ข่าวประชาสัมพันธ์Uncategorized

บลจ.กสิกรไทย ปันผล LTF 3 กองทุน กว่า 400 ล้านบาท เผยตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากปัจจัยภายนอก

นางสาวธิดาศิริศรีสมิต, CFAChief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน)บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่าบลจ.กสิกรไทย จ่ายปันผลกองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล (KDLTF) กองทุนเปิดเค โกรทหุ้นระยะยาวปันผล (KGLTF) และกองทุนเปิดเค70:30 หุ้นระยะยาวปันผล (K70LTF) สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่1 กันยายน 2562 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 โดยทั้งหมดจะจ่ายในอัตรา 0.14บาทต่อหน่วย และมีกำหนดจ่ายพร้อมกันในวันที่ 13 มีนาคม 2563 รวมมูลค่าทั้งสิ้น419.15 ล้านบาท

นางสาวธิดาศิริกล่าวต่อไปว่ากองทุน KDLTF,KGLTF และ K70LTF ทั้ง 3กองทุน มีนโยบายจ่ายปันผลปีละไม่เกิน 2 ครั้ง และมีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการกองทุนแบบเชิงรุก(Active Management Strategy) ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีชี้วัดซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับเงินปันผลระหว่างการลงทุนและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้ กองทุน LTF ภายใต้การบริหารจัดการของบลจ.กสิกรไทย ยังคงได้รับการดูแลจากทีมผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญในการคัดสรรหุ้นไทยศักยภาพดีควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้ลงทุนจึงวางใจได้ว่ากองทุน LTF ของกสิกรไทย จะยังคงได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม

“สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยกดดันในหลายประเด็นทั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงไทย อีกทั้งประเด็นล่าสุดจากการที่ OPECและกลุ่มพันธมิตร ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่องการลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมอีก1.5 ล้านบาร์เรลจากการประชุมในวันที่ 6 มี.ค. 63 ที่ผ่านมา ประกอบกับซาอุดิอาระเบียประกาศลดราคาขายน้ำมันดิบของตนเองลงอีก6-8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งมีท่าทีเพิ่มกำลังการผลิตหลังข้อตกลงสิ้นสุดในช่วงสิ้นเดือนมี.ค.63 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับลดลงรุนแรงจากก่อนการประชุมอยู่ที่ระดับ50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ลงมาแตะระดับต่ำสุดที่ 31.2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 9 มี.ค.63 ซึ่งลดลงถึง 37% ทำให้ส่งผลลบต่อราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี รวมถึงกดดันดัชนีราคาหุ้นให้ปรับลดลงแรงตาม”นางสาวธิดาศิริกล่าว

นางสาวธิดาศิริกล่าวเพิ่มเติมว่าบลจ.กสิกรไทย ประเมินว่าหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สามารถควบคุมได้ภายใน2-3 เดือนข้างหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563จากมาตรการกระตุ้นการบริโภค และการท่องเที่ยวของภาครัฐที่จะทยอยประกาศออกมาใช้รวมทั้งเม็ดเงินลงทุน และการเบิกจ่ายงบประมาณจากภาครัฐที่คาดว่าจะเริ่มเห็นในเดือนเม.ย.63 ประกอบกับสภาพคล่องที่มีอยู่ในระดับสูงจากการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างไรก็ตาม จากการที่ราคาน้ำมันมีการปรับลดลงแรง บลจ.กสิกรไทย จึงอยู่ระหว่างพิจารณาปรับตัวเลขคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนจากเดิมที่เคยคาดไว้4% อาจจะติดลบได้ เนื่องจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมีน้ำหนักสูงถึงเกือบ 16%ของตลาด (ไม่รวมกลุ่มสาธารณูปโภค) ที่ถึงแม้ว่าไทยจะได้ประโยชน์จากระดับราคาน้ำมันที่ต่ำเนื่องจากมีการนำเข้าพลังงานสุทธิเกือบ 8 แสนล้านบาท แต่การปรับลดลงของราคาน้ำมันทำให้หุ้นEnergy Sensitive มีการปรับลดลงตาม รวมถึงผลกระทบในเชิงจิตวิทยาของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกด้วยทั้งนี้ สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงและยังคงต้องจับตาต่อไป

สำหรับผู้ลงทุนที่ถือหน่วยลงทุนของกองทุนLTF จนครบกำหนดตามเงื่อนไขทางภาษีของกรมสรรพากรและยังคงต้องการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีศักยภาพสูง แนะนำว่ายังสามารถถือหน่วยลงทุนต่อไปได้ เพื่อโอกาสทำกำไรในระยะยาว