ข่าวประชาสัมพันธ์เศรษฐกิจ/การเงิน

สตางค์โปร ยืนหนึ่ง ยอดนักลงทุนเพิ่มกว่า 10,000 เปอร์เซ็นต์ ดันโวลุ่มเทรดสูงสุดถึง 36 ล้านบาทต่อวัน

          สตางค์ คอร์ปฯ ผู้นำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลชี้ตลาดคริปโตในไทยยังไปได้ไกล คาดไตรมาสแรกปี 2563 จะมียอดบัญชีผู้ใช้ Satang Pro กว่า 250,000 บัญชี เดินหน้าสร้างระบบนิเวศและมาตรฐานของการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้เงินสกุลดิจิทัลได้รับการยอมรับสามารถนำไปใช้จ่ายแทนเงินสด และใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน อย่างแพร่หลาย ใน 1- 2 ปีข้างหน้า 
          หลัง BX ประกาศไม่ต่อใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นักลงทุนจำนวนมากใน BX ก็เกิดคำถามว่าแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อ กรณีนี้ ปรมินทร์ อินโสม ซีอีโอ สตางค์ คอร์ป เปิดเผยว่า การประกาศแบบฟ้าฝ่าของ BX นั้นทำให้นักลงทุนส่วนมากแตกตื่นและเทขายสินทรัพย์ดิจิทัล ในราคาถูกกว่าราคาตลาด เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่าคนส่วนมากยังไม่เข้าใจคริปโต เพราะถ้าหากมีความเข้าใจพื้นฐานในสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เพราะจริง ๆ แล้วลูกค้าสามารถโอนย้ายสินทรัพย์ดังกล่าวไปซื้อขายที่อื่นได้ เช่น Satang Pro 
          "ในช่วง 3 วันที่ผ่านมาหลัง BX ประกาศปิดกระดานเทรด มีผู้ใช้งานเข้ามาเปิดบัญชีกับ Satang Pro เพิ่มมากขึ้นถึงกว่า 10,000 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้น (Volume) ในกระดาน เทรดของสตางค์โปร เพิ่มสูงขึ้นถึง 36 ล้านบาทต่อวัน" (อ้างอิงจากเว็บไซต์ CoinMarketCap)
          "เป็นเรื่องดีที่ยังมีศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ อยู่ ทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการใช้บริการ ถ้าหากเราพูดถึง 3 ปีที่แล้ว มีแค่ BX เท่านั้นที่ให้บริการ ก่อนที่ Satang Pro จะเปิดตามมาหลังจากนั้น เพื่อทำให้ผู้ใช้งานมีทางเลือกมากขึ้น เพราะฉะนั้นหากถามว่าน่ากังวลไหม ผมต้องตอบว่า ในมุมมองของทางเลือกในการเทรด ไม่ได้น่ากังวล แต่ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องบอกว่าค่อนข้างน่ากังวล การปูความรู้ให้กับนักลงทุนในเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญมาก" 
          ปรมินทร์ กล่าวเสริมว่า "ตลาดนี้ ไม่เหมือนตลาดหุ้น เพราะฉะนั้นต้องทำความเข้าใจในธรรมชาติของสินทรัพย์ดิจิทัล ที่สามารถโอนข้ามไปมาระหว่างตลาดในไทย และตลาดโลกได้ รวมถึงการเข้าใจรูปแบบการใช้งานของแต่ละกระดานก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน โดยสตางค์เอง พยายามจัดการสอนเทรด และปูพื้นฐานความเข้าใจในสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่เรื่อย ๆ รวมถึงการสร้างมาตรฐานการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ดี ให้กับผู้ประกอบการอื่น ไม่ว่าจะเป็นการ ฝากถอนฟรี และได้เงินทันที การมีระบบความปลอดภัยระบบสารสนเทศมาตฐานระดับสากล ISO 27001:2013 และการที่มีงบการเงินที่ส่งภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อความโปร่งใส่ในการบริหาร รวมถึงการที่มีศูนย์บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง" 
          "รวมไปถึงความเสถียรของระบบเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับลูกค้า 3 วันที่ผ่านมาระบบของเรารองรับลูกค้าที่เพิ่มเข้ามาถึง 10,000 เปอร์เซ็นต์ ได้โดยที่เว็บไม่ล่ม เราสามารถเคลียร์ KYC ให้ผู้สมัครใหม่ได้เลยโดยไม่ค้าง 2-3 วัน" 
          "การที่ประเทศไทยมีกระดานเทรดมากกว่า 1 กระดานเป็นเรื่องดี นอกจากทำให้ลูกค้ามีทางเลือกแล้วจะทำให้เกิดการแข่งขันกันเพื่อทำให้อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ แต่แน่นอนครับการแข่งขันก็คงมีมากขึ้นระหว่างกระดานเทรด 2 กระดานที่มีอยู่ปัจจุบัน" 
          "ส่วนแนวโน้มตลาดคริปโตโลกในไตรมาส 3 นั้น ปัจจุบันมีหลายข่าวดี แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงราคาได้มาก ทุกคนต่างคาดหวังว่าราคาจะกลับมาอีกครั้งเหมือน ปี 2017 แต่ผมคาดว่า ในไตรมาส 3 เราอาจจะยังไม่ได้เห็นการกลับตัวแบบนั้น อย่างไรก็ตามหากมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ก็อาจจะส่งผลให้ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลพุ่งสูงขึ้นได้ ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนมากอิงราคาตลาดโลก เปรียบเสมือนทองคำที่มีมูลค่าใกล้เคียงกันทั่วโลก เพราะฉะนั้นหากถามถึงภาวะราคาที่ผันผวน ก็ต้องตอบว่า น่าจะตามสภาพเศรษฐกิจของโลกเป็นหลัก" 
          วิเคราะห์สถานการณ์การปิดตัวของ BX
          เหตุผลที่ BX ต้องการปิดนั้นคงมีด้วยกันหลาย ๆ สาเหตุ แต่สาเหตุหลัก ๆ ที่ชัดเจนที่สุดคงนี้ไม่พ้นเรื่อง Regulation ที่ผู้ใช้งานทุกคนในประเทศไทยต่างทราบดีกว่า ก.ล.ต. มีความเข้มงวดกับการประกอบธุรกิจประเภทนี้มาก เมื่อเทียบกับประเทศข้างเคียงหรือประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ในโลก ต้องบอกได้ว่า ก.ล.ต. ไทย เป็นผู้นำทางด้านนี้เลยก็ว่าได้ ไม่แพ้ ก.ล.ต. สหรัฐอเมริกา หรือ ญี่ปุ่นเลย โดยดูได้จากการที่มีกฎหมายครอบคลุมทั้งตลาดแรกและตลาดรอง ของสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นที่กฎหมายยังไม่ก้าวหน้าเท่าไทยด้วยซ้ำ 
          ยกตัวอย่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในมุมมองของลูกค้า แต่กลับเป็นภาระต่อผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทุนสำรอง เช่น ถ้าหากผู้ประกอบการมีสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าฝากไว้ใน Hot Wallet จะต้องมีเงินทุนในส่วนนี้รองรับ 5% นั้นหมายความว่า ถ้าหากมีคนฝากสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาฝากไว้กับผู้ให้บริการ มูลค่า 10,000 ล้านบาท เราจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการจะต้องมีเงินรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ใน Hot Wallet ดังกล่าวจำนวน 500 ล้านบาททันที โดยที่กฎหมายเองก็ห้ามผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล นำทรัพย์สินของลูกค้าไปทำการให้ยืมหรือกิจกรรมอื่น ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารที่สามารถนำเงินดังกล่าวมาปล่อยกู้ได้ จะเห็นได้ว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวนั้นดีมากสำหรับลูกค้า แต่ไม่ได้ทำให้ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างทันการ
          นอกจากนั้นล่าสุดการที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลจากต่างประเทศเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยได้นั้น ทำให้เห็นได้ว่าในอนาคตจะมีการแข่งขันอย่างดุเดือดแน่นอน เพราะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจากต่างประเทศนั้น ถือว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว นั้นหมายความว่าเขาเหล่านั้นมีเงินจำนวนมากที่จะใช้ในการทำการตลาด โดยนำกำไรจากการประกอบธุรกิจในประเทศอื่นที่มีกฎหมายควบคุมน้อยกว่า มาชดเชยงบการทำตลาดในประเทศไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการในไทยอย่างเช่น BX เองเล็งเห็นว่าโอกาสที่จะคลองลูกค้าเป็นอันดับหนึ่งนั้นเป็นไปได้ยากมาก 
          ด้วยสองเหตุผลดังกล่าวทำให้ข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ BX ประกาศเลิกกิจการทั้งที่มีกำไรจำนวนมาก ส่วนผู้ใช้งานเองปัจจุบันก็มีทางเลือกคือสามารถโอนสินทรัพย์ดิจิทัลใน BX ไปไว้ที่ Satang Pro (https://satang.pro) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลเหมือนกับ BX ได้ หรือทำการโอนไปเก็บไว้ใน Personal Wallet ได้ 
          "เชื่อว่าการสร้างระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย ต้องใช้เวลา และการประณีประนอมระหว่างผู้คุมกฎและผู้ประกอบการเพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และสร้างงานและรายได้ให้กับประเทศไทยได้ต่อไป" ซีอีโอ สตางค์ คอร์ป สรุป

          เกี่ยวกับ Satang Corporation
          เป็นผู้นำด้านการให้บริการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการใช้งานสกุลเงินดิจิทัล ในชีวิตประจำวันทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทฯ มีเครือข่ายด้านระบบความปลอดภัย (Security System) และนวัตกรรมทางการเงิน (Financial Innovation) อยู่ทั่วโลก จึงเป็นเรื่องง่ายที่ Satang Corp. จะสามารถดึงทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็น Knowledge, Know-how, Talent และ เทคโนโลยีใหม่ๆ จากพันธมิตรต่างๆ ที่อยู่ทั่วโลกเข้ามาให้คนไทยได้ใช้งาน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยขึ้นในทุกมิติของการเงินในชีวิต โดยเฉพาะการลงทุนและที่สำคัญ ที่สุด Satang Corp. อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ของ ก.ล.ต. จึงมั่นใจได้ในความโปร่งใส และปลอดภัยในธุรกรรมที่ทำกับ Satang Corp.