ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

กลุ่ม efin ผู้นำสื่อด้านการลงทุนยุคใหม่พร้อมผลิตคอนเทนต์คุณภาพส่งตรงนักลงทุนไทย

          "อีไฟแนนซ์ไทย" ตอกย้ำความสำเร็จ ผู้นำการผลิตคอนเทนต์ด้านการลงทุน ถูกจัดอันดับเป็นสื่อออนไลน์อันดับ 2 ในกลุ่มเว็บไซต์ธุรกิจ-การเงิน-การตลาด ถูกเก็บสถิติโดย similarweb สะท้อนกระแสสื่อดิจิทัลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ขณะที่แม่ทัพใหญ่กลุ่ม efin มุ่งพัฒนาคอนเทนต์ และฟีเจอร์ใหม่ๆ ตอบโจทย์การลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ 
          นายพรเลิศ เตชะรัตโนภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ออนไลน์แอสเซ็ท จำกัด หรือ  กลุ่มธุรกิจ efin ผู้นำด้านเทคโนโลยีไฟแนนซ์ที่ครอบคลุมทุกธุรกิจการลงทุน เปิดเผยถึง ธุรกิจการให้บริการระบบและข้อมูลข่าวสารด้านการลงทุนแบบเรียลไทม์ ภายใต้ชื่อ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย หรือ www.efinancethai.com มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ล่าสุด ถูกจัดอันดับเป็นสื่อออนไลน์อันดับ 2 ในกลุ่มเว็บไซต์ธุรกิจ-การเงิน-การตลาด (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2562) ซึ่งถูกเก็บสถิติโดย www.similarweb.com ทั้งนี้ similarweb เป็นเว็บไซต์เก็บสถิติ ข้อมูลเชิงลึก และจัดอันดับเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก ผลการจัดอันดับนี้ส่งเสริมความเชื่อมั่นให้กลุ่ม efin ยิ่งขึ้น และสะท้อนการขยายตัวของการใช้งานอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์มือถือ และสื่อสังคมออนไลน์ โดยปัจจุบัน สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยมีสมาชิกเกือบ 90,000 คน และมียอดผู้อ่านเดือนมกราคม 2562 มากกว่า 722,130 เพจวิวต่อเดือน และในเดือนธันวาคม 2561 มีผู้อ่านคอนเทนต์กว่า 600,000 เพจวิวต่อเดือน คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 20.3 % 
          ทั้งนี้ กลุ่ม efin มีโปรแกรมและ แอพพลิเคชั่นภายใต้การบริหารของบริษัทฯ จำนวน 3 แอพ ได้แก่ efin StockPickUp , efin mobile และ efin Trade Plus มีจำนวนผู้ดาวน์โหลด efin App ทั้งหมด 687,437 คน มีแฟนเพจใน Social media รวมกันมากถึง 423,348 คน  "ปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคม สื่อในยุคดิจิทัลจึงต้องมีการปรับตัว เพื่อให้มีความทันสมัย และสามารถนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องไปสู่ผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว โดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยมีจุดแข็งจากประสบการณ์ในวงการสื่อดิจิทัลมากว่า 18 ปี นับตั้งแต่ปี 2544 มีกลุ่มผู้อ่านส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25 ถึง 34 ปี ปัจจุบัน มีกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาติดตามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รับกระแสความนิยมในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพ ข้อมูลจาก www.similarweb.com จัดอันดับให้เราเป็นสื่อออนไลน์อันดับ 2 ในกลุ่มเว็บไซต์ธุรกิจ-การเงิน-การตลาด แต่นับเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มสื่อเกี่ยวกับเรื่องหุ้นและการลงทุนโดยเฉพาะ เราจึงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาคอนเทนต์ และพัฒนาฟีเจอร์ทางด้านการลงทุนใหม่ๆ ตอกย้ำสถานะกลุ่มธุรกิจที่ครบวงจรในเรื่องหุ้นการเงินที่สุดของประเทศ"  นายพรเลิศ กล่าว
          ทั้งนี้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เป็นหนึ่งในผู้นำสื่อออนไลน์แบบเรียลไทม์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาข้อมูลข่าวสารด้านการเงินและการลงทุน ตลอดจนการจัดคอร์สอบรม และจัดงานสัมมนาให้ความรู้ด้านการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นสื่อกลางในการผลักดันผู้ลงทุนในประเทศไทยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ และรวดเร็ว เป็นอีกเครื่องมือสำคัญสำหรับการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ  พร้อมด้วยพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นให้ทันสมัย ต่อยอดการให้บริการใหม่ๆ เพื่อความสะดวก และง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น ได้แก่ efin StockPickUp โปรแกรมวิเคราะห์หุ้นและการลงทุน มีสถิติการใช้งานของผู้ใช้กว่า 700,000 User ปัจจุบัน มีบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกและใช้บริการ 27 บริษัทหลักทรัพย์ ได้รับความนิยมในการใช้วิเคราะห์หุ้นด้วยกราฟเทคนิคที่ efin เป็นผู้คิดค้นขึ้นเอง และรับข่าวสารด้านการลงทุนที่เจาะลึกประเด็นที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนไทย รวมถึง การต่อยอดในโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นบนมือถือภายใต้ แอพพลิเคชั่น efin mobile ทำให้ปัจจุบัน กลุ่ม efin เป็นผู้นำสื่อออนไลน์ ทางด้านข้อมูลข่าวสารการลงทุนของไทย ที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั้งในกลุ่มนักลงทุนและนักวิเคราะห์  
          นอกจากนี้ โปรแกรมการซื้อขายหุ้น ภายใต้ชื่อ efin Trade Plus มีสถิติการใช้งานของผู้ใช้กว่า 600,000 User ซึ่งบริษัทฯ เป็นรายแรกที่พัฒนาฟังก์ชั่น Auto Trade และล่าสุด นำเทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการลงทุนยุคใหม่ ช่วยนักลงทุนวิเคราะห์หุ้นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีโรงเรียนสอนด้านการลงทุน efin School เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ รวมถึง IR PLUS บริการด้านนักลงทุนสัมพันธ์ให้แก่บริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ 
          นายพรเลิศ กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อถึงยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะเป็นอีกตัวแปรสำคัญในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่ม efin จึงไม่หยุดนิ่ง และมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะพร้อมใช้งานในอนาคตอันใกล้ และเติบโตเคียงข้างนักลงทุนไทย