ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

NER รับสัญญาลูกค้ารายใหม่เพิ่ม 2 ราย จากอานิสงส์ New Normal ย้ำครึ่งปีหลังเดินหน้าตามแผนงาน

บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) รับอานิสงส์ New Normal ได้สัญญาระยะยาวลูกค้าใหม่ เพิ่มอีก 2 ราย จากการปรับขยายตัวยอดจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์ในจีนเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง สำหรับครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้สัญญาระยะยาวจากลูกค้าใหม่เพิ่มเข้ามาอีก จำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นลูกค้าสัญญาระยะยาว (Long Term Contact) ได้แก่ Triangle tyre มีคำสั่งซื้อกับบริษัทฯประมาณ 24,000 ตัน/ปี และ LLIT ซึ่งมีคำสั่งซื้อกับบริษัทฯประมาณ 48,000 ตัน/ปี

“คำว่า “New Normal” ที่เกิดขึ้นในยุค “COVID-19” ผลักดันให้ผู้คนทั่วโลกปรับตัวเข้าสู่ความปกติรูปแบบใหม่ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ ธุรกิจ สาธารณสุข การศึกษา ส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์ในจีนเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง ซึ่งจากรายงานขององค์การศึกษาเรื่องยางระหว่างประเทศ (IRSG) และ สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน (CAAM) ระบุว่ายอดจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ในประเทศจีน มีการปรับตัวขึ้นดีอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อการผลิตยางล้อด้วยเช่นกัน” นายชูวิทย์ กล่าว

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจาก โรงงานของลูกค้าในประเทศจีนเริ่มกลับมาเดินเครื่องผลิตอีกครั้ง ส่งผลให้บริษัทฯได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทคาดว่าในปี 2563 จะมีรายได้รวม 17,000 ล้านบาท หรือเติบโต 50% จากปี 2562 ที่มีรายได้รวม 13,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายยอดขายยางไว้ที่ 350,000 ตัน

พร้อมกันนี้บริษัทได้ส่งมอบแผ่นปูรองนอนคอกปศุสัตว์ให้สถานประกอบการณ์ปศุสัตว์และสหกรณ์โคนมเพื่อทดลองใช้ไปแล้วหลายแห่งทั่วประเทศ โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ปลายน้ำร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดยมีวัตถุดิบตั้งต้นจากผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติแปรรูปอัดแท่งขั้นต้น (STR-20) ของบริษัทฯ ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าในปี 2565 จะสามารถส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ของบริษัทฯ ได้ประเมินในเบื้องต้นแล้วว่า สินค้าตัวใหม่นี้น่าจะสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ได้สูงถึง 25% ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ความสามารถในการทำอัตรากำไรรวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้านโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน บริษัทฯ มีความพร้อมที่จะเข้าไปยื่นข้อเสนอโครงการในส่วนของ Quick win ก่อน (ไฟฟ้าจากกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ 2 เฟสแรก ที่มีอยู่แล้ว) กำลังการผลิตรวมราว 4.3 เมกะวัตต์ และในส่วนขยายสำหรับกำลังการผลิตอีกราว 30 เมกะวัตต์ ก็พร้อมจะดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงพลังงานอย่างต่อต่อเนื่อง