ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

เอ็นพีพีจีส่งสัญญาณบวก งบ 3Q2018 ขาดทุนลดลง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์รายได้เพิ่มและธุรกิจอาหารเร่งขยายสาขา

          บริษัท เอ็นพีพีจี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NPPG แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนปีนี้ขาดทุนลดลง เป็นผลมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเริ่มดีขึ้นตามเป้าหมาย เผยร้าน A&W ได้รับผลตอบรับดี หลังปักหมุดคู่กับการขยายตัวของสาธารณูปโภคพื้นฐานใจกลางเมือง เตรียมเพิ่มบริการใหม่เร็วๆ นี้ หวังตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเดิมพร้อมกับดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ มองภาพรวมปีนี้ ดีกว่าปีก่อนแน่นอน
          กลุ่มบริษัท NPPG ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ สำหรับบรรจุสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมถึงลงทุนและประกอบธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องและเป็นการสนับสนุนธุรกิจหลัก เช่น ธุรกิจอาหารแปรรูปแช่แข็งและอาหารพร้อมทาน ธุรกิจร้านอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม และธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2561 จากงบกำไร(ขาดทุน)รวมส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ ขาดทุนสุทธิ 38.97 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 53.03 ล้านบาท จะเห็นว่ามีผลขาดทุนลดลงถึง 14 ล้านบาท และหากพิจารณาผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2561 ที่รายงานขาดทุนสุทธิ 121.57 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 138.43 ล้านบาท ก็จะเห็นว่ามีผลขาดทุนลดลงถึง 17 ล้านบาท
          ทั้งนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวมงวด 9 เดือนปี 2561 จำนวน 856.2 ล้านบาท แม้ว่าจะลดลง 21.1 ล้านบาท หรือ 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากพิจารณาตามที่มาของรายได้จะพบว่ามีรายได้จากงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกอ่อนตัว จำนวน 386.2 ล้านบาท ที่เพิ่มขึ้น 42.5 ล้านบาท หรือ 12.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการที่บริษัทสามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีมาตรฐานและตรงกับความต้องการของลูกค้าจนทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของงานขวด PET มีรายได้ 64.2 ล้านบาท ลดลง 27.0 ล้านบาท หรือ 29.6% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นต้นทุนวัตถุดิบหลักมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องมีการปรับแผนการผลิตลดลงเพื่อรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันกับตลาดให้ได้
          รายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่ม บริษัทฯ มีรายได้จากธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มอยู่ราว 150 ล้านบาท ประกอบด้วยร้านอาหาร A&W ที่มีรายได้ราว 142 ล้านบาท ลดลง 3.9% จากภาวการณ์แข่งขันในธุรกิจ QSR ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายบริษัทฯ เร่งแผนการขยายสาขาเพื่อเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น, ร้านอาหารมิยาบิมีรายได้ราว 4 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนจากการให้สิทธิการแฟรนไชส์ร้านมิยาบิกับบุคคลภายนอกจำนวน 3 สาขา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2560 ถึง 31 พ.ค. 2561
          ขณะที่ธุรกิจอาหารแปรรูป มีรายได้กว่า 236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.4 ล้านบาท หรือ 13.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งมาจากยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งจากประเภทอาหารทะเลแช่แข็งที่สินค้ากว่าครึ่งหนึ่งถูกส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปและบริษัทฯ ยังมีรายได้จากการผลิตอาหารสำเร็จรูปด้วยกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
          สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 นั้น บริษัทฯ จะรับรู้ผลการดำเนินของร้านอาหาร Kitchen Plus ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 63 สาขาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ซึ่งจากประมาณการณ์กระแสเงินสดในการเข้าซื้อกิจการร้านอาหาร Kitchen Plus และบ้านครัวไทย (แบรนด์ย่อย) นั้น บริษัทฯ จะรับรู้รายได้เพิ่มราว 14 ล้านบาท (56 ล้านบาทต่อปี) และบริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรงบลงทุนปรับปรุงสาขาที่มีอยู่เดิมและสร้างสาขาต้นแบบเพื่อพัฒนาระบบแฟรนไชส์ของร้านอีกด้วย
          บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าภาพรวมของแต่ละธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากรายได้ของแต่ละธุรกิจที่แม้จะลดลงแต่ก็ลดลงจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจหรือแม้แต่การอุดช่องโหว่จากการไม่คุ้มทุน อีกทั้งบริษัทฯยังมีการบริหารจัดการและการปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อเตรียมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต