ข่าวประชาสัมพันธ์การเงิน/หลักทรัพย์

BEAUTY ลุยไม่ยั้งเตรียมส่ง BEAUTY BUFFET และ BEAUTY COTTAGE บุกเวียดนาม ลาว และกัมพูชา

          BEAUTY ลุยไม่ยั้งเตรียมส่ง BEAUTY BUFFET และ BEAUTY COTTAGE บุกเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เดินหน้าขยายสาขาในประเทศต่อเนื่อง เตรียมส่ง MADE IN NATURE จำหน่ายใน TESCO LOTUS และ TOPS SUPERMARKET ไตรมาส 3 นี้ พร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 4 ชนิด เผยภายในต้นไตรมาส 3 เปิดตัวร้านใหม่ BEAUTY MARKET เขย่าวงการความงาม และเป็นผู้แทนจำหน่ายน้ำหอม GIRL โดยมี Girls’ Generation วงดังจากเกาหลีเป็น presenter โชว์ผลประกอบการ Q1/56 กำไรท่วม 54.20 ล้านบาท เติบโต 40.82%

          นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว เปิดเผยว่า ภายในปี 2556 บริษัทจะมีการขยายสาขา BEAUTY BUFFET และ BEAUTY COTTAGE ในต่างประเทศเพิ่มเติมรวม 7 แห่ง โดยจะเริ่มเปิดสาขาของทั้ง 2 แบรนด์ในประเทศ เวียดนาม และประเทศลาว ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างก่อสร้าง ขณะที่ในประเทศกัมพูชาจะมีการเปิดร้าน BEAUTY BUFFET เพิ่มจำนวน 2 สาขา จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 1 สาขา และเปิดร้าน BEAUTY COTTAGE 1 สาขา
          ส่วนตลาดในประเทศจะมีการขยายสาขาของทั้ง 2 แบรนด์ออกไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยตั้งเป้าปีนี้ BEAUTY BUFFET จะมีสาขารวม 180 สาขา จากปัจจุบัน 159 สาขา และ BEAUTY COTTAGE จะมีสาขารวม 50 สาขา จากปัจจุบัน 42 สาขา รวมทั้งจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดรับกับความต้องการใช้งานและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
          สำหรับผลิตภัณฑ์ MADE IN NATURE จะมีการขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติม คาดว่าภายในต้น ไตรมาสที่ 3 นี้ จะเริ่มวางจำหน่ายใน เทสโก้ โลตัส และ ท๊อป ซุปเปอร์มาร์เก็ต จากเดิมที่มีวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดและซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำรวม 10 แห่ง นอกจากนี้จะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 4 ชนิด โดยเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงและดูแลรักษาผิวพรรณ
          นายแพทย์สุวิน กล่าวต่อไปว่า ในต้นไตรมาส 3/2556 บริษัทมีแผนที่จะเปิดช็อปแบรนด์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ BEAUTY MARKET ซึ่งจะมีขนาดร้านใหญ่กว่า BEAUTY BUFFET และเป็นร้าน Multi-Brands โดยมีสินค้าเกี่ยวกับความงามทั้งหมดกว่า 300 แบรนด์ ตั้งแต่ 5,000 - 9,000 SKU ซึ่งจะมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากขึ้น แต่มีความแตกต่างกันในการใช้งาน โดยคอนเซ็ปต์ร้านจะเป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างร้าน Beauty Convenience Store และ Supermarket เข้าด้วยกัน เพื่อเจาะกลุ่มฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น ส่วน Fighting Brand ที่จะวางจำหน่ายผ่านคอนวีเนียนสโตร์ ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคาดว่าจะจำหน่ายในต้นไตรมาส 4 
          นอกจากนี้บริษัทได้มีการเซ็นต์สัญญาความร่วมมือกับพันธมิตร DEES SUPREME CO., LTD ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำหอม GIRL DE PROVENCE แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยสำหรับการจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าปลีก ซึ่งมี presenter เป็นศิลปินชื่อดัง สุดยอดวงเกิร์ลกรุ๊ป Girls’ Generation โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว คาดว่าจะวางจำหน่ายในร้าน BEAUTY BUFFET ได้ในเดือน ก.ค. 56
          “ในปีนี้นอกจากเรามีแผนขยายสาขาต่อเนื่องทั้งในประเทศ ต่างประเทศ เปิดตัว Shop Brand ใหม่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้ตรงและครอบคลุมกับความต้องการของลูกค้าและเทรนด์ในแต่ละช่วงแล้ว เรายังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานประจำสาขาทั้งในด้าน การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การดูแลลูกค้า การให้คำแนะนำ การบริการ เพื่อเร่งยอดขายของสาขาเดิม (Same Store Growth) ให้มีการเติบโตด้วย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลให้ยอดจำหน่ายในแต่ละสาขาเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และเชื่อว่าในปีนี้ผลประกอบการของบริษัทจะมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน”นายแพทย์สุวิน กล่าว 
          สำหรับผลการดำเนินงานของ BEAUTY ในช่วงไตรมาส 1/56 ว่า บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 232.84 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 35.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 171.29 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 54.20 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 40.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิจำนวน 38.49 ล้านบาท
          โดยผลประกอบการของ BEAUTY มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเนื่องจาก ผลิตภัณฑ์ต่างๆของบริษัทเป็นที่นิยมมากขึ้นในกลุ่มผู้ใช้ ส่งผลให้ยอดขายมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการขยายสาขาครอบคลุมกลุ่มลูกค้ามากขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์บำรุงผิว MADE IN NATURE มียอดขายที่เติบโตมากขึ้น จากการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดเพิ่มมากขึ้น โดยล่าสุดได้วางจำหน่ายในบิ๊กซี จำนวน 113 สาขาเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้บริษัทยังมีการควบคุมต้นทุนในการขายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 72.32%