“อวตาร” ทำลายสถิติหนังเทศ ทำรายได้สูงสุดในเมืองไทย

          ณ เวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จักภาพยนตร์เรื่อง “อวตาร” ผลงานเรื่องล่าสุดของ “เจมส์ คาเมรอน” ที่เคยสร้างชื่อเสียงจากภาพยนตร์รักก้องโลก “ไททานิก” เมื่อ 12 ปีที่แล้ว เมื่อเขาหวนคืนกลับมาประกาศความยิ่งใหญ่อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 เป็นต้นมา 

          “อวตาร” ทำรายได้อย่างท่วมท้นมหาศาลด้วยการกวาดเงินไป 263.9 ล้านบาท (นับถึงวันที่ 24 มกราคม 2553 และรายได้ยังไม่จบโปรแกรม) ทำลายสถิติรายได้สูงสุดตลอดกาล 213.6 ล้านบาทที่ “ไททานิก” เคยทำไว้ในปี 2541 นับเป็นปรากฎการณ์มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ “ไททานิก” ครองแชมป์มาอย่างยาวนาน 12 ปี โดยไม่มีใครโค่นได้เลย 
          รายได้เฉพาะกรุงเทพฯ อวตารกวาดไป 225.6 ล้านบาท, เชียงใหม่ 11.4 ล้านบาท, ชลบุรี 3.9 ล้านบาท , ขอนแก่น 3.1 ล้านบาท, ภูเก็ต 1.8 ล้านบาท, นครราชสีมา 1.7 แสนบาท, อุดร 1.2 แสนบาท และรายได้จากจังหวัดอื่นๆอีก 17.7 ล้านบาท รวมเป็นรายได้สุทธิจากทั่วประเทศ 263.9 ล้านบาท
          “อวตาร” ยังสร้างสถิติใหม่ในรูปแบบภาพยนตร์ 3 มิติ เมื่อทำลายสถิติรายได้จากโรงไอแม็กซ์โรงเดียวทะลุ 21 ล้านบาท และโรงดิจิตอล 3 มิติมากกว่า 90 ล้านบาท

          หลังจากที่ “อวตาร” เข้าฉาย ได้เกิดปรากฎการณ์ “อวตารฟีเวอร์” ด้วยการเป็นหนังที่สร้างกระแสการบอกต่อ และ ปรากฏการณ์ดูซ้ำ คิวการจองตั๋วยาวเหยียดหน้าโรงภาพยนตร์ พลังดึงดูดให้ครอบครัวอุ้มลูกจูงหลาน, คนในวัยทำงานพาพ่อแม่สูงวัยมาดูหนังเรื่องนี้, คนจากต่างจังหวัดตีรถเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือ จังหวัดใกล้เคียงที่มีโรงหนังที่ฉาย “อวตาร” ในรูปแบบ 3 มิติ 
          หรือแม้แต่ภาพคนเข้าคิวซื้อตั๋วที่ยาวเหยียดเป็นร้อยคิวหน้าโรงไอแม็กซ์ ที่เต็มทุกรอบ โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ หากมาซื้อตั๋วหน้าโรงโดยไม่จองล่วงหน้า ณ เวลาบ่าย 2 ผู้ชมจำเป็นต้องรอไปดูรอบสี่ทุ่ม เพราะรอบก่อนหน้านั้นที่นั่งเต็มหมด รวมถึงการต้องเพิ่มรอบฉายตี 1 ในคืนวันเสาร์
          ปรากฏการณ์การครองรายได้อันดับหนึ่งตลอด 6 สัปดาห์ที่เข้าฉาย และหนังยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ 2 รางวัลใหญ่ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ (ดราม่า)ยอดเยี่ยม และ ผู้กำกับฯยอดเยี่ยม ส่งผลให้ “อวตาร” กลายเป็นหนังที่ทำลายสถิติทั้งยอดรายได้ คำวิจารณ์ และรางวัลเกียรติยศจากสถาบันรางวัลใหญ่ระดับโลก
          เมื่อจัดอันดับหนังเทศทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในเมืองไทย “อวตาร” จึงอยู่ในอันดับ 1 อย่างสมภาคภูมิ ด้วยรายได้ 263.9 ล้านบาท (ยังไม่จบโปรแกรม) , อันดับ 2 คือ 2012 (230 ล้านบาท*), อันดับ 3 คือ ไททานิก (213.65 ล้านบาท), อันดับ 4 คือ Transformers 2 (201.6 ล้านบาท), อันดับ 5 คือ Harry Potter and the Goblet of Fire (190.86 ล้านบาท), อันดับ 6 คือ The Lord of the Rings : Return of the King (184.63 ล้านบาท**)
          และเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในเมืองไทยเป็นอันดับ 2 เป็นรอง “สุริโยไท” ที่ทำรายได้ไป 550 ล้านบาท**
          ความยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการที่ทำให้ทุกคนกล่าวขวัญถึง “อวตาร” ตลอดความยาวกว่า 2 ชั่วโมง 40 นาที ล้วนแล้วแต่สร้างความสุข ความชื่นชมให้กับคนดูทุกคน ทำให้คาดการณ์ได้ว่า “อวตาร” น่าจะยังเดินหน้าสร้างสถิติรายได้ต่อไป และคาดการณ์กันว่าอาจจะทำรายได้ทะลุถึง 300 ล้านบาทเมื่อจบโปรแกรมก็ได้ ถือเป็นการสร้างแชมป์หนังเทศที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลที่คงต้องรอดูว่าจะต้องใช้เวลาอีก 12 ปีหรือไม่ ที่จะมีหนังเรื่องใหม่มาทำลายสถิติเหมือนที่ “อวตาร” ทำด้วยการคว่ำ “ไททานิก” ลงด้วยอัจฉริยะผู้กำกับที่โลกต้องจารึก “เจมส์ คาเมรอน” นั่นเอง
          หมายเหตุ
          * รายได้ของภาพยนตร์เรื่อง 2012 ที่ทำรายได้ไป 230 ล้านบาท นำมาจากข้อมูลที่ลงในหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉ.วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552 แต่ตัวเลขที่ทางบริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่อง 2012 แจ้งต่อบริษัทสมาคมภาพยนตร์อเมริกา (Motion Picture Association) แจ้งตัวเลขไว้เพียง 214.98 ล้านบาท
          ** รายได้ของ The Lord of the Rings : Return of the King และ สุริโยไท นำมาจากนิตยสาร Starpics ฉ.726 ปักษ์แรก พฤษภาคม 2551