ผู้กำกับแห่งตำนาน ฉีเคอะ ทุ่มทุนกว่า 100 ล้าน เนรมิตฉากไคลแมกซ์ของ Detective Dee and the Mystery of the Phantom Flame: ตี๋เหริ๋นเจี๋ย ดาบพายุทะลุคนไฟ

 
          สุดยอดผู้กำกับแห่งตำนาน อย่าง ฉีเคอะ ซึ่งมีผลงานสร้างชื่อมากมายไม่ว่าจะเป็น เดชคัมภีร์เทวดา, โปเยโปโลเย หรือ หวงเฟยหง กลับมาเปิดตำนานแห่งหน้าประวัติศาสตร์จีน ในยุคจักรพรรดิบูเช็กเทียน กับตำนานเชอร์ล็อค โฮมส์แห่งเอเชีย อย่าง ตี๋เหริ๋นเจี๋ย ในภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่ Detective Dee and the Mystery of the Phantom Flame: ตี๋เหริ๋นเจี๋ย ดาบพายุทะลุคนไฟ งานนี้ผู้กำกับ ฉีเคอะ จึงทุ่มทุนสร้างกว่า 100 ล้านบาท เพื่อฉากอลังการในยุครุ่งเรืองของจักรพรรดิบูเชคเทียน โดยฉากที่ต้องลงทุนขนาดนี้ เป็นฉากไคลแม็กซ์ที่เกิดขึ้นภายในรูปปั้นของพระนางบูเช็กเทียน ซึ่งตามประวัติศาสตร์รูปปั้นถูกอธิบายไว้ว่ามีความสูงกว่า 120 เมตร ซึ่งว่ากันว่าสูงพอที่จะทะลุผ่านสวรรค์ 32 ชั้นจนไปถึงนิพพาน โดยทีมงานได้ทำการสร้างขึ้นมาหลายชิ้นเพื่อไว้ใช้ถ่ายทำภายนอก โดยมีส่วนบน กลาง และล่าง และภายในของรูปปั้นก็ถูกสร้างแยกกันเป็นสามส่วนในสตูดิโอ ซึ่งแต่ละชิ้นมีความสูงกว่า 80 เมตร ภายในรูปปั้นเป็นสถานที่ถูกใช้สำหรับฉากไคลแม็กซ์ ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่าง ตี๋เหริ่นเจี๋ย กับคนวางแผนลอบสังหาร โดย หลิวเต๋อหัว ผู้รับบทเป็น ตี๋เหรินเจี่ย เล่าถึงประสบการณ์ถ่ายทำในฉากดังกล่าวว่า "ผมพยายามปีนกำแพงที่อยู่ห่างจากจุดกระโดดไปประมาณ 5 เมตร และต้องเริ่มออกตัววิ่งเพื่อให้มีแรงส่งไปที่จุดหมาย แต่ด้วยทางเดินที่แคบ บวกกับเครื่องแต่งกายและรองเท้าที่หนักสุดๆ ทำให้ผมคำนวนแรงกระโดดไม่ถูก ผมกระโดดไปไม่ถึงเป้าหมายจนทำให้คางครูดกับกำแพง และก็ทำให้เลือดไหลออกมาไม่หยุดเลย ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าผมมีความเร็วเท่า หลิวเซียง (นักกรีฑาเหรียญทองโอลิมปิก) และมีความสูงเท่า เหยาหมิง (หัวเราะ)"
 
 
          นอกจากความอลังการของสถูปยักษ์ในฉากไคลแม็กซ์แล้ว ผู้กำกับ ฉีเคอะ ยังได้แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของจีนในสมัยราชวงค์ถัง ที่เขาได้ศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์มา โดยร่วมงานกับผู้ออกแบบงานสร้าง เจมส์ ชู (จาก Internal Affairs) พวกเขาได้สร้างเมืองลั่วหยาง เมืองที่จักรพรรดินี บูเช็กเทียน โปรดปรานที่สุด รวมถึง ถ้ำจำลอง ตลาดผี และ ศาลาต้องห้าม ซึ่งออกแบบมาได้สวยงาม และแสดงออกถึงความรุ่งเรืองในยุคนั้นจริงๆ ไม่เพียงแต่ความอลังการของฉากต่างๆ เท่านั้น เครื่องแต่งกายนักแสดง และอาวุธต่างๆ ที่ใช้ในเรื่องก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายของจักรพรรดินีบูเช็กเทียน ที่ดูยิ่งใหญ่อลังการทุกฉากแม้แต่ตอนปลอมตัวในตอนกลางคืน 
          เพราะความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ทำให้ ฉีเคอะ ใช้เวลาสร้างเรื่องนี้ กว่าสามปี และผลตอบรับก็ดีเกินคาด เมื่อ Detective Dee and the Mystery of the Phantom Flame: ตี๋เหริ๋นเจี๋ย ดาบพายุทะลุคนไฟ ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิส ครั้งที่ 67 ซึ่งถือเป็นหนังจากประเทศจีนเพียงหนึ่งเดียวในปีนี้ โดยเข้าชิงรางวัลใหญ่ที่สุดของเทศกาลอย่าง สิงโตทองคำ และรวมถึงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (ฉีเคอะ), นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (หลิวเต๋อหัว) และ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (หลิวเจียหลิง) ผู้กำกับ ฉีเคอะ ก็รู้สึกแปลกใจที่หนังของเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล เขาเล่าว่า "Detective Dee เป็นหนังแอ็คชั่น-แฟนตาซี ผมจึงรู้สึกแปลกใจที่มันได้ชิงรางวัลใหญ่ในเทศกาลหนังเวนิสร่วมกับ Black Swan ของ ดาร์เรน อโรนอฟสกี และ Somewhere ของ โซเฟีย คอปโปล่า ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะการจับเอาหนังสไตล์สืบสวนสอบสวนของโลกตะวันตก ผสมผสานเข้ากับหนังแอ็คชั่น-แฟนตาซีของโลกตะวันออก ซึ่งทำให้คณะกรรมการของเทศกาลเห็นถึงความพยายามในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ"
          Detective Dee and the Mystery of the Phantom Flame: ตี๋เหริ๋นเจี๋ย ดาบพายุทะลุคนไฟ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีค.ศ. 690 จากประวัติศาสตร์ของจีน เกี่ยวกับนักสืบชื่อดัง ตี๋เหริ๋นเจี๋ย (หลิวเต๋อหัว) ในยุคจักรพรรดินีบูเช็กเทียน (หลิวเจียหลิง) ที่ถูกตามตัวกลับมาหลังจากถูกเนรเทศ เพื่อสืบคดีที่ท้าทายการขึ้นครองราชย์ของพระนางบูเช็กเทียน นั่นคือ การถูกเผาใหม่ร่างกายจากภายในสู่ภายนอกโดยหาเหตุผลไม่ได้ ซึ่งตี๋เหริ๋นเจี๋ยจะต้องสืบรู้ว่าเป็นฝีมือใคร และใช้กลวิธีใด โดยผู้ต้องสงสัยอาจเป็นคนใดคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวเขาก็ได้
ฉีเคอะ” ปิดทศวรรษอย่างอลังการ เปิดตำนาน “เชอร์ล็อค โฮล์มส” แห่งเอเชีย

          Detective Dee and the Mystery of the Phantom Flame
          ตี๋เหริ๋นเจี๋ย ดาบพายุทะลุคนไฟ
          30 กันยายน นี้ ในโรงภาพยนตร์