ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

STI มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง ชูแบ็คล็อกสูงกว่า 770 ลบ. ดันรายได้-กำไรโตต่อเนื่อง

          STI ลงกระดานเทรด เอ็ม เอ ไอ 19 ธันวาคมนี้ มั่นใจ ราคาซื้อขายยืนเหนือราคาจองที่ 6.30 บาทต่อหุ้น ชูจุดเด่นทีมผู้บริหารมากประสบการณ์ ในฐานะกลุ่มผู้นำในธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาอย่างครบวงจร โดดเด่นด้านงานออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม รวมทั้ง งานอนุรักษณ์โบราณสถาน อวดแบ็คล็อกในมือมากกว่า 770 ล้านบาท สร้างการเติบโตให้รายได้และกำไรต่อเนื่อง
          นายสมเกียรติ ศิลวัฒนาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STI ผู้นำกลุ่มธุรกิจบริหารและควบคุมงานก่อสร้างครบวงจร เปิดเผยว่า หุ้น STI ที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ เชื่อมั่นว่า จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุน และสามารถยืนเหนือราคาเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ 6.30 บาทต่อหุ้นได้ เนื่องจาก กลุ่ม STI มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทีมผู้บริหารซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจกว่า 30 ปี ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าและพันธมิตร ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับประเทศ มีความโดดเด่นด้านงานออกแบบสถาปัตกรรมและวิศวกรรม รวมทั้ง งานอนุรักษ์โบราณสถาน ส่งผลให้กลุ่ม STI แตกต่างจากคู่แข่ง เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ทีมวิศวกรและสถาปนิกที่มีประสบการณ์สูง 
          ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ถือหุ้นมีความแข็งแกร่ง โดยโครงสร้างการถือหุ้นของ STI ภายหลัง IPO ประกอบด้วย บริษัท ยูนิเวนเจอร์ แคปปิตอล จำกัด สัดส่วน 26.12%, รวมกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมที่เป็นกรรมการและผู้บริหารระดับสูง และบุคคลที่เกี่ยวข้องของ STI สัดส่วน 48.81% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 25.07%
          สำหรับผลประกอบการในงวด 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม – กันยายน 2561) กลุ่ม STI มีรายได้จากการให้บริการ 443.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 28.31% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ในธุรกิจบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณงานที่ให้บริการในงวดดังกล่าว เช่น โครงการ One Bangkok และ โครงการ The PARQ เป็นต้น ส่วนกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปีนี้ อยู่ที่ 30.48 ล้านบาท มีงานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ (Backlog) อยู่ที่ 770.09 ล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวน 114 โครงการ โดยจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ไปจนถึง 3 ปีข้างหน้า
          "กลุ่ม STI มีแนวโน้มการเติบโตสูง ตามภาพรวมอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัว สะท้อนได้จากงานในมือที่เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสในการรับงานใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 คาดว่าจะเป็นอีกปีที่ดีที่สุดของกลุ่ม STI เทียบกับผลประกอบการในปี 2560 ซึ่งมีรายได้จากการให้บริการรวมอยู่ที่ 494.56 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 57.51ล้านบาท จากการทยอยรับรู้รายได้ตามความสำเร็จของงานโครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้น " นายสมเกียรติ กล่าว
          เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จำนวนกว่า 400 ล้านบาท จะนำไปใช้ลงทุนจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมทักษะความรู้พนักงาน ลงทุนอุปกรณ์ ระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึง เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
          นอกจากนี้ เป้าหมายในอนาคตของกลุ่ม STI อาจมีการขยายกิจการ ด้วยการเข้าลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ ในระยะเวลาประมาณ 2 – 3 ปีข้างหน้า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
          นายสมเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายว่า เชื่อมั่นหุ้น STI จะเป็นอีกหุ้น Growth Stock ที่น่าจับตามองจากการมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง การลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่มีไม่มาก เนื่องจากการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ จะมาจากการเพิ่มจำนวนบุคลากรเป็นหลัก ตลอดจนมีโอกาสการขยายกิจการในอนาคต รองรับงานที่ปรึกษาบริหารและควบคุมการก่อสร้างอย่างครบวงจร ทั้งในประเทศไทย และ AEC 
          ประกอบกับ กลุ่มลูกค้าของกลุ่ม STI ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง มีฐานรายได้ที่กระจายออกไปในหลากหลายธุรกิจ รายได้หลักกว่า 50% มาจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการแนวสูงและ Mix-used ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโต และงานในมือที่เพิ่มขึ้น สะท้อนการรับรู้รายได้อย่างมั่นคงในระยะยาว จึงมั่นใจ STI จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน