ข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจ

เทคโนโลยีอัจฉริยะ กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2030

          รายงานล่าสุด โดยอมาเดอุส ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (พาต้า) เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและการยกระดับบริการในสนามบินของประเทศไทย
27 สิงหาคม 2562, กรุงเทพฯ – รายงานฉบับใหม่โดย อมาเดอุส บริษัทเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (พาต้า) ระบุ ประเทศไทยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวให้มีความชาญฉลาดยิ่งขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตด้านรายได้ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทศวรรษหน้า 
          แม้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 6 ในปี 2561 แต่รายงาน "ประเทศไทยสู่ปี 2030: จับกระแสอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" เผยว่า ความสามารถในการรองรับจำนวนผู้โดยสารของสนามบินต่างๆ ในประเทศกำลังจะถึงเพดานสูงสุด ในขณะที่จุดหมายปลายทางยอดนิยมเริ่มได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากเกินไป (Overtourism) ซึ่งสองปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน 
          รายงานได้นำเสนอ 4 ประเด็นหลักที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญในทศวรรษหน้า ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของสนามบิน การพัฒนาระบบการเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานและเมือง การผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพเครือข่ายการคมนาคมในเขตเมือง และการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง ซึ่งล้วนต้องอาศัยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะไปประยุกต์ใช้
          เพิ่มขีดความสามารถของสนามบินในการรองรับนักท่องเที่ยว โดยการพัฒนาระบบการจัดการผู้โดยสาร ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนประเทศไทยถึง 38.27 ล้านคน และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2562 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้คนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม รายงาน "ประเทศไทยสู่ปี 2030: จับกระแสอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" เน้นย้ำว่า นอกเหนือจากการขยายอาคารสนามบินที่ได้วางแผนไว้แล้วนั้น ท่าอากาศยานของประเทศไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเคลื่อนย้ายผู้โดยสารภายในอาคารสนามบิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยาน ตลอดจนสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในทศวรรษหน้าอีกด้วย
          ดร.มาริโอ ฮาร์ดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พาต้า กล่าวว่า "หากการท่องเที่ยวยังคงเติบโตต่อเนื่องในอัตราเท่ากับปัจจุบัน สนามบินในประเทศไทยจะถูกใช้งานเต็มความจุเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ การขยายอาคารสนามบินอาจเข้ามาช่วยลดปัญหานี้ได้บางส่วน แต่เทคโนโลยีอัจฉริยะจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มศักยภาพในการรองรับจำนวนผู้โดยสารของท่าอากาศยานในประเทศไทยได้ในอนาคต"
          รายงานแนะนำว่า ระบบการเช็คอินด้วยตนเองผ่านคีออส เครื่องดร็อปกระเป๋าอัตโนมัติ และการยืนยันตัวตนผ่านระบบไบโอเมตทริกซ์ เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายผู้โดยสาร และสำหรับสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ควรพิจารณาเปิดให้บริการเช็คอินและดร็อปสัมภาระนอกสนามบิน ซึ่งเป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีคลาวด์เข้ามาอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเช็คอิน รวมถึงดร็อปกระเป๋า นอกอาคารผู้โดยสารได้อีกด้วย
          ขยายการเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานสู่เมือง เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ MICE 
          รายงานระบุเพิ่มเติมว่า 2 เซ็กเม็นต์ที่น่าจับตา ได้แก่ ธุรกิจ MICE (อุตสาหกรรมการจัดประชุมสัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ) และนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เกี่ยวข้องกัน คือกลุ่ม "bleisure" หรือผู้ที่เดินทางมาเพื่อธุรกิจแล้วอยู่ท่องเที่ยวพักผ่อนต่อ โดยตลาดทั้งสองนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ในการสร้างรายได้ที่หลากหลายยิ่งขึ้นในทศวรรษหน้า
          นอกเหนือไปจากการเชื่อมต่อระบบรางระหว่างสนามบินกับศูนย์ประชุมโดยตรง เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม MICE ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เช่น ขอนแก่น พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และเชียงรายแล้ว รายงานยังแนะนำว่าในผู้ประกอบธุรกิจ MICE ในพื้นที่เหล่านี้ควรจัดตารางเวลารถไฟและเที่ยวบิน ให้สอดคล้องกับเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการประชุม เพื่อกระตุ้นการเติบโตของตลาด bleisure ด้วยเช่นกัน
          หนึ่งในผู้เขียนรายงาน นายไซมอน เอครอยด์ รองประธานกรรมการ ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ อมาเดอุส เน้นย้ำว่า พื้นที่จุดหมายปลายทางของตลาด MICE ในประเทศไทย ต้องมีเทคโนโลยีที่จะสามารถสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ไร้รอยต่อ เพื่อให้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ
          "ในอนาคตอันใกล้นี้ จุดหมายปลายทางยอดนิยมในกลุ่ม MICE ในภูมิภาคจะหันมาแข่งขันกันที่ความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทาง ดังนั้น เมืองเหล่านี้จึงจำเป็นต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยมอบความสะดวกสบายให้นักท่องเที่ยว เช่น บริการเช็คอินและดร็อปกระเป๋า ณ สถานที่จัดประชุม ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีที่นำมาใช้ยังต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะจุดหมายปลายทางในตลาด MICE ข้างต้นไม่ได้แข่งขันกับเพียงจังหวัดอื่นๆ ในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคอีกด้วย" นายไซมอน กล่าว
          ผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับระบบขนส่งในเขตเมือง
          การสัญจรอัจฉริยะ (Smart Mobility) หรือโซลูชันที่เชื่อมต่อข้อมูลและเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการเคลื่อนที่ของประชากรรอบๆ เมือง เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในรายงาน "ประเทศไทยสู่ปี 2030: จับกระแสอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" โดยโซลูชันนี้จะเข้ามาช่วยลดความแออัดและมลภาวะในเขตเมืองของประเทศไทย และทำให้เมืองน่าดึงดูดยิ่งขึ้นในทั้งสายตาของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน
          "Smart Mobility ในประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูงมากในการปรับปรุงการเดินทางในเขตเมืองได้" นายไซมอน เอครอยด์ อมาเดอุส กล่าว "การใช้ข้อมูลการขนส่งในการจัดการระบบการจราจรแบบเรียลไทม์ เช่น สัญญาณไฟจราจร หรือจัดการบริการด้านเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เช่น รถรับส่ง Grab และ Get เป็นเพียง 2 แนวทางเด่นๆ ในการประยุกต์ใช้โซลูชันนี้ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่แข็งแกร่ง"
รายงานชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือ ภาครัฐของประเทศไทยยังไม่ทราบว่าจะร่วมมือกับบริษัทใด ในขณะที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทขนาดเล็ก ธุรกิจสตาร์ทอัพ และนักลงทุนต่างประเทศเองก็มักไม่ทราบว่าจะร่วมมือในลักษณะใด ดังนั้น ที่ปรึกษาฝ่ายที่สามอาจมีความสำคัญในการนำผู้เล่นจากทั้งสองภาคส่วนมาพบกัน
          ดีป้ามองว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนถือเป็นหนึ่งอุปสรรคของประเทศไทย และแนะนำว่าจังหวัดควรจัดตั้ง "บริษัทพัฒนาเมือง" ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนในอนาคต เพื่อให้สามารถระดมทุนได้เพียงพอ และวางแนวทางการร่วมมือพันธมิตรที่เป็นมาตรฐานชัดเจน 
          "ทุกวันนี้ เราได้สัมผัสกับสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับ Smart Mobility แค่เพียงผิวเผินเท่านั้น หลายๆ จังหวัดจำเป็นต้องพัฒนาตามโมเดล บริษัทพัฒนาเมือง ซึ่งนำร่องโดยจังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และขอนแก่น เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นและวางแผนการดำเนินงานในระยะยาว" นายประชา อัศวธีระ รองประธานสำนักงานเขตภาคใต้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าว
          ลดผลกระทบด้านลบของการท่องเที่ยว เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
          ประเด็นสุดท้ายที่ระบุไว้ในรายงานคือ ความสำคัญของการวางมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยจากความเสี่ยงของปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง
          อมาเดอุส ดีป้า และ พาต้า มองว่า หากประเทศไทยต้องการจะบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต คณะทำงานด้านการท่องเที่ยว หน่วยงานท้องถิ่น และธุรกิจบริการ ควรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ (Real-time Analysis) และการวางโมเดลด้วยเทคนิคการทำนายข้อมูล (Predictive Modeling) แต่เช่นเดียวกับ Smart Mobility การใช้เทคโนโลยีข้างต้นยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นในประเทศไทย
          "เรามีข้อมูลด้านการท่องเที่ยวอยู่ แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยยังไม่ได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการบริหารจัดการในช่วงฤดูท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีวิเคราะห์และใช้ข้อมูลจึงมีความสำคัญพอๆ กับการเข้าถึงแหล่งข้อมูล หากนำมาใช้อย่างเป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่เพียงช่วยในการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังช่วยในการวางแผนอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาตั๋ว ไปจนถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายการท่องเที่ยวระยะยาว" ดร.มาริโอ ฮาร์ดี พาต้า กล่าว
          ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และดาวน์โหลดรายงาน "ประเทศไทยสู่ปี 2030: จับกระแสอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" ฉบับเต็มได้ที่ https://amadeus.com/en/insights/research-report/thailand-towards-2030. 

          เกี่ยวกับอมาเดอุส
          การเดินทางสร้างความก้าวหน้า อมาเดอุสขับเคลื่อนการเดินทาง อมาเดอุส เป็นผู้นำในการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการเดินทางแบบครบวงจร บริการของอมาเดอุสช่วยเชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับรูปแบบการเดินทางที่ต้องการ ผ่านผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว ทั้งตัวแทนธุรกิจท่องบเที่ยว โปรแกรมค้นหาในอินเตอร์เน็ต บริษัททัวร์ สายการบิน สนามบิน โรงแรม ผู้ประกอบการรถเช่า และรถไฟ
          อมาเดอุสได้พัฒนาเทคโนโลยีของเราเองเพื่ออุตสาหกรรมการเดินทางมาตลอด 30 ปี เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับวิธีการเดินทางของผู้คน แล้วผนวกเข้ากับศักยภาพในการออกแบบและนำเสนอบริการที่ซับซ้อนที่สุด น่าเชื่อถือที่สุด และจำเป็นที่สุดที่ลูกค้าต้องการ ในแต่ละปีเราเชื่อมโยงผู้คนกว่า 1,600 ล้านคนทั่วโลกเข้ากับผู้ให้บริการด้านการเดินทางใน 190 ประเทศทั่วโลก
          อมาเดอุสเป็นบริษัทเดียว มีพนักงานที่มีคุณภาพกว่า 17,000 คนจากสำนักงาน 70 แห่งทั่วโลก เรามีเป้าหมายเดียวกันในระดับสากล และมีสำนักงานในท้องถิ่นเพื่อให้บริการลูกค้าได้ทุกที่
          เป้าหมายของเราคือการวางอนาคตด้านการเดินทาง ด้วยความมุ่งมั่นในการแสวงหาเทคโนโลยีที่ดีกว่าเดิมเพื่อการเดินทางที่ดียิ่งขึ้น
          อมาเดอุสจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสเปน โดยใช้ตัวย่อ "AMS.MC" และเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีชี้วัด IBEX 35
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทอมาเดอุสได้ที่ www.amadeus.com 
          
          เกี่ยวกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) 
          สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) หรือ ดีป้า จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560ให้ไว้ ณ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560 ปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศ ตามมาตรา 34 และให้มีคณะกรรมการกำกับสำนักงานฯคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ทำหน้าที่กำกับและติดตามการดำเนินงานของสำนักงานฯ
วิสัยทัศน์: องค์กรแถวหน้าในการส่งเสริมและนำไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
          ภารกิจตามกฎหมาย
          จัดทำแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมฯ นโยบาย ดัชนี รายงานสถานการณ์ และติดตามความก้าวหน้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ลงทุน ร่วมมือกับบุคคลอื่นหรือประกอบกิจการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหรือนวัตกรรมดิจิทัล พัฒนาการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรม และชุมชน สังคมและท้องถิ่น  พัฒนากำลังคนและบุคลากรด้านอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหรือกฎระเบียบ หรือมาตรการเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เกี่ยวกับสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (พาต้า) สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Pacific Asia Travel Association - PATA) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1951 เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาในด้านการเดินทางและท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก PATA ช่วยให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย จัดทำการวิจัยเชิงลึก และกิจกรรมริเริ่มสร้างสรรค์ต่างๆ แก่สมาชิกกว่า 800 องค์กร รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการท่องเที่ยว 95 หน่วยงาน สายการบินระหว่างประเทศ 20 สายการบิน องค์กรในภาคธุรกิจให้บริการและต้อนรับ 102 องค์กร และสถาบันการศึกษา 70 แห่ง รวมทั้งสมาชิกรุ่นเยาว์ (Young Tourism Professional - YTP) กว่าร้อยคนจากทั่วโลก เครือข่ายสมาชิกของ PATA ยังรวมถึง PATA Chapters and Student Chapters ซึ่งเป็นผู้จัดโปรแกรมฝึกอบรมเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวและอีเวนต์เพื่อการพัฒนาธุรกิจทั่วโลกมากมาย บุคคลากรมืออาชีพในธุรกิจท่องเที่ยวหลายพันคนเป็นสมาชิกของ PATA Chapters ใน 35 สาขาทั่วโลก ขณะที่นักเรียนหลายร้อยคนเป็นสมาชิกของ PATA Student Chapters ใน 22 สาขาทั่วโลก แพล็ตฟอร์มของ PATA ที่เรียกว่า PATAmPOWER ให้บริการข้อมูลที่ไม่มีใครสู้ได้ รวมทั้งการคาดการณ์และข้อมูลเชิงลึกแก่สมาชิกผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือได้ทุกที่ทั่วโลก สำนักงานใหญ่ของ PATA ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานตัวแทนอย่างเป็นทางการในเมืองปักกิ่งและลอนดอน ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PATA ได้ที่ www.PATA.org