ข่าวประชาสัมพันธ์การเงิน/หลักทรัพย์

DMCC เผยผลการวิจัยใหม่ คาดเทคโนโลยีลบความเหลื่อมล้ำทางการเงินเพื่อการค้าได้ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของ SME ในอนาคต

          รายงาน "The Future of Trade" จาก DMCC เขตปลอดภาษี (Free Zone) ชั้นนำระดับโลก และหน่วยงานผู้ดูแลการซื้อขายและกิจการสินค้าโภคภัณฑ์ในสังกัดรัฐบาลดูไบ พบว่า ในยุคที่แวดวงการค้าพร้อมเปิดรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาจช่วยลบความเหลื่อมล้ำทางการเงินเพื่อการค้า (Trade Finance) ในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังอาจช่วยขับเคลื่อนการค้าให้เติบโตต่อไปอีกด้วย

          รับชมข่าวประชาสัมพันธ์แบบมัลติมีเดียได้ที่: http://www.multivu.com/players/uk/8330751-dmcc-research-bridge-trade-finance-gap/

          ผลการวิจัยครั้งนี้ชูประเด็นเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลที่มีต่อผู้ส่งออกและนำเข้า ตลอดจนศูนย์กลางด้านการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ระดับท็อป 10 ของโลก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก

          รายงานดังกล่าวระบุว่า คำร้องขอเงินทุนจากกลุ่ม SME ถึง 50% ถูกธนาคารปฏิเสธ ขณะที่เครื่องมือการเงินเพื่อการค้าทางเลือกซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีฟินเทคและบล็อกเชนนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยตลาดการเงินทางเลือกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ขยายตัวกว่าเท่าตัวระหว่างปี 2558 และ 2559 จนมีมูลค่ารวมที่ 2.452 แสนล้านดอลลาร์

          ในรายงานยังระบุด้วยว่า บล็อกเชนจะเป็นตัวเปลี่ยนโฉมวงการการค้าในทศวรรษหน้า ซึ่งจะเข้ามายกระดับความรวดเร็ว ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ในการจัดการกระแสงานและเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามพรมแดน แต่ขณะนี้ยังคงมีงานช้างรออยู่เพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้าในสเกลใหญ่

          ตัวเลขประมาณการบ่งชี้ว่า บล็อกเชนอาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกได้เกือบ 5% และปริมาณการค้าอีก 15%

          Ahmed Bin Sulayem ประธานบริหารของ DMCC กล่าวว่า

          "การค้าและการเงินเพื่อการค้าจะถูกปฏิรูปด้วยบล็อคเชนและเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และดูไบกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการมองไปยังอนาคต เพื่อใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งสำคัญต่อการทำให้เรายังคงเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์อันดับ 1 ของโลก"

          นอกเหนือจากผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้ว รายงานฉบับนี้ยังระบุถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์การเมือง เช่น การทำงานของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน และการที่สหราชอาณาจักรโหวตถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งสร้างความท้าทายให้แก่กระแสการค้าดั้งเดิม

          ในมุมมองภาพรวม 10 ปี รายงานระบุว่า จุดศูนย์ถ่วงทางเศรษฐกิจของโลกกำลังเคลื่อนย้ายไปยังภูมิภาคเอเชีย และในขณะเดียวกันโครงการ Belt and Road ของจีนก็กำลังรวบรวมพลังผลักดัน นอกจากนี้ การที่จีนหันไปพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศกันมากขึ้น และให้ความสำคัญกับภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยี ยังจะส่งผลให้มีการโยกย้ายแรงงานกว่า 100 ล้านตำแหน่งไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศอย่างเวียดนาม เมียนมา และอินโดนีเซีย

          "การทำธุรกรรมทางการค้าและการเงินเพื่อการค้า กำลังจะเข้าสู่ยุคการปฏิวัติระบบดิจิทัล" Gautam Sashittal ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DMCC กล่าว "ในทำนองเดียวกันกับการที่ตู้คอนเทนเนอร์ได้เข้ามาปฏิวัติแวดวงการค้าเมื่อช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีจะทำให้รูปแบบการค้าและวิธีการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามพรมแดนนั้นเปลี่ยนแปลงไป และรายงานฉบับนี้ก็ช่วยให้เราทั้งหมดเข้าใจว่า การค้าทั่วโลกจะมีวิวัฒนาการอย่างไรต่อไป ตลอดจนวิธีเตรียมการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษถัดไปจากนี้"

          ดัชนี Commodity Trade Index (CTI) ที่จัดทำแยกอิสระได้เปิดตัวพร้อมกับรายงานฉบับนี้ ดัชนีดังกล่าวทำหน้าที่ตรวจวัดและประเมินบทบาทของศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ 10 แห่ง เปรียบเทียบกับเกณฑ์ชี้วัด 10 ประการ ได้แก่ที่สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สวิสเซอร์แลนด์ ฮ่องกง จีน แอฟริกาใต้ และไนจีเรีย ซึ่งพบว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกจัดเป็นอันดับหนึ่งของดัชนี CTI จากศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมาย ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

          รายงาน 'Future of Trade' ประจำปี 2561 มี 4 บท ได้แก่:

          - The Changing Nature of Global Trade

          - The Impact on Digitalisation

          - Bridging the gap in Trade Finance

          - Shaping the Future of Sustainability in Trade

          ทั้งนี้ รายงาน 'The Future of Trade' รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้นำอุตสาหกรรม นักวิชาการ และบรรดาผู้เชี่ยวชาญรวมกัน 250 ราย ตามศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ชั้นนำ 6 แห่ง ได้แก่ที่ลอนดอน ซูริค ดูไบ สิงคโปร์ โจฮันเนสเบิร์ก และฮ่องกง ด้วยความร่วมมือกับ Asia House และจากการวิจัยเชิงปริมาณทั่วโลกโดยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ (Cebr) และบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการชั้นนำระดับโลกอย่าง Sutherland Global Services

          ดาวน์โหลดรายงานได้ที่ http://www.futureoftrade.com
          ติดตามเราทางทวิตเตอร์: @DMCCAuthority #futureoftrade.

          (โลโก้: https://mma.prnewswire.com/media/692459/DMCC_Logo.jpg )

          (รูปภาพ: https://mma.prnewswire.com/media/692303/DMCC.jpg )

          ที่มา: DMCC