ข่าวประชาสัมพันธ์เศรษฐกิจ/การเงิน

THRE แจงการปรับมูลค่ายุติธรรม (TFRS9) ส่งผลขาดทุน แต่เบี้ยโต 12%

THRE แจงผลประกอบการไตรมาส 1/63 ขาดทุนสุทธิ 78 ล้านบาท หลัง mark to market ตามมาตรฐานทางบัญชีใหม่ TFRS 9 แต่เบี้ยประกันภัยต่อรับสุทธิยังเติบโตถึง 12% แตะ 984 ล้านบาท เหตุ COVID-19 กระตุ้นความต้องการซื้อประกันพุ่ง ล่าสุด Fitch คง rating A- แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อการขยายงานทั้งในและต่างประเทศในอนาคต    

นายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) (THRE) เปิดเผยภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2563 ว่า บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยต่อรับสุทธิ 984 ล้านบาท เติบโต 12% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามการเติบโตของกลุ่มประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและสุขภาพ (A&H) โดยเฉพาะภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญและหันมาสนใจซื้อเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทนได้ปรับลดลง    

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์แพร่ระบาดอย่างรุนแรงของเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวน รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งปรับตัวลดลงกว่า 29% เมื่อเทียบจากช่วงปลายปี 2562 รวมทั้งการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีฉบับใหม่ TFRS 9 ที่มีผลให้บริษัทฯ ต้องปรับมูลค่ายุติธรรมการลงทุนลงจำนวน 98 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับตัวลงของกองทุน REIT, Property Fund (PF) และ Infrastructure Fund (IF) ส่งผลให้รายได้จากการลงทุนสุทธิขาดทุนจำนวน 74 ล้านบาท ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไตรมาส 1 ปี 2563 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 78 ล้านบาท    

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THRE บอกเพิ่มเติมว่า สำหรับนโยบายการเลือกลงทุนในกองทุน REIT, PF และ IF นั้น บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเงินปันผลที่ค่อนข้างแน่นอนและอยู่ในระดับสูง โดยบริษัทฯ ได้เลือกลงทุนในกองทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีอัตราเงินปันผลรับเฉลี่ยต่อปีเฉลี่ย 6.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรมที่อยู่ราว 5.6%    

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทฯ ยังมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและแข็งแกร่ง โดยล่าสุดสถาบันจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินสากล Fitch Ratings ได้คงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทฯ ไว้ที่ A- หรืออยู่ในระดับ “แข็งแกร่ง” แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อการขยายงานทั้งในและต่างประเทศในอนาคต ซึ่งการจัดอันดับเครดิตดังกล่าวได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ไว้แล้ว    

“ในไตรมาสที่เหลือของปีนี้ เรายังคงเน้นการเติบโตด้าน อุบัติเหตุและสุขภาพ รวมทั้งกรมธรรรม์และการบริการใหม่ๆ เพื่อรองรับพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค เราเชื่อว่ายังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง และเรามีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ ส่วนการลงทุนจะยังคงสัดส่วนการลงทุนไว้เช่นเดิม ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าพอร์ตการลงทุนของเรามีการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมแล้ว” นายโอฬารกล่าว