ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

AGE เดินเกม รุก ธุรกิจปี 62 ดัน โลจิสติกส์ – ถ่านหิน ปั้นรายได้แตะ 9 พันลบ. หลังโชว์กำไรปี 61 แตะ 127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6 %

          บมจ.เอเชียกรีน เอนเนอจี (AGE) เดินเกมรุก ตั้งเป้ารายได้รวมปี 62 แตะ 9,000 ล้านบาท ลุยตลาดถ่านหิน เวียดนาม จีน กัมพูชา พร้อมขยับฐานธุรกิจ การให้บริการด้านโลจิสติกส์ ขนส่งทางน้ำและทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้า ด้วยจำนวนกองเรือ 24 ลำ เล็งขยายท่าเรือ เพิ่มเป็นท่าที่ 3 รองรับการขนส่งสินค้า ในอนาคต ด้านผู้บริหาร "พนม ควรสถาพร" ประกาศจ่ายปันผลหุ้น-เงิน รวม0.01850 บาท/หุ้น หลังแจ้งผลการดำเนินงานปี 61 โชว์รายได้รวม 7,900.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% กำไรสุทธิ 127.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% โดยกวาดยอดขายถ่านหิน ทั้งปี 3.4 ล้านตัน เหตุยอดขายในประเทศ และต่างประเทศเพิ่มขึ้น 
          นายพนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE ผู้นำเข้าและจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) เปิดเผยถึง ส่วนแผนเชิงรุกการขยายธุรกิจในปี 2562 นั้น ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยาย การให้บริการด้านโลจิสติกส์ ขนส่งทางน้ำ และทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้า เพื่อต่อยอดธุรกิจการนำเข้าและจำหน่ายถ่านหิน อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาแผนการปรับปรุงพื้นที่ และพัฒนาท่าเรือเพิ่มเติม เป็นท่าที่ 3 จากเดิมที่มีท่าเรือในการให้บริการอยู่แล้ว จำนวน 2 ท่า ในบริเวณคลังสินค้า อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 นี้ ซึ่งหากแล้วเสร็จก็ยิ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพ ด้านการขนถ่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้น 
          ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการทยอยรับมอบเรือลำเลียงซึ่งมีการต่อเพิ่มเติมในช่วงปีที่ผ่าน ซึ่งจะทำให้มีกองเรือลำเลียงจำนวน 24 ลำในช่วงไตรมาส 1/62 และในปี 2562 บริษัทฯมีแผนที่จะต่อเรือลำเลียงเพิ่มเติมอีกจำนวน 16 ลำ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯมีกองเรือลำเลียงทั้งหมดเป็น 40 ลำ ดังนั้นการเพิ่มจำนวนกองเรือดังกล่าว จะสามารถรองรับความต้องการใช้บริการขนส่งทางน้ำ ของกลุ่มผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรมได้เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังจะมีการซื้อรถบบรรทุกและกระบะพ่วง เพิ่มเติมจำนวน 7 คันอีกด้วย
          อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บริษัทฯได้มีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจในเชิงรุกแล้ว ส่งผลให้บริษัทฯตั้งเป้าการเติบโตของรายได้รวม ในปี 2562 ไว้ที่ระดับ 9,000 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลจากแผนการวางกลยุทธ์ที่ครอบคลุมในธุรกิจมากขึ้น อาทิ การขยายช่องทางการตลาดไปยังต่างประเทศ ทั้ง เวียดนาม จีน และ กัมพูชา รวมถึงการบุกธุรกิจ ไปยัง ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ ขนส่งทางน้ำและทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้า เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯตั้งเป้าสัดส่วนยอดขาย ในตลาดต่างประเทศ ไว้ที่ 25% และ ในประเทศที่ 65% โดยตั้งเป้าปริมาณการขายถ่านหินทั้งปี ที่ระดับ 4 ล้านตัน และตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ ขนส่งทางน้ำและทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้าที่ 10% ของรายได้รวม
          ส่วนผลประกอบการงวดปี 2561 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ว่า บริษัทฯมีรายได้จากการขายและบริการ 7,900.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายถ่านหินที่ 7,482.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และกำไรสุทธิ อยู่ที่ 127.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันของปีก่อน 6%           
          สำหรับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของรายได้ในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทฯ มียอดขายตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบจากปีก่อน โดยยอดขายในประเทศอยู่ที่ 2.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน บริษัทฯยังได้มีการเพิ่มช่องทางขายในตลาดต่างประเทศ เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2561 บริษัทฯ มีปริมาณการจำหน่ายถ่านหิน ทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ อยู่ที่ 3.4 ล้านตัน และมีรายได้จากธุรกิจการให้บริการด้าน โลจิสติกส์ ขนส่งทางน้ำและทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้า ที่ 418.1 ล้านบาท คิดเป็น 5% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 185% จากปีที่ผ่านมา                     
          นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้น เนื่องจากบริษัทฯ จะมีการลงทุนในท่าเรือและเรือลำเลียงเพิ่มเติม และจ่ายเป็นเงินสดงวดปี 2561 โดยจ่ายปันผลเป็นเป็นหุ้นในอัตรา 15 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ คิดเป็นมูลค่ารวม 30.22 ล้านบาท และจ่ายเป็นเงินสดในอตัราห้นุละ 0.00190 บาท หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 3.45 ล้านบาท ซึ่งรวมการจ่ายเงินปันผล ทั้ง 2 รูปแบบคิดเป็นการจ่ายปันผลทั้งสิ้น 0.01850 บาท/หุ้น คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 33.66 ล้านบาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 14 มีนาคม เพื่อจ่ายปันผลในวันที่ 16 พฤษภาคม 2562
          อีกทั้งคณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par) ของบริษัทจากเดิมห้นุละ 0.25 บาท เป็น 0.50 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นสามัญของบริษัทหลังการเปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์ใหม่อยู่ที่ระดับ 966,894,874 หุ้น จากเดิม 1,933,789,748 หุ้น โดยจะมีการเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติในวันที่ 29 เมษายน นี้