ข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจ

ทีเส็บ เปิดแผนปี 64 รับธุรกิจยุค New Normal ชูแนวคิด ไมซ์วิถีใหม่ เติบโตอย่างยั่งยืน

ทีเส็บเปิดแผนปี 2564 ดึงอุตสาหกรรมไมซ์ฝ่าวิกฤตพร้อมเสริมรากฐานความยั่งยืนภายใต้แนวคิด “ไมซ์วิถีใหม่ เติบโตอย่างยั่งยืน” ด้วย 4 แนวทางหลัก มุ่งกระตุ้นตลาดในประเทศ ขับเคลื่อนไมซ์ด้วยนวัตกรรม มุ่งชิงงานนานาชาติ พร้อมพัฒนาระบบนิเวศไมซ์ไทย ตั้งเป้าดึงนักเดินทางไมซ์ 10.4 ล้านคน สร้างรายได้ 64,000 ล้านบาท

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานปี 2564 ได้นำปัจจัยโควิด-19 และผลกระทบต่างๆ มาเป็นประเด็นสำคัญ จนนำมาสู่แนวทางหลักที่ทีเส็บต้องการให้ผู้ประกอบการสามารถพลิกฟื้นธุรกิจได้ ขณะเดียวกันก็ต้องการใช้เป็นโอกาสที่จะยกระดับมาตรฐานไมซ์ของไทยให้โดดเด่นขึ้นหลังเหตุการณ์การระบาด

“ในช่วงไตรมาสที่สามเมื่อเริ่มผ่อนคลาย อุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศก็เริ่มคึกคักเพราะเรามีมาตรการกระตุ้นการจัดงาน และผู้จัดงานก็มีความพร้อม ฉะนั้นตลาดในประเทศจึงยังมีศักยภาพที่ดี ในขณะเดียวกันเราพบว่างานที่จัดนั้นมีผู้เข้าร่วมแบบออนไลน์ 55.4% หรือ จำนวน 375,094 คน และออฟไลน์ 44.6% หรือ จำนวน 302,312 คน แสดงว่าการที่ทีเส็บนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดงาน นับว่าได้ผลดี”

จากสภาพการณ์ดังกล่าวกับความไม่แน่นอนของผลกระทบจากโควิด-19 ทีเส็บจึงวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในปีงบประมาณ 2564 ด้วยแนวคิด “ไมซ์วิถีใหม่ เติบโตอย่างยั่งยืน” มุ่งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ และสร้างความเข้มแข็งจากภายในผ่าน 4 แนวทางหลัก คือ การกระตุ้นตลาดในประเทศ การดึงงานนานาชาติ การขับเคลื่อนไมซ์ด้วยนวัตกรรม และการพัฒนาระบบนิเวศไมซ์ไทย เพื่อส่งเสริมและสร้างโอกาสในการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมไมซ์ไทยกลับมาให้ได้เร็วที่สุด”

นายจิรุตถ์ กล่าวว่า การกระตุ้นตลาดในประเทศ จะมุ่งเน้นกระจายงานสู่ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยทำงานร่วมกับภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และชาวบ้าน พร้อมกับยกระดับการจัดงานไมซ์ในภูมิภาคให้เป็นงานระดับประเทศ โดยใช้องค์ประกอบต่างๆ ของชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นอัตลักษณ์จุดขายของจุดหมายปลายทาง

ทีเส็บ เร่งกระตุ้นการจัดงานในประเทศทั่วไทย ให้มีการเดินทางโดยเร็วที่สุดภายในไตรมาสแรกปี 2564 (ตุลาคม – ธันวาคม 2563) ซึ่งแพ็กเกจสนับสนุนหลักในการกระตุ้นการจัดงานไมซ์ในประเทศ คือ การสานต่อ “ประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า” อัดฉีดงบประมาณเพิ่มเติมอีก 10 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐและเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระจายรายได้ไปยังชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ผ่านการจัดประชุมสัมมนาในประเทศ โดยสนับสนุนงบประมาณให้แก่องค์กร บริษัท และผู้ประกอบการไมซ์ที่มีแผนจะจัดประชุม (Meetings) การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (Incentives) งานสัมมนา (Seminars) การอบรม (Training) กิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) กิจกรรมพนักงานสัมพันธ์ (Outing) หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ใช้สถานที่ในประเทศภายในเดือนธันวาคมนี้ ขณะเดียวกัน ทีเส็บพร้อมขับเคลื่อนงานแสดงสินค้าในประเทศควบคู่กันไป ผ่านโครงการบูรณาการร่วมมือภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐเอกชน หรือที่เรียกว่า “Empower Thailand Exhibition (EMTEX)” ตลอดปี 2564

ด้านการเตรียมดึงงานนานาชาติ ทีเส็บมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ผ่านเวทีการจัดงานแสดงสินค้าเจาะรายอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากการจัดทำแผนแม่บทงานแสดงสินค้านานาชาติ ภายใต้แคมเปญ “ไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนต์” เป็นกลยุทธ์ขับเคลื่อน และส่งเสริมงานแสดงสินค้านานาชาติในกลุ่มโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน (Logistic & Infrastructure) ตอบโจทย์แนวทางโครงการแผนพัฒนาประเทศระดับมหภาคของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐและเอกชนสร้างงานใหม่ ขยายงานเดิม กระจายงานสู่ภูมิภาค และประมูลสิทธิ์การจัดงานระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

นอกจากนี้ ทีเส็บเตรียมเปิดตัวแนวคิด “เฟสติวัล อีโคโนมี” การสร้างมรดกทางเศรษฐกิจด้วยการจัดงานเทศกาล โดยส่งเสริมการจัดงานเทศกาลกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค เพื่อสร้างมูลค่าและการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้กับพื้นที่และจังหวัดต่างๆ พร้อมเตรียมแผนการเจาะดึงงานไมซ์ในตลาดต่างประเทศผ่านตัวแทนการตลาดใน 7 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อังกฤษ ยุโรป และอเมริกาเหนือ

ส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ทีเส็บจะมีมาตรการช่วยเหลือ สนับสนุน และฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ โดยเฉพาะการพัฒนาการจัดงานรูปแบบออนไลน์ (Online) และรูปแบบผสมผสาน (Hybrid) โดยในไตรมาสแรกนี้ ทีเส็บเตรียมสนับสนุนการใช้ Virtual Meeting Space (VMS) แพลทฟอร์ม หรือ การส่งเสริมการจัดประชุมและงานแสดงสินค้าออนไลน์ ประกอบด้วยการจัดแสดงสินค้าผ่านระบบออนไลน์ (Offline to Online – O2O) และการประชุมสัมมนาเสมือนจริงผ่านระบบออนไลน์ (Webinar) รวมจำนวน 8 งาน ได้แก่ Thailand Dive Expo (TDEX) งานมหกรรมดำน้ำ, Intercare Asia 2020 งานแสดงสินค้าเทคโนโลยี นวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ, Coffee and Bakery Fair 2020 งานแสดงสินค้ากาแฟ และเบเกอรี่, Khon Kaen International Motor Expo งานขอนแก่นมอเตอร์โชว์, Chiang Mai Design Week เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่, Global Running Summit การประชุมงานวิ่งมาราธอนระดับโลก, ISURA 2020 Bangkok การประชุมวิชาการทางการแพทย์ด้านวิสัญญี, และ AHC 2020 การประชุมวิชาการพืชสวนแห่งเอเซีย

ด้านการพัฒนาระบบนิเวศไมซ์ไทย ทีเส็บวางแผนจัดตั้งศูนย์ประสานการอำนวยความสะดวกธุรกิจไมซ์ (One-Stop Service Center for MICE) เพื่อให้บริการข้อมูลและคำปรึกษาในการจัดงานเชื่อมโยงธุรกิจครบวงจรด้วยระบบดิจิทัล บูรณาการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบและมาตรการส่งเสริมธุรกิจไมซ์ รวมทั้งการประสานงานให้บริการจัดงานไมซ์ให้กับหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาการให้บริการไมซ์เลน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักเดินทางไมซ์ที่เข้ามายังประเทศไทยทั้งในเรื่องของพิธีการตรวจคนเข้าเมือง บริการ Fast Track, Visa on Arrival และการดูแลด้านสุขอนามัย

สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 ประเทศไทยมีนักเดินทางไมซ์รวมทั้งสิ้น 10,456,899 คน สร้างรายได้ 61,317 ล้านบาท โดยเป็นนักเดินทางไมซ์ต่างชาติ 500,090 คน สร้างรายได้ 29,819 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มประชุมองค์กรจำนวน 149,638 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำรายได้สูงสุด 9,414 ล้านบาท ตามมาด้วยกลุ่มประชุมวิชาชีพจำนวน 139,639 คน รายได้ 8,317 ล้านบาท กลุ่มการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลจำนวน 122,102 คน รายได้ 5,624 ล้านบาท และกลุ่มงานแสดงสินค้าจำนวน 88,711 คน รายได้ 6,464 ล้านบาท

ด้านนักเดินทางไมซ์ในประเทศ มีจำนวนรวม 9,956,809 คน สร้างรายได้ 31,498 ล้านบาท มีกลุ่มงานแสดงสินค้าเป็นตลาดใหญ่ที่สุดจำนวน 7,900,843 คน สร้างรายได้ 26,452 ล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มประชุมวิชาชีพจำนวน 1,350,609 คน รายได้ 3,016 ล้านบาท กลุ่มประชุมองค์กรจำนวน 604,246 คน รายได้ 1,501 ล้านบาท และกลุ่มการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลจำนวน 101,111 คน ทำรายได้ 529 ล้านบาท

“ในปีงบประมาณ 2564 คาดว่าอุตสาหกรรมไมซ์จะเติบโตประมาณ 3.5% โดยไตรมาสแรกภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้มีจำนวนงานที่ทีเส็บให้การสนับสนุนแล้วประมาณ 70 งาน นับว่าอุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งภาคีทุกฝ่ายทั้งรัฐและเอกชนมีความร่วมมือกันอย่างดีเยี่ยม” นายจิรุตถ์ กล่าวทิ้งท้าย