ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

“TMILL” เผยผลประกอบการไตรมาส 3/61 โชว์กำไร 34.85 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 29.5 %

          "TMILL" แถลงผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2561 โชว์กำไรสุทธิ 34.85 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 29.5 % โดยทำรายได้จากการขาย 343.32 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 6.3 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เผยกลยุทธ์ช่วงโค้งสุดท้ายของปี เร่งขยายกำลังการผลิต รองรับความต้องการของตลาดแป้งสาลีที่เพิ่มมากขึ้น มั่นใจสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 
          ดร.ชาญกฤช เดชวิทักษ์ รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TMILL โรงงานโม่แป้งสาลีที่ทันสมัยที่สุดของประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาส 3/2561 มีกำไรสุทธิ 34.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.93 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 29.5 % เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2560 โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการจำหน่าย 343.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.39 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 6.3 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ทั้งนี้เป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายแป้งสาลีเพิ่มขึ้น 4.1 % ราคาจำหน่ายแป้งสาลีเพิ่มขึ้น 0.8 % รวมทั้งมีปริมาณการจำหน่ายรำข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 3.0 % และมีราคาจำหน่ายรำข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 12.2 % 
          "ในไตรมาส 3/2561 แม้ว่าบริษัทจะประสบกับภาวะต้นทุนราคาเฉลี่ยของวัตถุดิบที่ใช้ปรับเพิ่มขึ้น คิดเป็น 79.3 % ของรายได้ แต่บริษัทฯยังสามารถทำกำไรและมีรายได้จากการขายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มั่นใจว่าธุรกิจจะยังคงเติบโตและเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ภายใต้แผนการขยายกำลังการผลิตที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดแป้งสาลีที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ขณะนี้เรามีอยู่ประมาณ 200 ราย" ดร.ชาญกฤช กล่าว 
          สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนของปี 2561 (สิ้นสุด 30 ก.ย.61) บริษัทฯ มีรายได้จากการจำหน่าย 1,056.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.62 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 5.3 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายแป้งสาลีเพิ่มขึ้น 3.1 % รวมทั้งราคาจำหน่ายแป้งสาลีเพิ่มขึ้น 0.4 % โดยมีปริมาณการจำหน่ายรำข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 2% และราคาจำหน่ายรำข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 16.2 % ขณะที่ต้นทุนการขายเพิ่มสูงขึ้น 62.49 ล้านบาท คิดเป็น 8 % เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 โดยเป็นผลมาจากราคาเฉลี่ยของวัตถุดิบที่ใช้ปรับเพิ่มขึ้น