ข่าวประชาสัมพันธ์เศรษฐกิจ/การเงิน

PPPM เปิดผลเจ้าหนี้หุ้นกู้ 95% โหวต TLUXE205A ผ่านฉลุย อนุมัติไถ่ถอนก่อนกำหนด 15% ที่เหลือขอยืดหนี้ 1 ปี ย้ำให้ความสำคัญจัดการกระแสเงินสด-ลดต้นทุนดันยอดขายโต 20%


PPPM ย้ำให้ความสำคัญการชำระคืนหนี้หุ้นกู้ ควบคู่บริหารจัดการกระแสเงินสดพร้อมเปิด    แผนบริหารจัดการหนี้หุ้นกู้ที่เหลือ ขอไถ่ถอนก่อนกำหนด 15-20% สำหรับหุ้นกู้ชุด TLUXE205A และ TLUXE198A และที่เหลือขอยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไป 1 ปี ล่าสุดที่ประชุมเจ้าหนี้หุ้นกู้ ลงมติด้วยคะแนนเสียง 95% โหวตให้ TLUXE205A ผ่านฉลุย


นายวรุณ อัตถากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) หรือ PPPM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการชำระคืนหนี้หุ้นกู้ ควบคู่ไปพร้อมกับการให้ความสำคัญการบริหารจัดการกระแสเงินสด ดังนั้นทางฝ่ายบริหารได้กำหนดแนวทางในการจัดการหุ้นกู้ที่เหลืออยู่ 3 รุ่น โดยการขอชำระไถ่ถอนก่อนกำหนดบางส่วน และที่เหลือจะขอยืดระยะเวลาในการชำระออกไป 1 ปี


ในระหว่างนั้นบริษัทฯ จะดำเนินการขายเงินลงทุนในหลักทรัพย์คาดว่าจะได้รับเงินในส่วนนี้ประมาณ 60 ล้านบาท และที่ดินจำนวน 4 แปลง ในจังหวัดสมุทรสาครและสุราษฎร์ธานี มูลค่ารวม 271.29 ล้านบาท


ล่าสุดที่ประชุมเจ้าหนี้หุ้นกู้ TLUXE205A มีมติอนุมัติด้วยคะแนนเสียง 95.3935% ให้ไถ่ถอนก่อนกำหนด เป็นจำนวน 30 ล้านบาท หรือ 15% ของมูลค่าหุ้นกู้ 200 ล้านบาท และยืดระยะเวลาในการไถ่ถอนหุ้นกู้ในส่วนที่เหลือออกไปเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือนับจากวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 เป็น 8 พฤษภาคม 2564


ขณะที่หุ้นกู้รุ่น TLUXE198A จะเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาให้ไถ่ถอนก่อนกำหนดจำนวน 63.90 ล้านบาท หรือ 20% ของมูลค่าหุ้นกู้ 319.50 ล้านบาท และยืดระยะเวลาในการไถ่ถอนหุ้นกู้ในส่วนที่เหลือออกไปเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็น 2 กรกฎาคม 2564  สำหรับหุ้นกู้รุ่น PPPM213A มูลค่า 207.60 ล้านบาท จะนำเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้หุ้นกู้พิจารณาอนุมัติยกเว้นเงื่อนไขการดำรงสัดส่วนหนี้สินต่อหุ้น  โดยครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 18 มีนาคม 2564


“ภารกิจหลักของผมเมื่อเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอให้กับ PPPM เมื่อช่วงปลายปี 2562 คือ การทำกำไรและการบริหารกระแสเงินสด เพื่อจ่ายคืนหนี้หุ้นกู้ โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก รวมถึงกำหนดแผนลดต้นทุนค่าวัตถุดิบ ค่าบริหารจัดการ และในจังหวะค่าเงินบาทแข็ง ส่งผลให้ต้นทุนในการนำเข้าวัตถุดิบลดลง ทำให้มีความเชื่อมั่นว่ายอดขายในปี 2563 น่าจะเติบโตได้ในอัตรา 20%”