ่มนำระบบบล็อกเชนมาใช้ได้ตามแผนเดิมหรือก่อนวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และคาดว่าเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2562 ภายหลังระบบได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ 
          ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทเจมาร์ท เป็นกลุ่มที่เน้นการดำเนินธุรกิจค้าปลีก ด้วยความร่วมมือแบบ Synergy ซึ่งภายใต้กลุ่มบริษัทมีบริษัทย่อยที่สำคัญ 6 บริษัท คือ ธุรกิจการจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจการติดตามหนี้ และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมสินเชื่อเช่าซื้อแบรนด์ SINGER และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ และธุรกิจ Fintech ซึ่งรวมมูลค่าสินทรัพย์ของกลุ่มบริษัทมากกว่า 18,000 ล้านบาท