ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

TMA เผยผลการจัดอันดับฯ จาก IMD ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 29

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) เผยผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2563 โดยประเทศไทย มีผลคะแนนสุทธิลดลงจาก 77.233 มาอยู่ที่ 75.387 ส่งผลให้ผลการจัดอันดับของประเทศไทยลดลง 4 อันดับ จากอันดับที่ 25 ลงมาอยู่ที่อันดับที่ 29 ใกล้เคียงกับอันดับในปี 2561 ซึ่งอยู่ที่อันดับที่ 30 โดยผลของปัจจัยหลักที่แบ่งเป็น 4 ด้านนั้น มีผลการจัดอันดับดีขึ้น 2 ด้าน ประกอบด้วยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) ซึ่งดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 27 มาอยู่ที่อันดับ 23 และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งดีขึ้น 1 อันดับ จากอันดับที่ 45 มาอยู่ที่อันดับ 44 ในขณะที่สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ลดลง 6 อันดับ จากอันดับที่ 8 มาอยู่อันดับที่ 14 และ ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ลดลง 3 อันดับ จากอันดับที่ 20 มาอยู่อันดับที่ 23

เขตเศรษฐกิจที่มีอันดับสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ซึ่งยังคงเป็นอันดับ 1 ส่วนอันดับที่ 2 ได้แก่ เดนมาร์กที่เพิ่มขึ้น 6 อันดับจากปีที่แล้ว ตามมาด้วย อันดับ 3 สวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 4 เนเธอร์แลนด์ และอันดับ 5 ฮ่องกง ทั้งนี้ IMD ทำการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก

สำหรับเขตเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับ อีก 4 ประเทศ มีอันดับลดลงเป็นส่วนใหญ่ โดยมาเลเซียลดลง 5 อันดับอยู่ที่อันดับ 27 อินโดนีเซียลดลง 8 อันดับอยู่ที่อันดับ 40 ขณะที่ฟิลิปปินส์มีอันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับ อยู่ที่อันดับ 45 ส่วนสิงคโปร์นั้นยังคงเป็น อันดับ 1 จาก 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวว่า ผลการจัดอันดับของไทยในภาพรวมลดลง เนื่องมาจากการถดถอยลงของสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ การขาดความสามารถในการดึงดูดทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งแนวโน้มปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะยาว อีกด้านหนึ่งก็คือประสิทธิภาพของภาครัฐ ซึ่งการถดถอยโดยหลักนั้นอยู่ที่กรอบนโยบาย กฎหมายและแนวทางการบริหารงานของสถาบันหลักต่างๆในการบริหารประเทศ รวมทั้งสถานะการคลังที่ถดถอยลง

อย่างไรก็ดีแม้อันดับโดยรวมของประเทศลดลง แต่ก็มีองค์ประกอบที่ดีขึ้นใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) ในด้านแนวทางการบริหารและจัดการและทัศนคติและค่านิยมของภาคธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่ด้านตลาดแรงงานเริ่มกลายเป็นประเด็นท้าทายที่สำคัญ เช่น ประเด็นการผลิตแรงงานให้ตรงกับทิศทางการพัฒนาประเทศและความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต และนอกจากนั้นทุกภาคธุรกิจ ยังคงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งมีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำ ส่วนปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) นั้น มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอันดับในทิศทางดีขึ้นเล็กน้อย แต่คะแนนและอันดับขีดความสามารถโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ต่ำจึงต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นหลักได้แก่ ด้านการศึกษา การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม โครงสร้างด้านวิทยาศาสตร์ และโครงสร้างด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ในปี 2563 IMD ได้เพิ่มตัวชี้วัดใหม่ในการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งไทยควรให้ความสนใจเพื่อเตรียมพร้อมพัฒนาให้สอดรับกับอนาคต ได้แก่ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ดัชนีระดับความเป็นประชาธิปไตย (Democracy Index) และสัดส่วนของผู้ประกอบการใหม่ในระยะเริ่มต้นธุรกิจ (Total early-stage entrepreneurial activity) ด้วย

คุณธีรนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่อันดับของความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยมีการปรับตัวดีขึ้น 5 อันดับในปี 2562 แล้วกลับลดลง 4 อันดับในปีนี้ ได้แสดงให้เห็นว่าการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆได้อย่างทันการณ์นั้นยังคงเป็นความท้าทายของประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งไทยจำเป็นต้องมีกลไกในการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่ทำงานอย่างมีเอกภาพและมีความต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงอยากขอเสนอให้รัฐบาลกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในระดับต่าง ๆ อย่างชัดเจนขึ้น เช่น การรื้อฟื้นการทำงานของคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่ง ขันของประเทศ (กพข.) ซึ่งเป็นกลไกระดับชาติเพื่อให้ กพข.ทำหน้าที่ กำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ ประสานความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน อนุมัติแผนงานและจัดสรรทรัพยากร เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนและติดตามผลการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้สอดคล้องกับทิศทางและสถานการณ์ในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต ด้วย

ทั้งนี้ TMA ได้มีบทบาทในการทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศมาโดยตลอด โดยได้ดำเนินการโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Program (TCEP) มาตลอดระยะเวลา 12 ปี เพื่อเป็นกลไกในการระดมความเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ และประสานความร่วมมือของภาคเอกชนกับภาครัฐ โดยได้พยายามผลักดันให้เกิดแนวทางที่ชัดเจนในการทำแผนการพัฒนาและสร้างความสามารถขององค์กรต่าง ๆในการลงมือปฏิบัติเพื่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและของประเทศในระยะยาว โดยมี TMA Center for Competitiveness เป็นหน่วยงานหลักในการประสานและขับเคลื่อนโครงการฯ โดยเป้าหมายของ TMA ยังคงมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันทั้งในระดับประเทศ ระดับองค์กร และระดับบุคคล ภายใต้แนวคิดหลัก 3 ประการ คือ การส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการเพิ่มศักยภาพความเป็นผู้นำและบริหารจัดการ

“ตลอดช่วงที่ผ่านมา ไทยมักจะมีปัญหาในเรื่องความต่อเนื่องในการให้การสนับสนุนและดำเนินการในเรื่องนี้ในระดับประเทศ แต่สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเด็นนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เราจึงอยากเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในแง่มุมต่าง ๆ เช่นที่เคยดำเนินการมา โดยในวันที่ 7-8 กันยายน 2563 นี้ TMA และเครือข่ายองค์กรภาคเอกชน จะมีการจัดสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2020 ภายใต้หัวข้อ Restarting, Winning the Future โดยในปีนี้มีการนำเสนอจากวิทยากรผ่านรูปแบบการจัดสัมมนาเสมือนจริงทางระบบออนไลน์ ( Virtual Conference) โดยมีผู้มีบริหารที่มีบทบาทนำในการขับเคลื่อนร่วมแสดงความคิดเห็น รวมทั้งการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติที่ดี โดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาของประเทศไทยในโลกหลังวิกฤตโควิด19 ต่อไป” คุณธีรนันท์กล่าวทิ้งท้าย